ผลการศึกษามาจากรายงานระดับโลกของ Clearwater Analytics ประจำปี 2026 ในชื่อ “GenAI and the Data Divide” โดยสำรวจผู้บริหารระดับสูง 178 คน ซึ่งประกอบด้วยซีอีโอ ซีเอฟโอ ซีไอโอ และซีอาร์โอ จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และบริษัทสินเชื่อเอกชนในยุโรป สหรัฐฯ และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
การลงทุนใน AI ของอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย 63% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจเพิ่มงบ AI มากกว่า 50% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และไม่มีบริษัทใดรายงานว่าปรับลดงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของผู้บริหารกลับแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
รายงานระบุว่า “ความย้อนแย้งด้านการลงทุนกำลังเกิดขึ้นใจกลางการปฏิวัติ AI ของอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์” แม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ภาคธุรกิจยังไม่มีฉันทามติว่าระดับการลงทุนที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าใด
ผลสำรวจระบุ 3 ด้านปฏิบัติการที่ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า AI จะสร้างผลกระทบระดับใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานอย่างมีนัยสำคัญภายใน 12 เดือนข้างหน้า ได้แก่
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า AI กำลังขยับจากโครงการทดลองไปสู่กระบวนการทำงานหลักของธุรกิจจัดการลงทุน ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ ไปจนถึงการสนับสนุนคำแนะนำด้านพอร์ตและการประเมินความเสี่ยง
นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนราวสองในสามระบุว่าเครื่องมือ AI ของบริษัทสามารถจัดการ ข้อมูลทางเลือก (alternative data) ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลประเภทที่มักจัดการและขยายการใช้งานได้ยาก ขณะเดียวกัน 62% รายงานว่าประสบความสำเร็จกับ การประสานงานหลายเอเจนต์ (multi-agent orchestration) หรือการให้ระบบอัตโนมัติหลายชุดทำงานต่อเนื่องกันเมื่อข้อมูลแตะระดับเกณฑ์ที่กำหนด
ข้อค้นพบสำคัญที่สุดของรายงานคือ ช่องว่างระหว่างบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน AI กับบริษัทที่ตามหลังไม่ได้วัดจากขนาดงบประมาณหรือความเร็วในการเริ่มใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล
Souvik Das ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Clearwater Analytics กล่าวว่า “การนำ AI มาใช้กำลังบีบให้ผู้จัดการกองทุนต้องกลับมาเผชิญหน้ากับพื้นฐานของการจัดการข้อมูลในแบบที่ไม่เคยมีสิ่งใดทำได้มาก่อน”
ความแตกต่างดังกล่าวเห็นได้ชัดในงานบริหารความเสี่ยง บริษัทที่ประเมินว่าข้อมูลของตนมีความถูกต้องในระดับดีหรือดีเยี่ยม 44% ระบุว่าการบริหารความเสี่ยงมีลักษณะเชิงรุกมากขึ้นอย่างมาก เทียบกับเพียง 17% ในกลุ่มบริษัทที่ให้คะแนนคุณภาพข้อมูลของตนอยู่ในระดับปานกลางหรือต่ำ
แม้ผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจเกือบทั้งหมด หรือ 95% จะเพิ่มงบประมาณ AI ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่การเพิ่มงบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้บริษัทที่มีข้อมูลอ่อนแอได้ผลลัพธ์ดีขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง การนำ AI มาใช้กับข้อมูลที่กระจัดกระจาย ไม่แม่นยำ หรือเชื่อมต่อกันไม่ดี อาจเพิ่มต้นทุนโดยไม่ช่วยยกระดับการตัดสินใจเท่าที่คาดหวัง
ผลการศึกษาของ Clearwater สอดคล้องกับแนวโน้มในภาคบริการการเงิน โดยผลสำรวจอีกฉบับของ KPMG พบว่า องค์กรด้านการจัดการสินทรัพย์และไพรเวทอิควิตีคาดว่าจะใช้งบ AI เฉลี่ย 148 ล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นเกือบ 1.5 เท่าจากไตรมาสก่อนหน้า หมวดการลงทุนสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลและการวิเคราะห์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนา
รายงานยังสะท้อนปัญหาที่กว้างขึ้นของการลงทุนใน GenAI หรือ AI เชิงสร้างสรรค์ แม้ภาคธุรกิจจะลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวรวมกันราว 30,000–40,000 ล้านดอลลาร์ แต่หลายองค์กรกลับได้ผลตอบแทนน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ซึ่ง Clearwater เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “GenAI Divide” หรือ “ช่องว่าง GenAI”
สำหรับบริษัทบริหารสินทรัพย์ บทเรียนจึงไม่ได้อยู่ที่การเร่งเพิ่มงบให้มากที่สุด แต่คือการทำให้ข้อมูลที่ AI ต้องใช้มีความถูกต้อง เชื่อมโยง และพร้อมต่อการนำไปใช้งานเสียก่อน เพราะในสนามแข่งขันที่ทุกฝ่ายต่างลงทุนใน AI ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่จ่ายแพงที่สุด แต่เป็นบริษัทที่เตรียมข้อมูลได้ดีที่สุด