ทั้งนี้ ต้องแยกคำเรียกของตัวเลขกำไรให้ชัดเจน รายงานที่อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า 23 ล้านดอลลาร์คือ “กำไรก่อนหักภาษีปรับปรุงแล้ว” ขณะที่สรุปผลประกอบการของ Payward และรายงานข่าวบางแห่งใช้คำว่า “Adjusted EBITDA” สำหรับตัวเลขเดียวกัน ซึ่งเป็นมาตรวัดคนละประเภท ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่ากำไรในทุกนิยามลดลง 71%
ปริมาณธุรกรรมรวมบนแพลตฟอร์มอยู่ที่ 310,000 ล้านดอลลาร์ รายงานหลายแห่งระบุว่าลดลง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเป็นผลจากกิจกรรมซื้อขายคริปโตแบบสปอตที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม มีรายงานอีกส่วนระบุว่าปริมาณดังกล่าวลดลง 18%
ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าตัวเลขใดถูกต้องกว่า สิ่งที่สรุปได้อย่างมั่นใจคือ Payward ประมวลผลปริมาณธุรกรรมน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน แม้รายได้จะเติบโตขึ้นก็ตาม
ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้เป็นหัวใจสำคัญของไตรมาสดังกล่าว เพราะแสดงให้เห็นว่า Payward สร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายขึ้น ไม่ได้พึ่งพาค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพียงอย่างเดียว
บัญชีที่มีเงินทุนเพิ่มขึ้น 42% เป็น 6.6 ล้านบัญชี ทำให้ Kraken มีฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น แม้บรรยากาศการซื้อขายจะอ่อนแรง ขณะเดียวกัน รายได้จากสินทรัพย์และธุรกิจอื่น ๆ เพิ่มสัดส่วนเป็น 60% ของรายได้รวม จาก 55% ในปีก่อน
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรายได้มีความหมายไม่น้อย เนื่องจากรายได้จากการทำธุรกรรมมักเคลื่อนไหวไปพร้อมกับกิจกรรมในตลาดและปริมาณการซื้อขาย หากรายได้จากสินทรัพย์และธุรกิจอื่น ๆ มีสัดส่วนมากขึ้น ผลประกอบการก็จะขึ้นอยู่กับการที่ลูกค้าซื้อหรือขายคริปโตในไตรมาสนั้นน้อยลง
แนวทางนี้ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงจากวัฏจักรตลาดหมดไป แต่ช่วยให้ Payward มีเครื่องยนต์สร้างการเติบโตมากกว่าหนึ่งตัว
ผลประกอบการไตรมาส 2 สนับสนุนกลยุทธ์ของ Payward ที่ต้องการขยายธุรกิจให้ไกลกว่าการเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตแบบสปอตดั้งเดิมของ Kraken บริษัทกำลังผลักดันธุรกิจอนุพันธ์ หุ้น หุ้นโทเคน และผลิตภัณฑ์การเงินอื่น ๆ พร้อมกับพยายามเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในการซื้อขายสปอต
การเข้าซื้อ NinjaTrader ช่วยนำโครงสร้างพื้นฐานและฐานลูกค้าในตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ เข้ามาอยู่ในกลุ่ม Payward ทำให้บริษัทเข้าถึงหมวดการซื้อขายที่แตกต่างออกไป และสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์มที่รองรับลูกค้าได้หลากหลายวัฏจักรตลาด
ตรรกะของกลยุทธ์นี้ตรงไปตรงมา หากผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่งชะลอตัว การเติบโตจากผลิตภัณฑ์อื่นก็อาจช่วยพยุงรายได้ได้ ไตรมาส 2 จึงเป็นตัวอย่างเบื้องต้นของแนวทางดังกล่าว โดยรายได้เพิ่มขึ้นแม้ปริมาณธุรกรรมรวมลดลง
Payward ยังชี้ถึงการลดต้นทุนที่ดำเนินการในเดือนพฤษภาคม โดย Adjusted EBITDA เพิ่มขึ้นจาก 18 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกเป็น 23 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 แม้กำไรเมื่อเทียบกับปีก่อนจะลดลงอย่างมาก
การปรับตัวดีขึ้นตามลำดับไตรมาสอาจสะท้อนว่าฝ่ายบริหารตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่อ่อนแอด้วยการควบคุมค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเพียงไตรมาสเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันแนวโน้มกำไรระยะยาว
การลดลง 71% เมื่อเทียบกับปีก่อนยังย้ำว่า Payward มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมในตลาดคริปโตอยู่มาก
การขยายธุรกิจของ Payward ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบโดยตรง Kraken ระบุว่าบริษัทมีใบอนุญาตที่ใช้งานอยู่มากกว่า 100 ใบในกว่า 30 ประเทศ ควบคู่กับสิทธิ์และการอนุญาตด้านกฎระเบียบในระดับโลกที่ครอบคลุมมากขึ้น นอกจากนี้ Payward ยังยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งบริษัททรัสต์ระดับประเทศต่อ Office of the Comptroller of the Currency หรือ OCC ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารของสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล
หากได้รับอนุมัติ ใบอนุญาตจาก OCC อาจช่วยให้ Payward ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ภายใต้การกำกับดูแลระดับรัฐบาลกลางแก่ลูกค้าสถาบันได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม คำขอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงควรมองว่าเป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่ความสามารถในการดำเนินงานที่บริษัทได้รับอนุญาตแล้ว
ความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบสอดคล้องกับการวางตำแหน่งบริษัทในวงกว้างขึ้น Payward ไม่ได้ต้องการถูกมองเพียงเป็นผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนคริปโต แต่กำลังนำเสนอตัวเองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่รองรับการซื้อขาย การรับฝากสินทรัพย์ อนุพันธ์ หุ้น และสินทรัพย์โทเคนในหลายเขตอำนาจศาล
ผลประกอบการไตรมาส 2 ช่วยเสริมเหตุผลสนับสนุนการเข้าตลาดหุ้น และในเวลาเดียวกันก็เปิดให้เห็นความเสี่ยงอย่างชัดเจน
ด้านบวก Payward สามารถชี้ไปที่รายได้ที่เติบโต 17% จำนวนบัญชีที่มีเงินทุนเพิ่มขึ้น 42% สัดส่วนรายได้ที่ไม่ผูกกับธุรกรรมซึ่งเพิ่มขึ้น การกระจายผลิตภัณฑ์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบที่ขยายตัว
แต่ด้านที่ต้องระวังคือกำไรก่อนหักภาษีปรับปรุงแล้วลดลง 71% หลังสภาวะการซื้อขายอ่อนแอลง ความผันผวนนี้อาจทำให้นักลงทุนในตลาดทุนให้ความสำคัญมากขึ้นกับคุณภาพของกำไร อัตรากำไร และสัดส่วนรายได้ที่ยังคงขึ้นอยู่กับวัฏจักรของตลาดคริปโต
Kraken ยื่นเอกสารขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แบบเป็นความลับแล้ว แต่รายงานที่มีอยู่ยังไม่มีมูลค่าหรือช่วงราคา IPO ที่ยืนยันอย่างเป็นทางการ มูลค่าจากตลาดเอกชนที่มีการรายงานอยู่ในช่วงประมาณ 13,000–20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงมูลค่าโดยนัยราว 13,300 ล้านดอลลาร์จากธุรกรรมขายหุ้นในตลาดรองที่มีรายงาน และมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่มูลค่าหุ้นในตลาดสาธารณะที่กำหนดขั้นสุดท้าย
ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Payward ไม่ใช่เรื่องราวการเติบโตที่สดใสไปทุกด้าน และก็ไม่ใช่ภาพของบริษัทคริปโตที่กำลังถดถอยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพของบริษัทที่ยังเพิ่มรายได้และจำนวนลูกค้าได้ ขณะเดียวกันก็ต้องรับแรงกระแทกด้านกำไรจากกิจกรรมซื้อขายที่ลดลง
สัญญาณสำคัญที่สุดอยู่ที่โครงสร้างรายได้ เมื่อรายได้จากสินทรัพย์และธุรกิจอื่น ๆ เพิ่มเป็น 60% ของรายได้รวม Payward กำลังสร้างธุรกิจที่พึ่งพาการซื้อขายคริปโตแบบสปอตน้อยกว่า Kraken ในปีก่อน
การกระจายธุรกิจอาจช่วยให้เรื่องราวของบริษัทก่อน IPO แข็งแรงขึ้น และทำให้ธุรกิจรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้นในระยะยาว แต่ตราบใดที่กำไรยังผันผวน ไตรมาส 2 ก็ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า กลยุทธ์การสร้างแพลตฟอร์มที่กว้างขึ้นของ Payward กำลังถูกทดสอบโดยวัฏจักรตลาดคริปโต