ตามรายงานที่ถูกนำมาอ้างในข่าวเรื่องการคว่ำบาตรครั้งใหม่ คดีดังกล่าวนำไปสู่การพิพากษาว่าโบลโซนาโรมีความผิดและถูกจำคุก เดอ โมราเอสยังถูกระบุว่าเป็นผู้ขับเคลื่อนการสอบสวนข้อกล่าวหาว่าโบลโซนาโรและพันธมิตรวางแผนก่อรัฐประหารหลังการเลือกตั้ง ขณะที่โบลโซนาโรปฏิเสธข้อกล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์ผู้พิพากษารายนี้
บทบาทดังกล่าวทำให้เดอ โมราเอสกลายเป็นเป้าทางการเมืองของผู้สนับสนุนโบลโซนาโร และเป็นจุดศูนย์กลางของแรงกดดันจากสหรัฐฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่บราซิลยืนยันว่าคดีนี้เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการภายใต้กระบวนการยุติธรรมของบราซิลเอง
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2025 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ หรือ OFAC ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นชื่อเดอ โมราเอสในบัญชีคว่ำบาตรตามคำสั่งประธานาธิบดีฉบับที่ 13818 ซึ่งเป็นกรอบที่ใช้บังคับมาตรการด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้ Global Magnitsky Human Rights Accountability Act
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเขาใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่ออนุมัติการควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดีโดยพลการและจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก
โดยทั่วไป การขึ้นบัญชีลักษณะนี้ทำให้ทรัพย์สินและผลประโยชน์ในทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ ถูกอายัด และห้ามบุคคลหรือบริษัทภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ ทำธุรกรรมกับผู้ถูกขึ้นบัญชี ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งสัญญาณทางการเมือง แต่ยังอาจสร้างภาระด้านการเงินและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
ต่อมาในวันที่ 22 กันยายน 2025 รัฐบาลทรัมป์ขยายมาตรการไปยัง วิเวียน บาร์ซี เดอ โมราเอส ภรรยาของผู้พิพากษา และ Lex Instituto de Estudos Jurídicos บริษัทโฮลดิงที่เชื่อมโยงกับครอบครัว โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสนับสนุนเดอ โมราเอส ขณะที่กระทรวงการคลังระบุว่าวิเวียนเป็นหัวหน้าสถาบันดังกล่าว
เจ้าหน้าที่บราซิลประณามมาตรการคว่ำบาตรว่าเป็นการแทรกแซงระบบตุลาการของประเทศที่ไม่อาจยอมรับได้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ กำลังนำเครื่องมือคว่ำบาตรด้านสิทธิมนุษยชนมาใช้กดดันผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งอยู่ จากคำตัดสินภายในระบบกฎหมายและการเมืองของบราซิลหรือไม่
ฝ่ายสหรัฐฯ ให้เหตุผลแตกต่างออกไป โดยมุ่งเน้นข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจตุลาการโดยมิชอบ การควบคุมตัวโดยพลการ และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก คำอธิบายที่ขัดแย้งกันทำให้มาตรการดังกล่าวแยกออกจากคดีโบลโซนาโรและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับพันธมิตรของอดีตประธานาธิบดีได้ยาก
ข้อพิพาทยังทับซ้อนกับแรงกดดันด้านการค้า นักวิเคราะห์มองว่าเมื่อมาตรการต่อโบลโซนาโรเกิดขึ้นพร้อมกับการคว่ำบาตรเดอ โมราเอส พื้นที่สำหรับการเจรจาเรื่องภาษีสินค้าบราซิลกับสหรัฐฯ จึงเหลือน้อยลงมาก
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2025 OFAC ลบชื่อเดอ โมราเอส วิเวียน บาร์ซี เดอ โมราเอส และ Lex Institute ออกจากบัญชีคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ
ประกาศของ OFAC บันทึกการถอดรายชื่อ แต่ไม่ได้อธิบายสาระสำคัญว่าเหตุใดจึงมีการยกเลิกมาตรการ รายงานข่าวในช่วงเวลาเดียวกันเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกับการผ่อนคลายภาษีสินค้าบราซิลและความตึงเครียดทางการทูตที่ลดลง แต่หลักฐานทางการที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันเหตุผลเดียวที่ชัดเจนสำหรับการกลับลำครั้งนั้น
สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ มาตรการคว่ำบาตรถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ความขัดแย้งพื้นฐานเกี่ยวกับศาลบราซิล เสรีภาพในการแสดงออก และกระบวนการดำเนินคดีกับโบลโซนาโรไม่ได้หมายความว่าจะยุติลงไปพร้อมกัน
หากสหรัฐฯ นำมาตรการกลับมาใช้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการยกระดับความขัดแย้งอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางกฎหมายตามปกติ ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การอายัดทรัพย์สินและข้อจำกัดต่อธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเดอ โมราเอสหรือบุคคลและหน่วยงานอื่นที่อาจถูกขึ้นบัญชี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขอบเขตของมาตรการใหม่
จุดยืนของบราซิลในการเผชิญหน้าครั้งก่อนคือ การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นการแทรกแซงกิจการตุลาการของประเทศ การขึ้นบัญชีใหม่จึงมีแนวโน้มทำให้ข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยรุนแรงขึ้น แม้ท่าทีตอบโต้ที่เป็นรูปธรรมของบราซิลในกรณีใหม่นี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวผู้พิพากษาเท่านั้น ธนาคารและบริษัทต่าง ๆ อาจต้องแบกรับต้นทุนการตรวจสอบและปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มขึ้น ธุรกรรมข้ามพรมแดนอาจมีความไม่แน่นอนมากกว่าเดิม และการเจรจาการค้าอาจยิ่งแยกออกจากการตอบโต้ทางการเมืองได้ยากขึ้น
เมื่อข้อพิพาทด้านภาษีมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์อยู่แล้ว การกลับมาของมาตรการคว่ำบาตรอาจทำให้พื้นที่สำหรับการเจรจาทางการทูตและการค้าหดแคบลงไปอีก
สำหรับตอนนี้ ข้อเท็จจริงสำคัญยังมีขอบเขตจำกัดกว่าคำกล่าวอ้างทางการเมืองบางส่วน นั่นคือ Financial Times รายงานว่าสหรัฐฯ หารือ เรื่องมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ยังไม่ได้รายงานว่ามาตรการได้รับอนุมัติแล้ว ขั้นต่อไปของวอชิงตันและการตอบสนองของบราซิเลียจะเป็นตัวชี้ว่าเรื่องนี้จะจบลงในฐานะเครื่องมือกดดันระยะสั้น หรือกลายเป็นบทใหม่ของข้อพิพาทสหรัฐฯ–บราซิล