เท็ด พิกระบุว่า AI อาจต้องใช้เงินลงทุน 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า พร้อมประมาณการว่าอาจเพิ่มการเติบโตของ GDP จริง 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน [9] เดวิด โซโลมอนบอกว่าความต้องการดีล AI ยังแข็งแกร่งมาก แต่เตือนว่าวัฏจักรเทคโนโลยีย่อมมีช่วงสะดุด [4][18][35]
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Morgan Stanley Chairman and CEO Ted Pick and Goldman Sachs Chairman and CEO David Solomon say at the fifth Global Financial Leaders. Article summary: Pick and Solomon presented AI as a large, continuing investment cycle rather than an already exhausted bubble: Morgan Stanley projected spending of up to US$15 trillion over the next decade, while Solomon described deman. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ผู้บริหาร Morgan Stanley และ Goldman Sachs มองว่า AI กำลังเข้าสู่วัฏจักรลงทุนระยะยาว โดยเท็ด พิกประเมินว่าเงินทุนที่ต้องใช้ในทศวรรษหน้าอาจสูงถึง 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนเดวิด โซโลมอนระบุว่าความต้องการทำดีลเกี่ยวกับ AI ยัง “แข็งแกร่งมาก” อย่างไรก็ดี ทั้งคู่ไม่ได้เสนอภาพการเติบโตที่ราบรื่นไร้อุปสรรค เพราะการทุ่มเงินสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า 1
4
18
ประมาณการของ Morgan Stanley ชี้ว่า การลงทุนสะสมในโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ตลอดทศวรรษหน้า ขณะที่ผู้ให้บริการคลาวด์และเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุด หรือไฮเปอร์สเกลเลอร์ อาจลงทุนปีละ 800,000 ล้านถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อเนื่องเป็นเวลา 7–12 ปี 1 รายงานอีกชิ้นที่สรุปคำกล่าวของพิกให้กรอบตัวเลขไว้ที่ 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ และระบุว่าเขาเชื่อมโยงการลงทุนดังกล่าวกับโอกาสที่ GDP จริงจะเติบโตเพิ่มขึ้น 50–70 เบซิสพอยต์
9
หนึ่งเบซิสพอยต์เท่ากับ 0.01 จุดเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น 50–70 เบซิสพอยต์จึงเท่ากับ 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม รายงานที่มีไม่ได้ระบุชัดว่าประมาณการ GDP นี้ครอบคลุมช่วงเวลาใดหรือใช้สมมติฐานอะไร จึงควรมองเป็นตัวเลขคาดการณ์ที่มีการอ้างถึง ไม่ใช่คำรับรองว่าการลงทุน AI ทุกโครงการจะได้ผลตามนั้น 9
รายงานสรุปการประชุมระบุว่า โซโลมอนกล่าวถึงความต้องการกำลังประมวลผลที่มากกว่าอุปทาน และมองว่าแอปพลิเคชันจะเป็นแหล่งสร้างมูลค่าระยะยาวที่สำคัญ 23 สองประเด็นนี้สะท้อนคนละช่วงของวัฏจักรลงทุน: บริษัทกำลังเร่งสร้างกำลังรองรับในวันนี้ ส่วนผลตอบแทนในวันหน้าขึ้นอยู่กับว่ากำลังประมวลผลนั้นจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีประโยชน์จริงหรือไม่
ความต้องการใช้คอมพิวต์สูงอาจเป็นแรงหนุนให้ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ได้แปลว่าศูนย์ข้อมูลทุกแห่ง การซื้อชิปทุกครั้ง หรือทุกดีลจัดหาเงินทุนจะให้ผลตอบแทนเหมาะสม คำถามสำคัญคือแอปพลิเคชันและลูกค้าของแอปเหล่านั้นจะสร้างมูลค่าได้มากพอที่จะรองรับต้นทุนก่อสร้างและการดำเนินงานหรือไม่
การลงทุนนี้เกี่ยวข้องกับผู้เล่นหลายกลุ่มที่พึ่งพากัน ห้องปฏิบัติการ AI แนวหน้าต้องใช้กำลังประมวลผล ผู้ผลิตชิปจัดหาโปรเซสเซอร์ ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสร้างและดูแลศูนย์ข้อมูล ส่วนผู้ให้บริการพลังงานจัดหาไฟฟ้า รายงานการประชุมอธิบายว่าการจัดหาเงินทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เกี่ยวพันกับผู้เล่นเหล่านี้ 23
ตลาดทุนสามารถช่วยระดมเงินให้ธุรกิจในห่วงโซ่ดังกล่าวได้ ตัวอย่างหนึ่งที่ Bloomberg รายงานคือสัญญาเช่าจัดหาเงินทุนสำหรับอุปกรณ์มูลค่าราว 40,000 ล้านดอลลาร์ระหว่าง SpaceX กับ Apollo เพื่อจัดซื้อชิปสำหรับขยายธุรกิจ AI 29 ดีลนี้แสดงให้เห็นรูปแบบหนึ่งของการจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อสินทรัพย์ประมวลผล แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทจะใช้วิธีเดียวกัน หรือยืนยันว่าทั้งห่วงโซ่จะสร้างผลตอบแทนได้เพียงพอ
โซโลมอนกล่าวว่าความต้องการดีล AI “แข็งแกร่งมาก” และมองว่าวัฏจักรเทคโนโลยีครั้งนี้จะมีอิทธิพลต่อกิจกรรมในตลาดทุนและการจัดหาเงินทุน 4
18 แต่เขาก็ยอมรับว่าย่อมมี “ช่วงสะดุด” ระหว่างทาง
35 นี่เป็นมุมมองที่ระมัดระวังกว่าการคาดการณ์ว่าการเติบโตจะเดินหน้าเป็นเส้นตรง
Bloomberg รายงานว่าพิกและโซโลมอนโดยรวมไม่เห็นด้วยกับมุมมองที่ว่ากระแส AI เข้าสู่ภาวะฟองสบู่ไปแล้ว 2 แต่การประเมินภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมไม่ได้ตอบว่าทุกโครงการมีมูลค่าเหมาะสมหรือมีโครงสร้างเงินทุนแข็งแรงหรือไม่ นักลงทุนยังต้องพิจารณาว่าโครงการจะรับมือกับความล่าช้า ความต้องการที่ลดลง หรือผลตอบแทนที่ต่ำกว่าคาดได้แค่ไหน
รายงานคำกล่าวของพิกยังระบุว่าเขาเปรียบเทียบวัฏจักร AI กับวัฏจักรเทคโนโลยีในอดีต รวมถึงช่วงปี 1999–2000 และปี 2008 พร้อมมองว่าการปรับฐานของตลาดเป็น “กำแพงแห่งความกังวล” ที่ดีต่อสุขภาพของตลาด นอกจากนี้ยังเตือนว่าโครงการบางแห่งอาจมีโครงสร้างเงินทุนที่ไม่แข็งแรง 23 เมื่อพิจารณารวมกัน การปรับฐานอาจเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรลงทุน ไม่ได้พิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไม่มีอนาคต ขณะเดียวกัน จุดอ่อนด้านเงินทุนก็อาจกลายเป็นปัญหาเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไป
ตัวเลขของพิกสะท้อนขนาดเงินลงทุนที่อาจต้องใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนคำกล่าวของโซโลมอนบ่งชี้ว่าความต้องการจัดหาเงินทุนยังสูง แต่ทั้งสองประเด็นยังไม่ตอบคำถามหลักของนักลงทุนว่า ธุรกิจที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะเปลี่ยนการใช้จ่ายในวันนี้ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้หรือไม่ วัฏจักรเทคโนโลยีที่ยาวนานสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับความคืบหน้าที่ไม่สม่ำเสมอ ความล้มเหลวของบางโครงการ และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เท็ด พิกระบุว่า AI อาจต้องใช้เงินลงทุน 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า พร้อมประมาณการว่าอาจเพิ่มการเติบโตของ GDP จริง 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน [9]
เท็ด พิกระบุว่า AI อาจต้องใช้เงินลงทุน 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า พร้อมประมาณการว่าอาจเพิ่มการเติบโตของ GDP จริง 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน [9] เดวิด โซโลมอนบอกว่าความต้องการดีล AI ยังแข็งแกร่งมาก แต่เตือนว่าวัฏจักรเทคโนโลยีย่อมมีช่วงสะดุด [4][18][35]
เท็ด พิกระบุว่า AI อาจต้องใช้เงินลงทุน 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า พร้อมประมาณการว่าอาจเพิ่มการเติบโตของ GDP จริง 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน [9] เดวิด โซโลมอนบอกว่าความต้องการดีล AI ยังแข็งแกร่งมาก แต่เตือนว่าวัฏจักรเทคโนโลยีย่อมมีช่วงสะดุด [4][18][35]
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Morgan Stanley Chairman and CEO Ted Pick and Goldman Sachs Chairman and CEO David Solomon say at the fifth Global Financial Leaders. Article summary: Pick and Solomon presented AI as a large, continuing investment cycle rather than an already exhausted bubble: Morgan Stanley projected spending of up to US$15 trillion over the next decade, while Solomon described deman. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ผู้บริหาร Morgan Stanley และ Goldman Sachs มองว่า AI กำลังเข้าสู่วัฏจักรลงทุนระยะยาว โดยเท็ด พิกประเมินว่าเงินทุนที่ต้องใช้ในทศวรรษหน้าอาจสูงถึง 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนเดวิด โซโลมอนระบุว่าความต้องการทำดีลเกี่ยวกับ AI ยัง “แข็งแกร่งมาก” อย่างไรก็ดี ทั้งคู่ไม่ได้เสนอภาพการเติบโตที่ราบรื่นไร้อุปสรรค เพราะการทุ่มเงินสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า 1
4
18
ประมาณการของ Morgan Stanley ชี้ว่า การลงทุนสะสมในโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ตลอดทศวรรษหน้า ขณะที่ผู้ให้บริการคลาวด์และเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุด หรือไฮเปอร์สเกลเลอร์ อาจลงทุนปีละ 800,000 ล้านถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อเนื่องเป็นเวลา 7–12 ปี 1 รายงานอีกชิ้นที่สรุปคำกล่าวของพิกให้กรอบตัวเลขไว้ที่ 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ และระบุว่าเขาเชื่อมโยงการลงทุนดังกล่าวกับโอกาสที่ GDP จริงจะเติบโตเพิ่มขึ้น 50–70 เบซิสพอยต์
9
หนึ่งเบซิสพอยต์เท่ากับ 0.01 จุดเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น 50–70 เบซิสพอยต์จึงเท่ากับ 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม รายงานที่มีไม่ได้ระบุชัดว่าประมาณการ GDP นี้ครอบคลุมช่วงเวลาใดหรือใช้สมมติฐานอะไร จึงควรมองเป็นตัวเลขคาดการณ์ที่มีการอ้างถึง ไม่ใช่คำรับรองว่าการลงทุน AI ทุกโครงการจะได้ผลตามนั้น 9
รายงานสรุปการประชุมระบุว่า โซโลมอนกล่าวถึงความต้องการกำลังประมวลผลที่มากกว่าอุปทาน และมองว่าแอปพลิเคชันจะเป็นแหล่งสร้างมูลค่าระยะยาวที่สำคัญ 23 สองประเด็นนี้สะท้อนคนละช่วงของวัฏจักรลงทุน: บริษัทกำลังเร่งสร้างกำลังรองรับในวันนี้ ส่วนผลตอบแทนในวันหน้าขึ้นอยู่กับว่ากำลังประมวลผลนั้นจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีประโยชน์จริงหรือไม่
ความต้องการใช้คอมพิวต์สูงอาจเป็นแรงหนุนให้ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ได้แปลว่าศูนย์ข้อมูลทุกแห่ง การซื้อชิปทุกครั้ง หรือทุกดีลจัดหาเงินทุนจะให้ผลตอบแทนเหมาะสม คำถามสำคัญคือแอปพลิเคชันและลูกค้าของแอปเหล่านั้นจะสร้างมูลค่าได้มากพอที่จะรองรับต้นทุนก่อสร้างและการดำเนินงานหรือไม่
การลงทุนนี้เกี่ยวข้องกับผู้เล่นหลายกลุ่มที่พึ่งพากัน ห้องปฏิบัติการ AI แนวหน้าต้องใช้กำลังประมวลผล ผู้ผลิตชิปจัดหาโปรเซสเซอร์ ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสร้างและดูแลศูนย์ข้อมูล ส่วนผู้ให้บริการพลังงานจัดหาไฟฟ้า รายงานการประชุมอธิบายว่าการจัดหาเงินทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เกี่ยวพันกับผู้เล่นเหล่านี้ 23
ตลาดทุนสามารถช่วยระดมเงินให้ธุรกิจในห่วงโซ่ดังกล่าวได้ ตัวอย่างหนึ่งที่ Bloomberg รายงานคือสัญญาเช่าจัดหาเงินทุนสำหรับอุปกรณ์มูลค่าราว 40,000 ล้านดอลลาร์ระหว่าง SpaceX กับ Apollo เพื่อจัดซื้อชิปสำหรับขยายธุรกิจ AI 29 ดีลนี้แสดงให้เห็นรูปแบบหนึ่งของการจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อสินทรัพย์ประมวลผล แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทจะใช้วิธีเดียวกัน หรือยืนยันว่าทั้งห่วงโซ่จะสร้างผลตอบแทนได้เพียงพอ
โซโลมอนกล่าวว่าความต้องการดีล AI “แข็งแกร่งมาก” และมองว่าวัฏจักรเทคโนโลยีครั้งนี้จะมีอิทธิพลต่อกิจกรรมในตลาดทุนและการจัดหาเงินทุน 4
18 แต่เขาก็ยอมรับว่าย่อมมี “ช่วงสะดุด” ระหว่างทาง
35 นี่เป็นมุมมองที่ระมัดระวังกว่าการคาดการณ์ว่าการเติบโตจะเดินหน้าเป็นเส้นตรง
Bloomberg รายงานว่าพิกและโซโลมอนโดยรวมไม่เห็นด้วยกับมุมมองที่ว่ากระแส AI เข้าสู่ภาวะฟองสบู่ไปแล้ว 2 แต่การประเมินภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมไม่ได้ตอบว่าทุกโครงการมีมูลค่าเหมาะสมหรือมีโครงสร้างเงินทุนแข็งแรงหรือไม่ นักลงทุนยังต้องพิจารณาว่าโครงการจะรับมือกับความล่าช้า ความต้องการที่ลดลง หรือผลตอบแทนที่ต่ำกว่าคาดได้แค่ไหน
รายงานคำกล่าวของพิกยังระบุว่าเขาเปรียบเทียบวัฏจักร AI กับวัฏจักรเทคโนโลยีในอดีต รวมถึงช่วงปี 1999–2000 และปี 2008 พร้อมมองว่าการปรับฐานของตลาดเป็น “กำแพงแห่งความกังวล” ที่ดีต่อสุขภาพของตลาด นอกจากนี้ยังเตือนว่าโครงการบางแห่งอาจมีโครงสร้างเงินทุนที่ไม่แข็งแรง 23 เมื่อพิจารณารวมกัน การปรับฐานอาจเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรลงทุน ไม่ได้พิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไม่มีอนาคต ขณะเดียวกัน จุดอ่อนด้านเงินทุนก็อาจกลายเป็นปัญหาเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไป
ตัวเลขของพิกสะท้อนขนาดเงินลงทุนที่อาจต้องใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนคำกล่าวของโซโลมอนบ่งชี้ว่าความต้องการจัดหาเงินทุนยังสูง แต่ทั้งสองประเด็นยังไม่ตอบคำถามหลักของนักลงทุนว่า ธุรกิจที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะเปลี่ยนการใช้จ่ายในวันนี้ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้หรือไม่ วัฏจักรเทคโนโลยีที่ยาวนานสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับความคืบหน้าที่ไม่สม่ำเสมอ ความล้มเหลวของบางโครงการ และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เท็ด พิกระบุว่า AI อาจต้องใช้เงินลงทุน 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า พร้อมประมาณการว่าอาจเพิ่มการเติบโตของ GDP จริง 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน [9]
เท็ด พิกระบุว่า AI อาจต้องใช้เงินลงทุน 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า พร้อมประมาณการว่าอาจเพิ่มการเติบโตของ GDP จริง 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน [9] เดวิด โซโลมอนบอกว่าความต้องการดีล AI ยังแข็งแกร่งมาก แต่เตือนว่าวัฏจักรเทคโนโลยีย่อมมีช่วงสะดุด [4][18][35]