พื้นผิวดาวพุธอาจมีซิลิกอนไดออกไซด์ หรือ SiO₂ ราว 37% โดยมวล เทียบกับค่าประเมินเดิมประมาณ 49–60% นักวิจัยใช้ลูกแก้วจากห้องทดลอง สัญญาณอินฟราเรดของดวงจันทร์ และตัวอย่างหินจากภารกิจ Apollo, Luna และ Chang’e เพื่อทดสอบวิธีประเมิน เนื่องจากยังไม่เคยมียานลงจอดหรือเก็บตัวอย่างจากดาวพุธ เครื่องมือ MERTIS บนภารกิจ BepiColomb...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did the August 27 study in Planetary Research by researchers from the Max Planck Institute for Solar System Research, the Universities. Article summary: The study’s central result is that Mercury’s silicate surface may contain only about 37 wt% SiO₂—not the previous 49–60 wt%—which would make its volcanic crust substantially more silica-poor than assumed. This favors for. Topic tags: general, general web, user generated, government, academic. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, water
พื้นผิวดาวพุธอาจมีซิลิกอนไดออกไซด์ต่ำกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินไว้อย่างมาก งานวิจัยใหม่คาดว่า พื้นผิวส่วนซิลิเกตของดาวเคราะห์ดวงนี้มี SiO₂ ราว 37% โดยมวล เทียบกับค่าประเมินก่อนหน้าประมาณ 49–60%1
40
หากผลนี้ได้รับการยืนยัน ก็อาจหมายความว่าหินภูเขาไฟบนดาวพุธเกิดจากการหลอมละลายภายในดาวที่ร้อนจัดและเกิดขึ้นในระดับลึกกว่าที่แบบจำลองเดิมคาดไว้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังมีข้อควรระวังสำคัญ เพราะดาวพุธก่อตัวขึ้นภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจนน้อยมาก ซิลิกอนบางส่วนจึงอาจอยู่ในรูปโลหะหรือซิลิกอนคาร์ไบด์ แทนที่จะจับตัวเป็นซิลิกอนไดออกไซด์33
42
ปัจจุบันยังไม่มียานอวกาศลำใดลงจอดบนดาวพุธเพื่อวิเคราะห์หินโดยตรง และยังไม่มีการนำตัวอย่างจากดาวพุธกลับมายังโลก นักวิจัยจึงใช้วิธีทางอ้อมจากข้อมูลอินฟราเรด โดยอาศัยลักษณะทางสเปกตรัมที่เรียกว่า Christiansen Feature ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ค่าการแผ่รังสีสูงสุด และจะเปลี่ยนไปตามปริมาณซิลิกอนไดออกไซด์ในวัสดุซิลิเกต1
30
ทีมวิจัยเริ่มจากการผลิตและวัดลูกแก้วในห้องทดลองที่มีองค์ประกอบใกล้เคียงกับวัสดุบนพื้นผิวดาวเคราะห์ การทดลองนี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ระหว่างความยาวคลื่นของ Christiansen Feature กับปริมาณ SiO₂ ในแก้ว
จากนั้นจึงนำค่าความสัมพันธ์ดังกล่าวไปใช้กับข้อมูลอินฟราเรดความละเอียดสูงของดวงจันทร์ นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบแผนที่ที่ได้กับตัวอย่างหินจากภารกิจ Apollo, Luna และ Chang’e การตรวจสอบกับตัวอย่างดวงจันทร์ที่มีอยู่จริงช่วยทดสอบวิธีนี้ ก่อนนำไปใช้กับข้อมูลจากการสังเกตดาวพุธ1
ดังนั้น ค่าประมาณ 37% จึงไม่ใช่ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีโดยตรง แต่ควรเข้าใจว่าเป็นค่า ซิลิกอนไดออกไซด์เทียบเท่าในส่วนซิลิเกต ที่อนุมานจากสัญญาณอินฟราเรดของพื้นผิวดาวพุธ
หากพื้นผิวดาวพุธมีซิลิกาต่ำถึงระดับนี้ ก็จะสนับสนุนภาพของประวัติภูเขาไฟที่รุนแรงกว่าที่เคยคิดไว้ พื้นที่ราบเรียบขนาดใหญ่ของดาวพุธเชื่อกันโดยทั่วไปว่าเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ36
37 การสร้างลาวาที่มีซิลิกาต่ำเช่นนี้อาจต้องอาศัยการหลอมละลายบางส่วนในสัดส่วนสูงมาก ภายในชั้นแมนเทิลที่ร้อนกว่าและหลอมลึกกว่าที่แบบจำลองทั่วไปเสนอ
1
40
ผลดังกล่าวจึงอาจเชื่อมโยงพื้นผิวที่เห็นในปัจจุบันกับช่วงแรกเริ่มของดาวพุธ ซึ่งเกิดการแยกชั้นภายในและภูเขาไฟอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ได้ระบุอุณหภูมิของแมนเทิล ความลึกของแหล่งหลอมละลาย หรือเส้นทางทางธรณีวิทยาได้เพียงแบบเดียว เพราะข้อสรุปเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าลูกแก้วซิลิเกตจากห้องทดลองเป็นตัวแทนองค์ประกอบพื้นผิวที่มีเคมีพิเศษของดาวพุธได้ดีเพียงใด
ดาวพุธเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์หินที่มีสภาวะเคมีรีดิวซ์สูงที่สุดเท่าที่รู้จัก การตรวจวัดก่อนหน้านี้พบกำมะถันในระดับสูง ขณะที่มีเหล็กและออกซิเจนค่อนข้างต่ำ สอดคล้องกับการก่อตัวในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนจำกัด33
42
44
ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ซิลิกอนทั้งหมดของดาวพุธอาจไม่จำเป็นต้องจับตัวกับออกซิเจน ซิลิกอนบางส่วนอาจอยู่ในรูปที่ถูกรีดิวซ์ เช่น ซิลิกอนโลหะหรือซิลิกอนคาร์ไบด์ รูปแบบเหล่านี้อาจเปลี่ยนสัญญาณอินฟราเรดจนดูคล้ายกับพื้นผิวซิลิเกตที่มี SiO₂ ต่ำมาก40
ความเป็นไปได้นี้ทำให้ต้องตีความตัวเลข 37% อย่างระมัดระวัง งานวิจัยไม่ได้พิสูจน์ว่า วัสดุทุกชนิดที่มีซิลิกอนบนดาวพุธมีซิลิกอนไดออกไซด์เพียง 37% แต่เป็นการประเมินปริมาณ SiO₂ ในส่วนซิลิเกตของพื้นผิว ภายใต้สมมติฐานที่ใช้สร้างค่าปรับเทียบ
ภารกิจ BepiColombo ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยนี้ โมดูลส่งยานไปดาวพุธ หรือ Mercury Transfer Module มีกำหนดแยกออกในวันที่ 3 กันยายน 2026 ขณะที่ลำดับขั้นตอนนำยานเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธมีกำหนดเริ่มวันที่ 21 พฤศจิกายน 2026 และการปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เต็มรูปแบบวางแผนไว้ในเดือน เมษายน 202717
24
26
เครื่องมือ MERTIS บนยานได้รับการออกแบบให้ตรวจวัดดาวพุธในช่วงคลื่นอินฟราเรดความร้อน รวมถึงช่วงสเปกตรัมที่มี Christiansen Feature อยู่ด้วย30 ต่างจากการสังเกตก่อนหน้านี้ที่ให้ข้อมูลรวมของดาวทั้งดวง MERTIS ควรช่วยเชื่อมโยงสัญญาณอินฟราเรดกับพื้นที่และหน่วยธรณีวิทยาแต่ละบริเวณได้
ข้อมูลจากภารกิจนี้จะช่วยตอบคำถามสำคัญ เช่น
จนกว่าจะมีข้อมูลเหล่านั้น ข้อสรุปที่หนักแน่นที่สุดยังคงต้องใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง แต่มีนัยสำคัญไม่น้อย: พื้นผิวภูเขาไฟของดาวพุธอาจมีซิลิกาน้อยกว่าที่เคยเชื่อมาก ซึ่งอาจสะท้อนแมนเทิลที่ร้อนและหลอมละลายอย่างกว้างขวาง เคมีที่มีออกซิเจนต่ำอย่างสุดขั้ว หรืออาจเป็นผลจากทั้งสองปัจจัยร่วมกัน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
พื้นผิวดาวพุธอาจมีซิลิกอนไดออกไซด์ หรือ SiO₂ ราว 37% โดยมวล เทียบกับค่าประเมินเดิมประมาณ 49–60%
พื้นผิวดาวพุธอาจมีซิลิกอนไดออกไซด์ หรือ SiO₂ ราว 37% โดยมวล เทียบกับค่าประเมินเดิมประมาณ 49–60% นักวิจัยใช้ลูกแก้วจากห้องทดลอง สัญญาณอินฟราเรดของดวงจันทร์ และตัวอย่างหินจากภารกิจ Apollo, Luna และ Chang’e เพื่อทดสอบวิธีประเมิน เนื่องจากยังไม่เคยมียานลงจอดหรือเก็บตัวอย่างจากดาวพุธ
เครื่องมือ MERTIS บนภารกิจ BepiColombo จะทำแผนที่อินฟราเรดแยกตามภูมิภาค เพื่อทดสอบว่าค่าซิลิกาที่ต่ำนี้เป็นลักษณะทั่วทั้งดาวหรือพบเฉพาะบางพื้นที่