แมนเทิลใต้ที่ราบสูงซีกใต้ของดาวอังคารมีอุณหภูมิสูงกว่าซีกเหนือราว 200–400°C และอาจอ่อนตัวหรือหลอมเหลวบางส่วน นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลติดตามสัญญาณวิทยุความแม่นยำสูงนาน 16 ปีจากยาน Mars Global Surveyor, Mars Odyssey และ Mars Reconnaissance Orbiter ความร้อนภายในที่ไม่สมมาตรกันอาจช่วยอธิบายสนามแม่เหล็กตกค้าง น้ำใต้ผิวดิน...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did the Nature study led by Alexander Berne reveal about the temperature and physical state of Mars’s southern and northern interiors,. Article summary: Berne and colleagues found that Mars’s hemispheric split is not merely a surface or crustal feature: the mantle beneath the southern highlands appears about 200–400°C hotter, softer, and probably at least partly molten t. Topic tags: general, government, education, academic, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks
ดาวอังคารมีลักษณะเด่นที่ดูเหมือนแบ่งเป็นสองโลกในดวงเดียว ด้านใต้เป็นที่ราบสูงเก่าแก่ มีหลุมอุกกาบาตหนาแน่นและอยู่สูงกว่า ส่วนด้านเหนือเป็นที่ราบต่ำที่อายุน้อยกว่า ซึ่งเคยมีการเสนอว่าอาจเป็นบริเวณมหาสมุทรโบราณ
งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ระบุว่า ความแตกต่างนี้อาจไม่ได้มีอยู่แค่บนพื้นผิวหรือในเปลือกดาวเท่านั้น แต่ลึกลงไปถึงแมนเทิล หรือชั้นหินระหว่างเปลือกดาวกับแก่นดาวด้วย โดยแมนเทิลใต้ซีกใต้คาดว่าร้อนกว่าใต้ซีกเหนือประมาณ 200–400°C และมีสภาพอ่อนตัวกว่า รวมถึงอาจหลอมเหลวบางส่วน 3
10
ทีมวิจัยนำโดย Alexander Berne ประมวลผลข้อมูลติดตามยานอวกาศของ NASA นาน 16 ปี จาก 3 ภารกิจ ได้แก่ Mars Global Surveyor, Mars Odyssey และ Mars Reconnaissance Orbiter การวัดแรงดึงดูดระหว่างดาวอังคารกับยานเหล่านี้ช่วยสร้างแผนที่สนามโน้มถ่วงที่ละเอียดมาก และให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำขึ้นน้ำลงของดาว ความหนาเปลือกดาว และโครงสร้างภายใน 2
สัญญาณสำคัญมาจากการที่แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ทำให้ดาวอังคารเกิดการเปลี่ยนรูปเล็กน้อย คล้ายปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงบนโลก เมื่อดาวอังคารโคจรรอบดวงอาทิตย์ การตอบสนองดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไป นักวิจัยจึงไม่ได้ดูเพียงค่าเฉลี่ยของทั้งดาว แต่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “เอกซเรย์คลื่นน้ำขึ้นน้ำลง” หรือ tidal tomography เพื่อตรวจสอบว่าการตอบสนองแตกต่างกันตามตำแหน่งอย่างไร 8
12
อุณหภูมิและสภาพทางกายภาพของแมนเทิลมีผลต่อความแข็ง ความหนืด และการสูญเสียพลังงานจากคลื่นน้ำขึ้นน้ำลง หินที่ร้อนกว่าจะเปลี่ยนรูปได้ง่ายกว่าและมีพฤติกรรมเชิงกลต่างจากหินเย็นที่แข็งตัว การสร้างแบบจำลองจากรูปแบบแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนไปตามเวลาจึงนำไปสู่ข้อสรุปว่า แมนเทิลใต้ซีกใต้ร้อนและอ่อนตัวกว่าแมนเทิลใต้ซีกเหนือ โดยมีความแตกต่างของอุณหภูมิในปัจจุบันราว 200–400°C 3
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการวัดทางอ้อม ยานอวกาศไม่ได้ลงไปวัดอุณหภูมิแมนเทิลโดยตรง นักวิจัยวัดแรงโน้มถ่วงและการตอบสนองต่อน้ำขึ้นน้ำลง แล้วใช้แบบจำลองฟิสิกส์อนุมานโครงสร้างและอุณหภูมิภายใน
ความแตกต่างระหว่างที่ราบสูงทางใต้กับที่ราบทางเหนือเรียกว่า ความแบ่งแยกของเปลือกดาวอังคาร หรือ crustal dichotomy โดยทั่วไป นักธรณีวิทยายังพบว่าเปลือกดาวทางใต้มีแนวโน้มหนากว่าทางเหนือ ที่ราบสูงทางใต้มีความหนาเปลือกราว 60 กิโลเมตร ขณะที่ที่ราบต่ำทางเหนืออาจมีความหนาประมาณ 30 กิโลเมตร 31
ผลการศึกษานี้เสนอภาพที่ลึกกว่าเดิมว่า ความแตกต่างระหว่างสองซีกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระดับความสูง อายุ หรือความหนาของเปลือกดาว แต่อาจสะท้อนความไม่สมมาตรของแมนเทิลที่คงอยู่มาจนถึงปัจจุบันด้วย
สัญญาณสนามแม่เหล็กตกค้างที่รุนแรงของดาวอังคารส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในที่ราบสูงซีกใต้ สัญญาณเหล่านี้เป็นร่องรอยที่หินในเปลือกดาวได้รับการทำให้เป็นแม่เหล็กในช่วงที่ดาวอังคารยังมีสนามแม่เหล็กระดับโลก 30
37
แมนเทิลที่ร้อนกว่าอาจเอื้อต่อการหลอมเหลว การเกิดภูเขาไฟ และการก่อตัวหรือเปลี่ยนแปลงของเปลือกดาวซึ่งภายหลังเก็บรักษาสัญญาณแม่เหล็กไว้ได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าความผิดปกติทางความร้อนที่เพิ่งอนุมานได้นี้เป็นสาเหตุเดียวของสนามแม่เหล็กในอดีต หรืออธิบายแม่เหล็กในเปลือกดาวทั้งหมด
ความร้อนจากภายในสามารถขับเคลื่อนภูเขาไฟและการไหลเวียนของน้ำร้อนใต้ผิวดิน งานก่อนหน้านี้พบความสัมพันธ์ระหว่างบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กในที่ราบสูงซีกใต้ เครือข่ายหุบเขาโบราณ และหลักฐานที่อาจสอดคล้องกับการระบายน้ำแบบไฮโดรเทอร์มอลเหนือโครงสร้างหินอัคนีใต้เปลือกดาว 26
ผลการศึกษาใหม่จึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยทดสอบว่า ความร้อนที่คงอยู่นานในซีกใต้อาจช่วยหล่อเลี้ยงการไหลเวียนของน้ำใต้ดิน หรือสภาพแวดล้อมที่มีน้ำอยู่ใต้ผิวดาวเป็นเวลานานได้หรือไม่ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตในอดีต แต่การค้นพบนี้ยังไม่ได้ยืนยันว่าพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเคยมีชีวิต หรือมีน้ำอยู่นานเป็นระยะเวลาเท่าใด
หินที่ร้อนหรือมีการหลอมเหลวบางส่วนยังอาจดูดซับพลังงานของคลื่นไหวสะเทือนได้มากกว่าหินเย็นและแข็ง จึงเป็นอีกปัจจัยที่ควรนำไปตรวจสอบร่วมกับข้อมูลแผ่นดินไหวของดาวอังคารในอนาคต แต่ผลการศึกษานี้เป็นการอนุมานจากแรงโน้มถ่วงและน้ำขึ้นน้ำลง ไม่ใช่การตรวจวัดการลดทอนคลื่นไหวสะเทือนโดยตรง
ความไม่สมมาตรของอุณหภูมิยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อแบบจำลองวิวัฒนาการยุคแรกของดาวอังคาร นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันว่า ดาวอังคารเคยมีการพาความร้อนในแมนเทิลเฉพาะบริเวณ การหมุนเวียนหรือรีไซเคิลของธรณีภาค หรือกิจกรรมคล้ายแผ่นธรณีภาคในวงจำกัดหรือไม่
แนวแถบแม่เหล็กเป็นเส้นบางส่วนเคยถูกเสนอว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาคยุคแรก แต่การตีความนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกัน และการวิเคราะห์ของ NASA ฉบับหนึ่งสรุปว่า หลักฐานยังไม่สนับสนุนการมีแผ่นธรณีภาคแบบเดียวกับโลกอย่างหนักแน่น 27
ดังนั้น งานวิจัยใหม่นี้ไม่ได้ยืนยันว่าดาวอังคารเคยมีแผ่นธรณีภาคสมัยใหม่ แต่ชี้ว่าแบบจำลองใดก็ตามเกี่ยวกับอดีตของดาวอังคารต้องอธิบายความแตกต่างทางความร้อนระหว่างเหนือกับใต้ให้ได้
ผลการศึกษาระบุความไม่สมมาตรได้ แต่ยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าความไม่สมมาตรนั้นเกิดจากอะไร สมมติฐานที่ยังเป็นไปได้ ได้แก่
ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเลือกคำอธิบายใดเป็นคำตอบสุดท้าย ข้อสรุปที่มั่นคงที่สุดคือ ความแบ่งแยกบนพื้นผิวดาวอังคารมีคู่แฝดอยู่ลึกลงไปภายในดาว นั่นคือแมนเทิลซีกใต้ที่ปัจจุบันคาดว่าร้อนกว่า อ่อนตัวกว่า และอาจหลอมเหลวบางส่วนเมื่อเทียบกับแมนเทิลซีกเหนือ การสังเกตแรงโน้มถ่วง ข้อมูลแผ่นดินไหว และแบบจำลองธรณีวิทยาเพิ่มเติมจะช่วยตอบว่า ความแตกต่างนี้เป็นเศษซากจากการก่อตัวของดาวอังคาร หรือเป็นรูปแบบกิจกรรมภายในที่ดำรงอยู่อย่างยาวนาน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
แมนเทิลใต้ที่ราบสูงซีกใต้ของดาวอังคารมีอุณหภูมิสูงกว่าซีกเหนือราว 200–400°C และอาจอ่อนตัวหรือหลอมเหลวบางส่วน
แมนเทิลใต้ที่ราบสูงซีกใต้ของดาวอังคารมีอุณหภูมิสูงกว่าซีกเหนือราว 200–400°C และอาจอ่อนตัวหรือหลอมเหลวบางส่วน นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลติดตามสัญญาณวิทยุความแม่นยำสูงนาน 16 ปีจากยาน Mars Global Surveyor, Mars Odyssey และ Mars Reconnaissance Orbiter
ความร้อนภายในที่ไม่สมมาตรกันอาจช่วยอธิบายสนามแม่เหล็กตกค้าง น้ำใต้ผิวดิน และกิจกรรมไฮโดรเทอร์มอลในอดีต แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าดาวอังคารเคยมีแผ่นธรณีภาคแบบโลก
แมนเทิลใต้ที่ราบสูงซีกใต้ของดาวอังคารมีอุณหภูมิสูงกว่าซีกเหนือราว 200–400°C และอาจอ่อนตัวหรือหลอมเหลวบางส่วน นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลติดตามสัญญาณวิทยุความแม่นยำสูงนาน 16 ปีจากยาน Mars Global Surveyor, Mars Odyssey และ Mars Reconnaissance Orbiter ความร้อนภายในที่ไม่สมมาตรกันอาจช่วยอธิบายสนามแม่เหล็กตกค้าง น้ำใต้ผิวดิน...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did the Nature study led by Alexander Berne reveal about the temperature and physical state of Mars’s southern and northern interiors,. Article summary: Berne and colleagues found that Mars’s hemispheric split is not merely a surface or crustal feature: the mantle beneath the southern highlands appears about 200–400°C hotter, softer, and probably at least partly molten t. Topic tags: general, government, education, academic, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks
ดาวอังคารมีลักษณะเด่นที่ดูเหมือนแบ่งเป็นสองโลกในดวงเดียว ด้านใต้เป็นที่ราบสูงเก่าแก่ มีหลุมอุกกาบาตหนาแน่นและอยู่สูงกว่า ส่วนด้านเหนือเป็นที่ราบต่ำที่อายุน้อยกว่า ซึ่งเคยมีการเสนอว่าอาจเป็นบริเวณมหาสมุทรโบราณ
งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ระบุว่า ความแตกต่างนี้อาจไม่ได้มีอยู่แค่บนพื้นผิวหรือในเปลือกดาวเท่านั้น แต่ลึกลงไปถึงแมนเทิล หรือชั้นหินระหว่างเปลือกดาวกับแก่นดาวด้วย โดยแมนเทิลใต้ซีกใต้คาดว่าร้อนกว่าใต้ซีกเหนือประมาณ 200–400°C และมีสภาพอ่อนตัวกว่า รวมถึงอาจหลอมเหลวบางส่วน 3
10
ทีมวิจัยนำโดย Alexander Berne ประมวลผลข้อมูลติดตามยานอวกาศของ NASA นาน 16 ปี จาก 3 ภารกิจ ได้แก่ Mars Global Surveyor, Mars Odyssey และ Mars Reconnaissance Orbiter การวัดแรงดึงดูดระหว่างดาวอังคารกับยานเหล่านี้ช่วยสร้างแผนที่สนามโน้มถ่วงที่ละเอียดมาก และให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำขึ้นน้ำลงของดาว ความหนาเปลือกดาว และโครงสร้างภายใน 2
สัญญาณสำคัญมาจากการที่แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ทำให้ดาวอังคารเกิดการเปลี่ยนรูปเล็กน้อย คล้ายปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงบนโลก เมื่อดาวอังคารโคจรรอบดวงอาทิตย์ การตอบสนองดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไป นักวิจัยจึงไม่ได้ดูเพียงค่าเฉลี่ยของทั้งดาว แต่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “เอกซเรย์คลื่นน้ำขึ้นน้ำลง” หรือ tidal tomography เพื่อตรวจสอบว่าการตอบสนองแตกต่างกันตามตำแหน่งอย่างไร 8
12
อุณหภูมิและสภาพทางกายภาพของแมนเทิลมีผลต่อความแข็ง ความหนืด และการสูญเสียพลังงานจากคลื่นน้ำขึ้นน้ำลง หินที่ร้อนกว่าจะเปลี่ยนรูปได้ง่ายกว่าและมีพฤติกรรมเชิงกลต่างจากหินเย็นที่แข็งตัว การสร้างแบบจำลองจากรูปแบบแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนไปตามเวลาจึงนำไปสู่ข้อสรุปว่า แมนเทิลใต้ซีกใต้ร้อนและอ่อนตัวกว่าแมนเทิลใต้ซีกเหนือ โดยมีความแตกต่างของอุณหภูมิในปัจจุบันราว 200–400°C 3
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการวัดทางอ้อม ยานอวกาศไม่ได้ลงไปวัดอุณหภูมิแมนเทิลโดยตรง นักวิจัยวัดแรงโน้มถ่วงและการตอบสนองต่อน้ำขึ้นน้ำลง แล้วใช้แบบจำลองฟิสิกส์อนุมานโครงสร้างและอุณหภูมิภายใน
ความแตกต่างระหว่างที่ราบสูงทางใต้กับที่ราบทางเหนือเรียกว่า ความแบ่งแยกของเปลือกดาวอังคาร หรือ crustal dichotomy โดยทั่วไป นักธรณีวิทยายังพบว่าเปลือกดาวทางใต้มีแนวโน้มหนากว่าทางเหนือ ที่ราบสูงทางใต้มีความหนาเปลือกราว 60 กิโลเมตร ขณะที่ที่ราบต่ำทางเหนืออาจมีความหนาประมาณ 30 กิโลเมตร 31
ผลการศึกษานี้เสนอภาพที่ลึกกว่าเดิมว่า ความแตกต่างระหว่างสองซีกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระดับความสูง อายุ หรือความหนาของเปลือกดาว แต่อาจสะท้อนความไม่สมมาตรของแมนเทิลที่คงอยู่มาจนถึงปัจจุบันด้วย
สัญญาณสนามแม่เหล็กตกค้างที่รุนแรงของดาวอังคารส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในที่ราบสูงซีกใต้ สัญญาณเหล่านี้เป็นร่องรอยที่หินในเปลือกดาวได้รับการทำให้เป็นแม่เหล็กในช่วงที่ดาวอังคารยังมีสนามแม่เหล็กระดับโลก 30
37
แมนเทิลที่ร้อนกว่าอาจเอื้อต่อการหลอมเหลว การเกิดภูเขาไฟ และการก่อตัวหรือเปลี่ยนแปลงของเปลือกดาวซึ่งภายหลังเก็บรักษาสัญญาณแม่เหล็กไว้ได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าความผิดปกติทางความร้อนที่เพิ่งอนุมานได้นี้เป็นสาเหตุเดียวของสนามแม่เหล็กในอดีต หรืออธิบายแม่เหล็กในเปลือกดาวทั้งหมด
ความร้อนจากภายในสามารถขับเคลื่อนภูเขาไฟและการไหลเวียนของน้ำร้อนใต้ผิวดิน งานก่อนหน้านี้พบความสัมพันธ์ระหว่างบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กในที่ราบสูงซีกใต้ เครือข่ายหุบเขาโบราณ และหลักฐานที่อาจสอดคล้องกับการระบายน้ำแบบไฮโดรเทอร์มอลเหนือโครงสร้างหินอัคนีใต้เปลือกดาว 26
ผลการศึกษาใหม่จึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยทดสอบว่า ความร้อนที่คงอยู่นานในซีกใต้อาจช่วยหล่อเลี้ยงการไหลเวียนของน้ำใต้ดิน หรือสภาพแวดล้อมที่มีน้ำอยู่ใต้ผิวดาวเป็นเวลานานได้หรือไม่ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตในอดีต แต่การค้นพบนี้ยังไม่ได้ยืนยันว่าพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเคยมีชีวิต หรือมีน้ำอยู่นานเป็นระยะเวลาเท่าใด
หินที่ร้อนหรือมีการหลอมเหลวบางส่วนยังอาจดูดซับพลังงานของคลื่นไหวสะเทือนได้มากกว่าหินเย็นและแข็ง จึงเป็นอีกปัจจัยที่ควรนำไปตรวจสอบร่วมกับข้อมูลแผ่นดินไหวของดาวอังคารในอนาคต แต่ผลการศึกษานี้เป็นการอนุมานจากแรงโน้มถ่วงและน้ำขึ้นน้ำลง ไม่ใช่การตรวจวัดการลดทอนคลื่นไหวสะเทือนโดยตรง
ความไม่สมมาตรของอุณหภูมิยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อแบบจำลองวิวัฒนาการยุคแรกของดาวอังคาร นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันว่า ดาวอังคารเคยมีการพาความร้อนในแมนเทิลเฉพาะบริเวณ การหมุนเวียนหรือรีไซเคิลของธรณีภาค หรือกิจกรรมคล้ายแผ่นธรณีภาคในวงจำกัดหรือไม่
แนวแถบแม่เหล็กเป็นเส้นบางส่วนเคยถูกเสนอว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาคยุคแรก แต่การตีความนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกัน และการวิเคราะห์ของ NASA ฉบับหนึ่งสรุปว่า หลักฐานยังไม่สนับสนุนการมีแผ่นธรณีภาคแบบเดียวกับโลกอย่างหนักแน่น 27
ดังนั้น งานวิจัยใหม่นี้ไม่ได้ยืนยันว่าดาวอังคารเคยมีแผ่นธรณีภาคสมัยใหม่ แต่ชี้ว่าแบบจำลองใดก็ตามเกี่ยวกับอดีตของดาวอังคารต้องอธิบายความแตกต่างทางความร้อนระหว่างเหนือกับใต้ให้ได้
ผลการศึกษาระบุความไม่สมมาตรได้ แต่ยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าความไม่สมมาตรนั้นเกิดจากอะไร สมมติฐานที่ยังเป็นไปได้ ได้แก่
ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเลือกคำอธิบายใดเป็นคำตอบสุดท้าย ข้อสรุปที่มั่นคงที่สุดคือ ความแบ่งแยกบนพื้นผิวดาวอังคารมีคู่แฝดอยู่ลึกลงไปภายในดาว นั่นคือแมนเทิลซีกใต้ที่ปัจจุบันคาดว่าร้อนกว่า อ่อนตัวกว่า และอาจหลอมเหลวบางส่วนเมื่อเทียบกับแมนเทิลซีกเหนือ การสังเกตแรงโน้มถ่วง ข้อมูลแผ่นดินไหว และแบบจำลองธรณีวิทยาเพิ่มเติมจะช่วยตอบว่า ความแตกต่างนี้เป็นเศษซากจากการก่อตัวของดาวอังคาร หรือเป็นรูปแบบกิจกรรมภายในที่ดำรงอยู่อย่างยาวนาน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
แมนเทิลใต้ที่ราบสูงซีกใต้ของดาวอังคารมีอุณหภูมิสูงกว่าซีกเหนือราว 200–400°C และอาจอ่อนตัวหรือหลอมเหลวบางส่วน
แมนเทิลใต้ที่ราบสูงซีกใต้ของดาวอังคารมีอุณหภูมิสูงกว่าซีกเหนือราว 200–400°C และอาจอ่อนตัวหรือหลอมเหลวบางส่วน นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลติดตามสัญญาณวิทยุความแม่นยำสูงนาน 16 ปีจากยาน Mars Global Surveyor, Mars Odyssey และ Mars Reconnaissance Orbiter
ความร้อนภายในที่ไม่สมมาตรกันอาจช่วยอธิบายสนามแม่เหล็กตกค้าง น้ำใต้ผิวดิน และกิจกรรมไฮโดรเทอร์มอลในอดีต แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าดาวอังคารเคยมีแผ่นธรณีภาคแบบโลก