กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า การซ้อมรบร่วมจะ “ดำเนินต่อไปตามที่ได้แจ้งและกำหนดไว้ก่อนหน้านี้” เมื่อถูกถามถึงคำประกาศของทรัมป์ คำตอบดังกล่าวยังไม่ได้ชี้ชัดว่าคำสั่งจากสหรัฐฯ จะกระทบต่อบทบาทของกองทัพสหรัฐฯ หรือขนาดโดยรวมของการฝึกมากเพียงใด
ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ในเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เตรียมการฝึกซ้อมเพื่อรับมือศักยภาพทางทหารของเกาหลีเหนือ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลีที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม รายงานที่มีอยู่ในเวลานั้นยังไม่ได้ระบุว่าการซ้อมรบถูกยกเลิก
ก่อนที่ทรัมป์จะมีคำสั่ง เกาหลีเหนือได้ออกมาคัดค้านการซ้อมรบอย่างรุนแรง สื่อของรัฐเกาหลีเหนือระบุว่าการฝึกครั้งนี้ยั่วยุมากกว่าปีก่อน และกล่าวหาว่าความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กำลังพัฒนาไปสู่ “พันธมิตรนิวเคลียร์”
เกาหลีเหนือประกาศว่าจะตอบสนองต่อระดับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นด้วยศักยภาพการยับยั้งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
ในช่วงก่อนการซ้อมรบ เกาหลีเหนือยังยิงขีปนาวุธหลายครั้ง โดยรอยเตอร์รายงานว่ามีการยิงขีปนาวุธวิถีโค้งลงสู่ทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนต่อการซ้อมรบ ฝ่ายโซลและวอชิงตันมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน ขณะที่เปียงยางมองว่าเป็นการยั่วยุและการซ้อมแผนสำหรับการรุกราน
คำอธิบายของทรัมป์มีอยู่สามประเด็นหลัก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายของการซ้อมรบ ความเชื่อว่าการฝึกส่งสัญญาณผิดไปยังเกาหลีเหนือ และความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขากับคิม จอง อึน
การลดขนาดการฝึกจึงถูกตีความว่าอาจเป็นท่าทีประนีประนอม เพื่อรักษาหรือเปิดทางให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือกลับมาอีกครั้ง สื่อเกาหลีใต้และเกาหลีรายงานในทิศทางเดียวกันว่า คำสั่งดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณอ่อนโยนต่อเปียงยาง
อย่างไรก็ตาม รายงานที่ยืนยันได้ในวันที่ 17 สิงหาคมยังไม่มีหลักฐานว่าคิม จอง อึน ตกลงเปิดการเจรจารอบใหม่ หรือเสนอสิ่งตอบแทนใด ๆ ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดในขณะนั้นคือ คำสั่งของสหรัฐฯ ให้ลดการซ้อมรบ ไม่ใช่ความสำเร็จทางการทูตที่เกิดขึ้นแล้ว
ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการตัดสินใจนี้กับความไม่พอใจต่อการที่โซลไม่สนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้เขาจะบอกว่าประเด็นดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการซ้อมรบโดยตรงก็ตาม การประกาศจึงไม่ได้เป็นเพียงการปรับแผนฝึกทางทหาร แต่ยังสะท้อนความตึงเครียดกับพันธมิตรจากข้อขัดแย้งด้านนโยบายต่างประเทศอีกเรื่องหนึ่ง
ทรัมป์สั่งลดบทบาทและขนาดการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield อย่างมาก แต่ไม่ได้ยกเลิกการซ้อมรบทั้งหมด การฝึกมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 17–27 สิงหาคม โดยมีทหารเกาหลีใต้ราว 18,000 นาย และครอบคลุมสถานการณ์อย่างโดรน การรบกวน GPS และการโจมตีทางไซเบอร์
เกาหลีใต้ระบุว่าจะดำเนินการฝึกตามกำหนดที่แจ้งไว้ ขณะที่เกาหลีเหนือประณามการซ้อมรบและขู่ว่าจะเสริมศักยภาพการยับยั้งด้วยนิวเคลียร์
ทรัมป์วางกรอบการตัดสินใจนี้ไว้ทั้งในแง่การลดค่าใช้จ่าย ความไม่พอใจต่อจุดยืนของโซลเรื่องอิหร่าน และความพยายามหลีกเลี่ยงการทำให้คิม จอง อึน ไม่พอใจ แต่ในเวลาที่มีการประกาศ ยังไม่มีคำตอบว่าเปียงยางจะตอบสนองทางการทูตหรือไม่