ขณะเดียวกัน ตัวติดตามสุขภาพแบบไร้หน้าจอยังคงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แม้จะอยู่ในกลุ่มอุปกรณ์พื้นฐาน เพราะตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการอุปกรณ์เรียบง่าย ไม่ต้องมีหน้าจอ และเน้นการติดตามกิจกรรมหรือสุขภาพโดยเฉพาะ
กล่าวอีกอย่างคือ ตลาดไม่ได้กำลังเดินไปในทิศทางเดียว ผู้บริโภคบางส่วนเลือกสมาร์ทวอทช์สายกีฬาแบบเต็มความสามารถ ขณะที่อีกกลุ่มเลือกอุปกรณ์ไร้หน้าจอที่ใช้งานตรงไปตรงมา ส่วนผลิตภัณฑ์พื้นฐานแบบเดิมที่ไม่มีจุดแตกต่างชัดเจนกำลังเผชิญแรงกดดันมากกว่า
การที่ Huawei เป็นผู้นำตลาดอุปกรณ์สวมใส่โดยรวม ไม่ได้หมายความว่า Huawei นำในตลาดสมาร์ทวอทช์โดยเฉพาะ เพราะ Apple ยังคงเป็นผู้นำอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 ปี 2026 ด้วยส่วนแบ่งการจัดส่งสมาร์ทวอทช์ทั่วโลก 46%
ในกลุ่มผู้ผลิตที่ไม่ใช่ Apple Garmin มีส่วนแบ่ง 15% และเป็นแบรนด์ที่เพิ่มส่วนแบ่งได้มากที่สุดในกลุ่มดังกล่าว ขณะที่ Samsung อยู่ที่ประมาณ 15% เช่นกัน โดย Samsung ยังคงนำ Garmin อยู่เล็กน้อยในอันดับที่สองตามข้อมูลของ Omdia
ประเด็นสำคัญจากข้อมูลไตรมาสนี้คือ ตลาดอุปกรณ์สวมใส่กำลัง “แบ่งขั้ว” มากกว่าจะฟื้นตัวหรือหดตัวแบบทั่วถึง สมาร์ทวอทช์ โดยเฉพาะรุ่นที่เจาะกลุ่มกีฬาและประสิทธิภาพ ยังคงเติบโต ขณะที่ตัวติดตามแบบไร้หน้าจอก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ส่วนสายรัดข้อมือและนาฬิกาพื้นฐานบางประเภทมียอดจัดส่งลดลง
ผลลัพธ์ของ Huawei แสดงให้เห็นข้อได้เปรียบของการมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมหลายระดับ ตั้งแต่สายรัดข้อมือไปจนถึงสมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์สำหรับเด็ก การมีส่วนแบ่งตลาดรวม 18% และการขยายผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดโลกช่วยให้ Huawei ขึ้นนำในยอดจัดส่งรวม
ด้าน Apple แสดงให้เห็นกลยุทธ์อีกแบบ นั่นคือการครองตลาดสมาร์ทวอทช์ด้วยส่วนแบ่ง 46% แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำในตลาดอุปกรณ์สวมใส่ทุกประเภท
สรุปแล้ว ไตรมาส 2 ปี 2026 ไม่ใช่ทั้งการฟื้นตัวครั้งใหญ่หรือการถดถอยทั่วทั้งตลาด แต่เป็นช่วงที่ความต้องการกำลังไปรวมตัวอยู่กับอุปกรณ์ที่มีฟีเจอร์ขั้นสูง ใช้งานเฉพาะทาง หรือมีแนวคิดผลิตภัณฑ์ชัดเจน บริษัทที่ตอบโจทย์หนึ่งในสามทิศทางนี้จึงยังมีโอกาสเติบโต แม้ตลาดรวมจะหดตัวก็ตาม