แม้จะประกาศกร้าวว่าไม่ขาย แต่ฟิโลซ่าเผยว่ากำลังเจรจากับ "หุ้นส่วนรายสำคัญสองราย ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยี การพัฒนา และแนวคิดที่ยอดเยี่ยมมาให้เรา" โดยรูปแบบความร่วมมือนั้นจะเป็นในลักษณะกิจการค้าร่วม (Joint Venture) ด้านการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยไม่มีการโอนหุ้นส่วนใดๆ
เขายังระบุว่าจะตัดสินใจเลือกหุ้นส่วนในเร็วๆ นี้ แม้จะไม่มีการเปิดเผยชื่อ แต่แหล่งข่าวหลายแห่งรายงานว่าแผนฟื้นฟูโรงงานในคาสสิโนมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกี่ยวข้องกับหุ้นส่วนจากประเทศจีน
โรงงานประกอบรถยนต์ที่คาสสิโน ซึ่งปัจจุบันผลิตรถยนต์ทั้งมาเซราติและอัลฟ่า โรมิโอ (Alfa Romeo) คือหัวใจสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ ฟิโลซ่ากล่าวว่า "ที่คาสสิโน เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีศักยภาพเพื่ออนาคตของมัน ซึ่งผูกโยงอยู่กับแผนของมาเซราติ"
ในระยะสั้น ทางรอดของโรงงานจะมาจากการผลิตรถยนต์รุ่นพิเศษของอัลฟ่า โรมีโอ จูเลีย และสเตลวิโอ รวมถึงแผนการเปิดตัว Maserati Grecale เจเนอเรชั่นใหม่ที่คาดว่าจะมาถึงในปี 2027 นอกจากนี้ มาเซราติยังเตรียมพัฒนารถยนต์เรือธงรุ่นใหญ่อีกสองรุ่น
อย่างไรก็ตาม เส้นตายที่แท้จริงของแผนฟื้นฟูโดยละเอียดนั้นจะไม่มีการประกาศจนกว่าจะถึง เดือนธันวาคม 2026 เป็นอย่างน้อย
การพูดคุยถึงมาเซราติครั้งนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของแผนกลยุทธ์ใหญ่ FaSTLAne 2030 มูลค่า 60,000 ล้านยูโร (หรือกว่า 2.3 ล้านล้านบาทไทย) ที่สเตลแลนทิสประกาศไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับอัตราการใช้งานของโรงงานในยุโรปจากราว 60% ให้เป็น 80% ด้วยการลดกำลังการผลิตรวมต่อปีลงมากกว่า 800,000 คัน โดยไม่ต้องปิดโรงงานใดๆ
ขณะเดียวกัน บริษัทก็กำลังบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาจับต้องได้อย่างจริงจัง ฟิโลซ่ายืนยันว่า รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีราคาขายต่ำกว่า 15,000 ยูโร (ประมาณ 580,000 บาทไทย) จะเริ่มสายการผลิตที่โรงงานในเมืองโปมิญญาโน ดาร์โก (Pomigliano d'Arco) ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ ในปี 2028 โดยจะพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ร่วมกับพันธมิตรจีน โดยมี Leapmotor (ลีพมอเตอร์) ซึ่งสเตลแลนทิสถือหุ้นอยู่ 21% เป็นผู้เล่นหลัก
ฟิโลซ่าปิดท้ายด้วยข้อมูลเชิงบวกเล็กๆ น้อยๆ ว่า ยอดขายโดยรวมของสเตลแลนทิสในอิตาลีเพิ่มขึ้น 15% ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2026 ซึ่งเป็นตัวเลขที่รวมความสำเร็จจากแบรนด์ Leapmotor เข้าไปด้วย แต่สำหรับมาเซราติ เข็มนาฬิกานับถอยหลังกำลังเดินต่อไปเรื่อยๆ นักลงทุนและสหภาพแรงงานชาวอิตาลีต่างรอคอยคำตอบว่า แผนฟื้นฟูในเดือนธันวาคมนี้จะสามารถหยุดยั้งวิกฤติของแบรนด์ตราหงอกเงือกในตำนานนี้ได้ทันเวลาหรือไม่
Comments
0 comments