แทนที่จะใช้วิธีการแบนเส้นใยทรงกลมหลังจากดึง (post-draw flattening) ซึ่งเป็นวิธีที่พบได้ทั่วไปแต่มีความแม่นยำต่ำ ทีมวิจัยได้คิดค้นวิธีการผลิตที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ พวกเขาซ้อนแผ่นซิลิกาเข้าด้วยกันเป็นพรีฟอร์ม (preform) ทรงแบน และใช้ การเชื่อมแก้วด้วยเลเซอร์ (laser-based glass welding) เพื่อปิดผนึกด้านข้าง สร้างโครงสร้างจุลภาคภายใน เช่น ช่องอากาศ
จากนั้นพรีฟอร์มนี้ถูกนำไปดึงบน ทาวเวอร์ดึงเส้นใยแก้วนำแสงทั่วไป (conventional fiber draw tower) โดยควบคุมแรงดันภายในโครงสร้างจุลภาคเพื่อรักษารูปทรงและความหนาของผนังให้คงที่ ขั้นตอนสุดท้ายคือการใช้ การเขียนด้วยเลเซอร์ femtosecond (ความยาวคลื่น 515 นาโนเมตร, พัลส์ 200 เฟมโตวินาที) เพื่อสลักไฟเบอร์แบรกก์เกรตติง (Fiber Bragg Gratings) และท่อนำคลื่นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าภายในเส้นใยแบนโดยตรง
วิธีการผลิตแบบพรีฟอร์มนี้รักษารูปทรงเรขาคณิตภายในได้ดีกว่าการแบนหลังการดึงอย่างมาก ทำให้สามารถผลิตเส้นใยที่มีอัตราส่วนความกว้างต่อความหนาสูงได้อย่างสม่ำเสมอและทำซ้ำได้
แพลตฟอร์ม HARFF เข้ากันได้กับการตรวจจับแบบ Fiber Bragg Grating (FBG) สำหรับการวัดความเครียด อุณหภูมิ และความดันอยู่แล้ว แต่ทีมวิจัยยังได้สาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการวัดอุณหภูมิอย่างชาญฉลาดด้วยการเติม โลหะผสมดีบุก (tin-based Sn-alloy) เข้าไปในโครงสร้างภายในบางส่วน การออกแบบแบบหลายวัสดุนี้ช่วยเพิ่มความไวในการวัดอุณหภูมิของเส้นใยได้อย่างมีนัยสำคัญ
ความสามารถในการวัดทั้งความดันและอุณหภูมิร่วมกันทำให้ HARFF เป็นเซนเซอร์อเนกประสงค์ที่แท้จริงในเส้นใยแก้วริบบิ้นเส้นเล็กเพียงเส้นเดียว
ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อสัญญาณรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้า น้ำหนักเบา และทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง แพลตฟอร์ม HARFF จึงเป็นทางเลือกที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับทั้งเส้นใยแก้วนำแสงทรงกลมทั่วไปและเซนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ ทีมวิจัยได้ระบุขอบเขตการใช้งานไว้ 6 ด้าน
:
HARFF คือการปรับเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานว่าด้วยเส้นใยแก้วนำแสง การละทิ้งรูปทรงหน้าตัดกลมที่ถูกใช้มานานหลายทศวรรษ ทำให้นักวิจัยปลดล็อกการปรับปรุงความไวในการวัดความดันได้ถึง 1,000 เท่า และเพิ่มความสามารถในการตรวจจับแบบหลายพารามิเตอร์ ทั้งหมดนี้ทำได้โดยใช้ทาวเวอร์ดึงเส้นใยทั่วไปและวัสดุซิลิกาที่เข้าใจกันดี ผลลัพธ์ที่ได้คือแพลตฟอร์มเซนเซอร์ที่พร้อมสำหรับการใช้งานจริงในทุกสิ่งตั้งแต่สะพานไปจนถึงแบตเตอรี่