ดังนั้นคำว่า “กินทั้งระบบการเงิน” จึงเป็นภาพคาดการณ์ระยะยาวว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบบล็อกเชนอาจเข้ามารับหน้าที่ที่ปัจจุบันกระจายอยู่ในมือของตัวกลางทางการเงินหลายประเภท ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์ทุกชนิดหรือตัวกลางทุกแห่งจะถูกแทนที่ในเร็ว ๆ นี้
Robinhood เปิดใช้งาน public mainnet ของ Robinhood Chain เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เครือข่ายนี้เป็น Ethereum Layer 2 ที่สร้างโดยใช้เทคโนโลยีของ Arbitrum และนำเสนอในฐานะโครงสร้างพื้นฐานแบบ permissionless หรือเปิดให้ผู้พัฒนาสร้างแอปได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ดูแลเครือข่าย พร้อมแนวคิดแบบ AI-native สำหรับบริการการเงินและสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกทำให้เป็นโทเคน ธุรกรรมจะประมวลผลบน Layer 2 ก่อนชำระบัญชีบน Ethereum และใช้ ETH เป็นค่า gas
การออกแบบนี้อาจทำให้ Robinhood มีข้อได้เปรียบ 2 ด้าน
ก่อนเปิด mainnet บริษัทเปิด public testnet ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พร้อมเอกสารสำหรับนักพัฒนาและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานจากพันธมิตร เช่น Alchemy, Chainlink, LayerZero และ TRM นอกจากนี้ Robinhood ยังจัดสรรเงิน $1 ล้านเพื่อสนับสนุนนักพัฒนาผ่านโครงการ Arbitrum Open House
Stock Tokens ของ Robinhood ตั้งใจให้ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงสินทรัพย์ที่อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ เช่น Nvidia, Apple และ Google รายงานข่าวระบุว่าสามารถให้บริการในกว่า 120 ประเทศ และมีหุ้นสหรัฐฯ ที่ถูกทำเป็นโทเคนประมาณ 190 รายการ โดยออกแบบให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง แทนที่จะจำกัดอยู่เฉพาะเวลาทำการของตลาดหุ้นแบบดั้งเดิม
การซื้อขาย 24/7 คือแกนสำคัญของข้อเสนอเรื่องโทเคนไนเซชัน ตลาดบนบล็อกเชนยังเปิดได้แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิด และสินทรัพย์โทเคนก็อาจนำไปใช้งานร่วมกับกระดานแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์ ตลาดกู้ยืม และแอปการเงินอื่น ๆ บนเครือข่ายได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรถือว่า Stock Token มีความหมายเหมือนกับการเป็นเจ้าของหุ้นโดยตรงผ่านบัญชีโบรกเกอร์ทั่วไปโดยอัตโนมัติ สิทธิที่ได้รับ การมีสินทรัพย์รองรับ การจ่ายเงินปันผล กระบวนการไถ่ถอน การคุ้มครองผู้ลงทุน และประเทศที่ให้บริการ ล้วนขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางกฎหมายของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ Tenev ยังเคยระบุว่าความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ อาจผลักดันให้กิจกรรมโทเคนไนเซชันย้ายไปต่างประเทศ
กลยุทธ์ของ Robinhood Chain ไม่ได้หยุดอยู่ที่หุ้นโทเคน Robinhood Earn เปิดให้ลูกค้าในสหรัฐฯ ที่มีสิทธิ์ซื้อ USDG ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ และระบุว่ามีเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์สำรองเต็มจำนวน จากนั้นนำไปปล่อยกู้ผ่านกระเป๋าแบบ self-custody ที่ผู้ใช้ควบคุมเอง การปล่อยกู้ดำเนินการผ่าน Morpho ขณะที่ Robinhood Chain ทำหน้าที่เป็นชั้นชำระบัญชี
กลไกโดยสรุปมีดังนี้
ผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ Robinhood Chain ขยับจากการเป็นสถานที่ซื้อขายตัวแทนหุ้น ไปสู่แพลตฟอร์มการเงินที่ครอบคลุมสินเชื่อสเตเบิลคอยน์และผลตอบแทนแบบ on-chain อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนที่โฆษณาอาจเปลี่ยนแปลงได้ และการปล่อยกู้ย่อมมีความเสี่ยงจากโปรโตคอล ตลาด และคู่สัญญา เอกสารของ Robinhood และ Morpho อธิบายกลไกของผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้ระบุว่าผลิตภัณฑ์นี้ปราศจากความเสี่ยง
Robinhood ยังต้องการให้ Robinhood Chain เป็นแพลตฟอร์มเปิดสำหรับแอปพลิเคชัน ไม่ใช่เพียงส่วนขยายแบบปิดของแอปโบรกเกอร์ บริษัทระบุพันธมิตรตั้งแต่วันเปิดตัว เช่น Uniswap และ Pleiades ขณะที่รายงานอื่น ๆ ระบุการเชื่อมต่อหรือการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานจาก Chainlink, BitGo, Alchemy, Rialto, 1inch, Tria และ KuCoin
การเชื่อมต่อเหล่านี้ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของตลาด on-chain ทั้งสภาพคล่อง ข้อมูลราคา การดูแลสินทรัพย์ เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา การแลกเปลี่ยน และการเข้าถึงจากแพลตฟอร์มอื่น เป้าหมายเชิงกลยุทธ์คือ composability หรือความสามารถที่สินทรัพย์โทเคนจะนำไปทำงานร่วมกับแอปการเงินอื่นได้ แทนที่จะถูกจำกัดอยู่ในหน้าซื้อขายเดียว
Robinhood Chain สร้างตัวเลขการใช้งานที่โดดเด่นหลังเปิดตัว รายงานระบุว่าเครือข่ายมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกไว้ทั้งหมด หรือ TVL ราว $450 ล้าน และประมวลผลธุรกรรมมากกว่า 95 ล้านรายการภายใน 3 สัปดาห์หลังเปิดตัวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม
ในภาพรวมของตลาด การซื้อขายหุ้นโทเคนแบบ on-chain แตะ $9 พันล้านในเดือนกรกฎาคม หลังเพิ่มขึ้น 207% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลระดับอุตสาหกรรม ไม่ควรนำมาอ้างว่าเกิดจาก Robinhood Chain ทั้งหมด
คำถามที่สำคัญกว่าคือกิจกรรมบน Robinhood Chain เกิดจากอะไร การวิเคราะห์ของ Bitquery บันทึกการซื้อขาย 63.5 ล้านครั้ง มูลค่าประมาณ $12.2 พันล้านในช่วง 13 วันที่ครบถ้วน แต่พบว่า memecoin ครองสัดส่วนหลัก ขณะที่หุ้นโทเคนคิดเป็นเพียง 6.5% ของกิจกรรม
การวิเคราะห์อีกชุดก็ให้ภาพใกล้เคียงกัน โดยระบุว่าสเตเบิลคอยน์และ memecoin คิดเป็นกิจกรรมส่วนใหญ่ในช่วงแรก ส่วนสินทรัพย์ในโลกจริงมีสัดส่วนเล็ก รายงานหนึ่งประเมินมูลค่า RWA ที่มีการใช้งานอยู่ราว $70 ล้าน หลังเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า ขณะที่ข้อมูลตลาดอีกชุดประเมินมูลค่าหุ้นโทเคนบน Robinhood Chain ไว้ราว $25.5 ล้าน ตัวเลขที่แตกต่างกันสะท้อนวันที่และนิยามการวัดที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรนำเสนอเป็นยอดปัจจุบันที่แน่นอนเพียงตัวเดียว
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ TVL จำนวนธุรกรรม และปริมาณการซื้อขายรวมบอกได้ว่าผู้ใช้และเงินทุนกำลังโต้ตอบกับเครือข่าย แต่ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามีความต้องการหุ้นโทเคนอย่างยั่งยืน สเตเบิลคอยน์ การสวอป บอต แรงจูงใจ NFT และการเก็งกำไรใน memecoin รวมถึงกิจกรรมรอบ CASHCAT สามารถดันสถิติเครือข่ายให้สูงขึ้นได้เช่นกัน
จุดแข็งที่สุดของ Robinhood คือการกระจายผลิตภัณฑ์ บริษัทมีแอปสำหรับผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่อาจทำให้ self-custody สินทรัพย์โทเคน และ DeFi ถูกค้นพบได้ง่ายกว่าการเริ่มต้นบนบล็อกเชนแบบ standalone แต่ข้อได้เปรียบนี้ยังเป็นเพียงศักยภาพ จนกว่าผู้ใช้จะนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปใช้อย่างต่อเนื่อง
บททดสอบสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า
จำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดขึ้นพร้อมกับการยอมรับจากลูกค้าที่อ่อนแอ หากกิจกรรมส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทรดเดอร์ บอต หรือชุมชนเก็งกำไร เช่นเดียวกัน TVL ที่สูงอาจสะท้อนเงินฝากสเตเบิลคอยน์และสถานะสภาพคล่อง มากกว่าการถือครองสินทรัพย์ในโลกจริงระยะยาว
วิสัยทัศน์ “Tokenization Supercycle” ของ Tenev คือการเดิมพันว่าบล็อกเชนจะกลายเป็นระบบปฏิบัติการเบื้องหลังการเงินส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพียงตลาดสำหรับการเก็งกำไรคริปโต Robinhood Chain ทำให้การเดิมพันนี้จับต้องได้ ด้วยการรวม Ethereum Layer 2 ที่สร้างบน Arbitrum การซื้อขายหุ้นโทเคน self-custody การเชื่อมต่อ DeFi และช่องทางเข้าถึงผู้ใช้ของ Robinhood
หลักฐานระยะแรกสนับสนุนข้อสรุปที่แคบกว่า นั่นคือ Robinhood สร้างตลาดการเงินแบบ on-chain ที่เติบโตเร็วและมีกิจกรรมด้านคริปโตกับการเก็งกำไรสูง แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าหุ้นโทเคนเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเครือข่าย หรือว่าโทเคนไนเซชันพร้อมเข้ามาแทนที่โครงสร้างพื้นฐานเดิมของระบบการเงินแล้ว
ระยะต่อไปจึงควรวัดจากการถือครองที่ต่อเนื่อง แอปการเงินที่มีประโยชน์ ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ และการใช้งานสินทรัพย์ในโลกจริงอย่างยั่งยืน มากกว่าตัวเลขธุรกรรมที่พุ่งขึ้นเพียงอย่างเดียว