ในปี 2023 สมัชชาใหญ่ UN ได้รับรองมติให้ ขอคำวินิจฉัยที่ปรึกษาจากศาลโลก เพื่อให้ศาลตีความว่าประเทศต่าง ๆ มีหน้าที่ทางกฎหมายอย่างไรในการป้องกันความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2025 ศาล ICJ ได้ออกคำวินิจฉัย และวานูอาตูกับพันธมิตรจึงผลักดันมติใหม่ในปี 2026 เพื่อให้สมัชชาใหญ่รับรองและสนับสนุนข้อสรุปดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
คำวินิจฉัยของ ICJ ระบุว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐต่าง ๆ มีหน้าที่ ปกป้องระบบภูมิอากาศและควบคุมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
หลักการสำคัญที่ศาลระบุ ได้แก่
นักเคลื่อนไหวด้านภูมิอากาศจำนวนมากมองว่าคำวินิจฉัยนี้ช่วยตอกย้ำความจำเป็นที่รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับ เป้าหมายข้อตกลงปารีสในการจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ใกล้ 1.5°C รวมถึงการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยคาร์บอนอย่างรวดเร็ว
แม้มติของสมัชชาใหญ่จะไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้ได้ แต่ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกดำเนินการตามแนวทางของศาลโลก เช่น
ผู้สนับสนุนมองว่ามตินี้ช่วยเสริมกรอบความรับผิดชอบด้านภูมิอากาศในระดับโลก และอาจถูกใช้เป็นฐานในการดำเนินคดีหรือการเจรจาระหว่างประเทศในอนาคต
แม้จะมีเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น แต่มี 8 ประเทศลงคะแนนคัดค้าน รวมถึงสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย
รายงานระบุว่าก่อนการลงคะแนน รัฐบาลสหรัฐและบางประเทศพยายามชะลอหรือทำให้ข้อความในมติอ่อนลง ความกังวลหลักคือคำวินิจฉัยของศาลโลกอาจถูกนำไปใช้ เพิ่มแรงกดดันทางกฎหมายหรือความรับผิดชอบต่อความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ ในอนาคต
ประเทศผู้คัดค้านบางรายยังกังวลว่าการตีความหน้าที่ทางกฎหมายด้านภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลต่อข้อพิพาทระหว่างประเทศหรือคดีความเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แม้มติจะไม่ผูกพันทางกฎหมาย แต่การที่ประเทศส่วนใหญ่ของโลกสนับสนุนคำวินิจฉัยของ ICJ แสดงให้เห็นถึง ความคาดหวังระดับโลกที่เพิ่มขึ้นต่อความรับผิดชอบด้านภูมิอากาศของรัฐบาลต่าง ๆ
Comments
0 comments