| รุ่น | เหมาะกับการใช้งาน | น้ำหนัก | มุมมอง (FOV) | ขนาดจอเสมือน | ราคาที่มีรายงาน |
|---|---|---|---|---|---|
| RayNeo iO | งาน AI การทำงาน และข้อมูลที่ดูผ่านตา | 33 กรัม | 23.5° | ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดูหนังจอใหญ่ | ยังยืนยันไม่ได้อย่างเป็นทางการ |
| RayNeo GT | เกม วิดีโอ และการรับชมแบบมีมิติ | 68 กรัม | 46° | สูงสุด 231 นิ้ว | 299 ดอลลาร์สหรัฐ |
| RayNeo GT Max | เกมและความบันเทิงที่ต้องการภาพเต็มตากว่า | 78 กรัม | 59° | 227, 267 หรือ 307 นิ้ว | 399 ดอลลาร์สหรัฐ |
การแบ่งไลน์อัปแบบนี้ช่วยให้ผู้ซื้อเลือกได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น iO เน้นความเบา รูปลักษณ์ใกล้เคียงแว่นปกติ และข้อมูลสั้น ๆ ที่เช็กได้ทันที ส่วน GT ให้ความสำคัญกับขนาดภาพ ความสมจริง และการรับชมแบบมีมิติ โดยแลกกับตัวแว่นที่หนาและหนักกว่า จึงไม่เหมาะกับการใส่ตลอดทั้งวันเท่า iO
RayNeo วางตำแหน่ง iO เป็นผู้ช่วยทำงานสำหรับมืออาชีพ ผู้บริหาร และผู้ที่ต้องทำงานกับหลายหน้าจอ ตัวแว่นใช้ดีไซน์ย้อนยุคแบบ Crown Panto เพื่อให้ดูใกล้เคียงแว่นสายตาทั่วไปมากกว่าเฮดเซต โดยใช้กรอบโลหะผสมแมกนีเซียม-อะลูมิเนียม AZ91D และขาแว่นไทเทเนียมเกรดอากาศยาน น้ำหนักรวมอยู่ที่ 33 กรัม
จุดที่น่าสนใจคือ iO ไม่มีกล้องติดตั้งมาให้ ทำให้แตกต่างจากแว่นอัจฉริยะที่มีกล้องอย่างผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือระหว่าง Meta กับ Ray-Ban และทำให้ RayNeo โฟกัสไปที่การสั่งงานด้วยเสียง การถอดเสียง และการแสดงข้อมูลแบบไม่รบกวนสายตาคนรอบข้าง
ระบบแสดงผลของ iO ใช้ Firefly Nano Engine ทำงานร่วมกับเวฟไกด์แบบ diffractive ชนิด Blue Lake ที่แสดงผลสีเขียวโมโนโครม RayNeo ระบุว่าจอมีความโปร่งใส 97% ความสว่างเมื่อมองผ่านเลนส์ 1,300 นิต และมุมมอง 23.5 องศา
จอนี้ออกแบบมาสำหรับข้อมูลสั้น ๆ เช่น ข้อความแปล การแจ้งเตือนการประชุม และพรอมป์เตอร์ช่วยอ่านบทพูด ไม่ใช่จอขนาดใหญ่สำหรับดูภาพยนตร์แบบโรงหนัง
ฟีเจอร์ Ambient AI ของ RayNeo มีเป้าหมายเพื่อลดการหยิบโทรศัพท์ระหว่างทำงาน บริษัทระบุว่า iO สามารถบันทึกข้อมูลตามบริบท สรุปการประชุมเป็นรายการสิ่งที่ต้องทำ เสนอการปรับตารางนัดหมาย และรองรับการยืนยันคำสั่งบางประเภทด้วยการพยักหน้า
แว่นทำงานร่วมกับ RayNeo AI และ Gemini 3.1 Flash Lite อีกทั้งผู้ใช้สามารถสลับเลือกโมเดล AI อย่าง Gemini, ChatGPT, Claude และ DeepSeek ได้ ตามข้อมูลจากรายงานการเปิดตัว
ด้านภาษา RayNeo จับมือกับ Timekettle และใช้ BabelOS 3.0 โดยบริษัทอ้างว่ารองรับการแปลสด 55 ภาษาและ 109 สำเนียง ด้วยความหน่วงประมาณ 1 วินาที อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นคำกล่าวอ้างจากผู้ผลิตและยังไม่ใช่ผลทดสอบอิสระ
แนวทางด้านเสียงของ iO ต่างจากแว่นอัจฉริยะทั่วไป เพราะไม่ได้พึ่งลำโพงในตัว แต่ใช้ไมโครโฟน 4 ตัวร่วมกับเซนเซอร์ตรวจจับการนำเสียงผ่านกระดูก เพื่อแยกเสียงของผู้สวมใส่และช่วยถอดเสียงในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน
แบตเตอรี่ความจุ 240 mAh ระบุว่าใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 2 วัน บันทึกต่อเนื่องได้ 18 ชั่วโมง หรือแปลภาษาต่อเนื่องได้ 6.2 ชั่วโมง ระยะเวลาใช้งานจริงจะขึ้นอยู่กับการใช้จอ ไมโครโฟน และฟีเจอร์ AI มากน้อยเพียงใด
ราคาของ RayNeo iO ยังไม่ถูกยืนยันอย่างสอดคล้องกันในรายงานเปิดตัวที่มีอยู่ บางสำนักระบุว่ายังไม่ประกาศราคา ขณะที่อีกรายงานอ้างราคาเริ่มต้น 479 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นจนกว่า RayNeo จะเผยแพร่ราคาอย่างเป็นทางการในแต่ละภูมิภาค ข้อสรุปที่ปลอดภัยที่สุดคือราคาจำหน่ายของ iO ยังไม่ชัดเจน
GT Series มีเป้าหมายแตกต่างจาก iO อย่างสิ้นเชิง ตัวแว่นมีขนาดใหญ่และแขนแว่นหนากว่า โดยออกแบบมาเพื่อการรับชมแบบจริงจัง ทั้งเล่นเกม ดูภาพยนตร์ ใช้เป็นจอทำงาน หรือรับความบันเทิงระหว่างเดินทาง จึงไม่ได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นแว่นหน้าตาปกติสำหรับสวมใส่ตลอดวัน
ทั้ง GT และ GT Max ใช้ชิปแสดงผล Vision 4000 และชิป Zone 360 สำหรับติดตามตำแหน่งจอแบบ 3DoF หรือการติดตามการหมุนศีรษะ 3 แกน ระบบรองรับโหมดตรึงจอให้อยู่กับที่ โหมดทำให้จออยู่ในตำแหน่งคงที่ในพื้นที่ และโหมดให้จอติดตามผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังมีลำโพง 4 ตัวที่ปรับเสียงร่วมกับ Bang & Olufsen ระบบเสียงเชิงพื้นที่ที่ติดตามการหันศีรษะ และ Whisper Mode สำหรับส่งเสียงแบบมีทิศทาง
RayNeo GT รุ่นมาตรฐานหนัก 68 กรัม ใช้ระบบออปติคัลแบบ Birdbath มีมุมมอง 46 องศา และสร้างจอเสมือนได้ใหญ่สูงสุดเทียบเท่า 231 นิ้ว จึงเป็นตัวเลือกที่กะทัดรัดและเข้าถึงง่ายกว่าสำหรับผู้ที่ต้องการจอส่วนตัวขนาดใหญ่
GT Max เพิ่มน้ำหนักเป็น 78 กรัม แต่ขยายมุมมองเป็น 59 องศา ใช้ Peacock Optical Engine 3.0 Max และจอ Tandem MicroOLED รุ่นที่ 5.5 ผู้ใช้เลือกขนาดจอเสมือนได้เทียบเท่า 227, 267 หรือ 307 นิ้ว และมีตัวเลือกขนาดระยะห่างระหว่างรูม่านตา 3 ขนาด
มุมมองที่กว้างขึ้นคือความแตกต่างด้านฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดระหว่าง GT กับ GT Max รุ่น Max เหมาะกับผู้ที่ต้องการภาพกว้างและความรู้สึกเต็มตามากที่สุด ส่วน GT มาตรฐานยอมลดความดื่มด่ำลงบางส่วนเพื่อแลกกับน้ำหนักและราคาที่ต่ำกว่า
RayNeo ระบุว่า GT Series รองรับการเล่น Dolby Vision แบบเนทีฟเมื่อจับคู่กับ RayNeo Pocket TV Pro ซึ่งเป็นอุปกรณ์แยกที่ใช้แพลตฟอร์ม Google TV บริษัทอธิบายว่าระบบยังรองรับการแปลงภาพ SDR เป็น HDR ด้วย AI แบบเรียลไทม์ด้วย
เนื่องจาก Pocket TV Pro จำหน่ายแยกต่างหาก ผู้ซื้อจึงควรมอง Dolby Vision เป็นฟีเจอร์ของระบบนิเวศที่ต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ไม่ควรเข้าใจว่าแว่นจะเล่น Dolby Vision ได้จากอุปกรณ์ต้นทางทุกชนิดโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริม
ราคาที่มีรายงานในสหรัฐฯ อยู่ที่ 299 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ RayNeo GT และ 399 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ RayNeo GT Max โดยข้อมูลราคาของ GT Series มีความสอดคล้องกันมากกว่าราคา iO ทั้งนี้ ราคาตามภูมิภาคและค่าอุปกรณ์เสริมอาจแตกต่างกัน
RayNeo กำหนดวางจำหน่ายแว่นทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ iO, GT และ GT Max ในวันที่ 4 กันยายน 2026 ผ่านเว็บไซต์ทางการของ RayNeo และร้านค้า RayNeo บน Amazon
บริษัทเตรียมนำผลิตภัณฑ์ไปสาธิตในงาน IFA 2026 ที่กรุงเบอร์ลิน ช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เห็นแนวคิดของแว่นทั้งสองกลุ่มก่อนเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
RayNeo นำเสนอการเปิดตัวครั้งนี้ในฐานะทางเลือกที่ตั้งใจแยกการใช้งานออกจากกัน แทนที่จะทำอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่พยายามรองรับทุกอย่าง
iO ถูกวางให้แข่งขันในกลุ่มแว่นผู้ช่วย AI ที่มี Meta เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญ แต่สร้างความแตกต่างด้วยจอแสดงผลในตัว รูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงแว่นทั่วไป และการไม่มีกล้อง ส่วน GT Series มุ่งไปที่ตลาดแว่นจอภาพแบบดื่มด่ำ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์อย่าง XREAL One Pro เป็นคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน
RayNeo ยังระบุว่าบริษัทมีส่วนแบ่งการจัดส่งแว่น AR สำหรับผู้บริโภคทั่วโลก 23.7% ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยอ้างข้อมูลจาก Counterpoint Research ตัวเลขนี้เป็นคำกล่าวอ้างที่บริษัทนำเสนอในเอกสารการเปิดตัว จึงควรอ่านในฐานะตัวเลขที่บริษัทอ้าง ไม่ใช่การประเมินที่ได้รับการตรวจสอบอย่างอิสระในบทความนี้
จุดตัดสินใจที่ชัดที่สุดของ RayNeo คือการแยกโจทย์การใช้งานออกจากกัน
สิ่งที่ยังต้องรอดูก่อนถึงกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 4 กันยายนคือราคาสุดท้ายของ iO รวมถึงประสิทธิภาพจริงของ AI การแปลภาษา และแบตเตอรี่เมื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน ว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับตัวเลขและคุณสมบัติที่ RayNeo ประกาศไว้เพียงใด
| รุ่น | เหมาะกับการใช้งาน | น้ำหนัก | มุมมอง (FOV) | ขนาดจอเสมือน | ราคาที่มีรายงาน |
|---|---|---|---|---|---|
| RayNeo iO | งาน AI การทำงาน และข้อมูลที่ดูผ่านตา | 33 กรัม | 23.5° | ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดูหนังจอใหญ่ | ยังยืนยันไม่ได้อย่างเป็นทางการ |
| RayNeo GT | เกม วิดีโอ และการรับชมแบบมีมิติ | 68 กรัม | 46° | สูงสุด 231 นิ้ว | 299 ดอลลาร์สหรัฐ |
| RayNeo GT Max | เกมและความบันเทิงที่ต้องการภาพเต็มตากว่า | 78 กรัม | 59° | 227, 267 หรือ 307 นิ้ว | 399 ดอลลาร์สหรัฐ |
การแบ่งไลน์อัปแบบนี้ช่วยให้ผู้ซื้อเลือกได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น iO เน้นความเบา รูปลักษณ์ใกล้เคียงแว่นปกติ และข้อมูลสั้น ๆ ที่เช็กได้ทันที ส่วน GT ให้ความสำคัญกับขนาดภาพ ความสมจริง และการรับชมแบบมีมิติ โดยแลกกับตัวแว่นที่หนาและหนักกว่า จึงไม่เหมาะกับการใส่ตลอดทั้งวันเท่า iO
RayNeo วางตำแหน่ง iO เป็นผู้ช่วยทำงานสำหรับมืออาชีพ ผู้บริหาร และผู้ที่ต้องทำงานกับหลายหน้าจอ ตัวแว่นใช้ดีไซน์ย้อนยุคแบบ Crown Panto เพื่อให้ดูใกล้เคียงแว่นสายตาทั่วไปมากกว่าเฮดเซต โดยใช้กรอบโลหะผสมแมกนีเซียม-อะลูมิเนียม AZ91D และขาแว่นไทเทเนียมเกรดอากาศยาน น้ำหนักรวมอยู่ที่ 33 กรัม
จุดที่น่าสนใจคือ iO ไม่มีกล้องติดตั้งมาให้ ทำให้แตกต่างจากแว่นอัจฉริยะที่มีกล้องอย่างผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือระหว่าง Meta กับ Ray-Ban และทำให้ RayNeo โฟกัสไปที่การสั่งงานด้วยเสียง การถอดเสียง และการแสดงข้อมูลแบบไม่รบกวนสายตาคนรอบข้าง
ระบบแสดงผลของ iO ใช้ Firefly Nano Engine ทำงานร่วมกับเวฟไกด์แบบ diffractive ชนิด Blue Lake ที่แสดงผลสีเขียวโมโนโครม RayNeo ระบุว่าจอมีความโปร่งใส 97% ความสว่างเมื่อมองผ่านเลนส์ 1,300 นิต และมุมมอง 23.5 องศา
จอนี้ออกแบบมาสำหรับข้อมูลสั้น ๆ เช่น ข้อความแปล การแจ้งเตือนการประชุม และพรอมป์เตอร์ช่วยอ่านบทพูด ไม่ใช่จอขนาดใหญ่สำหรับดูภาพยนตร์แบบโรงหนัง
ฟีเจอร์ Ambient AI ของ RayNeo มีเป้าหมายเพื่อลดการหยิบโทรศัพท์ระหว่างทำงาน บริษัทระบุว่า iO สามารถบันทึกข้อมูลตามบริบท สรุปการประชุมเป็นรายการสิ่งที่ต้องทำ เสนอการปรับตารางนัดหมาย และรองรับการยืนยันคำสั่งบางประเภทด้วยการพยักหน้า
แว่นทำงานร่วมกับ RayNeo AI และ Gemini 3.1 Flash Lite อีกทั้งผู้ใช้สามารถสลับเลือกโมเดล AI อย่าง Gemini, ChatGPT, Claude และ DeepSeek ได้ ตามข้อมูลจากรายงานการเปิดตัว
ด้านภาษา RayNeo จับมือกับ Timekettle และใช้ BabelOS 3.0 โดยบริษัทอ้างว่ารองรับการแปลสด 55 ภาษาและ 109 สำเนียง ด้วยความหน่วงประมาณ 1 วินาที อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นคำกล่าวอ้างจากผู้ผลิตและยังไม่ใช่ผลทดสอบอิสระ
แนวทางด้านเสียงของ iO ต่างจากแว่นอัจฉริยะทั่วไป เพราะไม่ได้พึ่งลำโพงในตัว แต่ใช้ไมโครโฟน 4 ตัวร่วมกับเซนเซอร์ตรวจจับการนำเสียงผ่านกระดูก เพื่อแยกเสียงของผู้สวมใส่และช่วยถอดเสียงในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน
แบตเตอรี่ความจุ 240 mAh ระบุว่าใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 2 วัน บันทึกต่อเนื่องได้ 18 ชั่วโมง หรือแปลภาษาต่อเนื่องได้ 6.2 ชั่วโมง ระยะเวลาใช้งานจริงจะขึ้นอยู่กับการใช้จอ ไมโครโฟน และฟีเจอร์ AI มากน้อยเพียงใด
ราคาของ RayNeo iO ยังไม่ถูกยืนยันอย่างสอดคล้องกันในรายงานเปิดตัวที่มีอยู่ บางสำนักระบุว่ายังไม่ประกาศราคา ขณะที่อีกรายงานอ้างราคาเริ่มต้น 479 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นจนกว่า RayNeo จะเผยแพร่ราคาอย่างเป็นทางการในแต่ละภูมิภาค ข้อสรุปที่ปลอดภัยที่สุดคือราคาจำหน่ายของ iO ยังไม่ชัดเจน
GT Series มีเป้าหมายแตกต่างจาก iO อย่างสิ้นเชิง ตัวแว่นมีขนาดใหญ่และแขนแว่นหนากว่า โดยออกแบบมาเพื่อการรับชมแบบจริงจัง ทั้งเล่นเกม ดูภาพยนตร์ ใช้เป็นจอทำงาน หรือรับความบันเทิงระหว่างเดินทาง จึงไม่ได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นแว่นหน้าตาปกติสำหรับสวมใส่ตลอดวัน
ทั้ง GT และ GT Max ใช้ชิปแสดงผล Vision 4000 และชิป Zone 360 สำหรับติดตามตำแหน่งจอแบบ 3DoF หรือการติดตามการหมุนศีรษะ 3 แกน ระบบรองรับโหมดตรึงจอให้อยู่กับที่ โหมดทำให้จออยู่ในตำแหน่งคงที่ในพื้นที่ และโหมดให้จอติดตามผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังมีลำโพง 4 ตัวที่ปรับเสียงร่วมกับ Bang & Olufsen ระบบเสียงเชิงพื้นที่ที่ติดตามการหันศีรษะ และ Whisper Mode สำหรับส่งเสียงแบบมีทิศทาง
RayNeo GT รุ่นมาตรฐานหนัก 68 กรัม ใช้ระบบออปติคัลแบบ Birdbath มีมุมมอง 46 องศา และสร้างจอเสมือนได้ใหญ่สูงสุดเทียบเท่า 231 นิ้ว จึงเป็นตัวเลือกที่กะทัดรัดและเข้าถึงง่ายกว่าสำหรับผู้ที่ต้องการจอส่วนตัวขนาดใหญ่
GT Max เพิ่มน้ำหนักเป็น 78 กรัม แต่ขยายมุมมองเป็น 59 องศา ใช้ Peacock Optical Engine 3.0 Max และจอ Tandem MicroOLED รุ่นที่ 5.5 ผู้ใช้เลือกขนาดจอเสมือนได้เทียบเท่า 227, 267 หรือ 307 นิ้ว และมีตัวเลือกขนาดระยะห่างระหว่างรูม่านตา 3 ขนาด
มุมมองที่กว้างขึ้นคือความแตกต่างด้านฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดระหว่าง GT กับ GT Max รุ่น Max เหมาะกับผู้ที่ต้องการภาพกว้างและความรู้สึกเต็มตามากที่สุด ส่วน GT มาตรฐานยอมลดความดื่มด่ำลงบางส่วนเพื่อแลกกับน้ำหนักและราคาที่ต่ำกว่า
RayNeo ระบุว่า GT Series รองรับการเล่น Dolby Vision แบบเนทีฟเมื่อจับคู่กับ RayNeo Pocket TV Pro ซึ่งเป็นอุปกรณ์แยกที่ใช้แพลตฟอร์ม Google TV บริษัทอธิบายว่าระบบยังรองรับการแปลงภาพ SDR เป็น HDR ด้วย AI แบบเรียลไทม์ด้วย
เนื่องจาก Pocket TV Pro จำหน่ายแยกต่างหาก ผู้ซื้อจึงควรมอง Dolby Vision เป็นฟีเจอร์ของระบบนิเวศที่ต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ไม่ควรเข้าใจว่าแว่นจะเล่น Dolby Vision ได้จากอุปกรณ์ต้นทางทุกชนิดโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริม
ราคาที่มีรายงานในสหรัฐฯ อยู่ที่ 299 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ RayNeo GT และ 399 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ RayNeo GT Max โดยข้อมูลราคาของ GT Series มีความสอดคล้องกันมากกว่าราคา iO ทั้งนี้ ราคาตามภูมิภาคและค่าอุปกรณ์เสริมอาจแตกต่างกัน
RayNeo กำหนดวางจำหน่ายแว่นทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ iO, GT และ GT Max ในวันที่ 4 กันยายน 2026 ผ่านเว็บไซต์ทางการของ RayNeo และร้านค้า RayNeo บน Amazon
บริษัทเตรียมนำผลิตภัณฑ์ไปสาธิตในงาน IFA 2026 ที่กรุงเบอร์ลิน ช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เห็นแนวคิดของแว่นทั้งสองกลุ่มก่อนเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
RayNeo นำเสนอการเปิดตัวครั้งนี้ในฐานะทางเลือกที่ตั้งใจแยกการใช้งานออกจากกัน แทนที่จะทำอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่พยายามรองรับทุกอย่าง
iO ถูกวางให้แข่งขันในกลุ่มแว่นผู้ช่วย AI ที่มี Meta เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญ แต่สร้างความแตกต่างด้วยจอแสดงผลในตัว รูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงแว่นทั่วไป และการไม่มีกล้อง ส่วน GT Series มุ่งไปที่ตลาดแว่นจอภาพแบบดื่มด่ำ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์อย่าง XREAL One Pro เป็นคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน
RayNeo ยังระบุว่าบริษัทมีส่วนแบ่งการจัดส่งแว่น AR สำหรับผู้บริโภคทั่วโลก 23.7% ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยอ้างข้อมูลจาก Counterpoint Research ตัวเลขนี้เป็นคำกล่าวอ้างที่บริษัทนำเสนอในเอกสารการเปิดตัว จึงควรอ่านในฐานะตัวเลขที่บริษัทอ้าง ไม่ใช่การประเมินที่ได้รับการตรวจสอบอย่างอิสระในบทความนี้
จุดตัดสินใจที่ชัดที่สุดของ RayNeo คือการแยกโจทย์การใช้งานออกจากกัน
สิ่งที่ยังต้องรอดูก่อนถึงกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 4 กันยายนคือราคาสุดท้ายของ iO รวมถึงประสิทธิภาพจริงของ AI การแปลภาษา และแบตเตอรี่เมื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน ว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับตัวเลขและคุณสมบัติที่ RayNeo ประกาศไว้เพียงใด