ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะหดตัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปี 2026 ตามรายงานคาดการณ์ล่าสุดจากบริษัทวิจัย International Data Corporation (IDC) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยคาดว่ายอดส่งมอบจะทรุดตัวลงถึง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (Year-on-Year) เหลือเพียง 1.09 พันล้านเครื่อง ภาพอนาคตอันมืดมนนี้เป็นการปรับลดประมาณการที่ย่ำแย่อยู่แล้วเมื่อสามเดือนก่อนลงอีก สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันขั้นรุนแรงจาก "พายุที่สมบูรณ์แบบ" ทั้งปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่พังทลายและความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์
,
การคาดการณ์ของ IDC ในเดือนพฤษภาคมถือเป็นการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากรายงานของตนเองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งในตอนนั้นคาดการณ์ว่าจะลดลง 12.9% มาอยู่ที่ 1.1 พันล้านเครื่อง วิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้นทำให้ตลาดทรุดตัวเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ในไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดส่งมอบทั่วโลกลดลงไปแล้ว 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่ง IDC อธิบายว่าเป็นเพียง "สัญญาณเตือนล่วงหน้า" ของปัญหาใหญ่ที่กำลังจะตามมา
การลดลง 13.9% ในทั้งปีนี้จะทำให้ปี 2026 เป็นปีที่ตลาดสมาร์ทโฟนหดตัวต่อปีรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
IDC ระบุว่าการลดลงเป็นประวัติการณ์นี้มาจากสองสาเหตุหลัก ซึ่งทั้งสองอย่างทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปี
ปัญหาหลักที่ยืดเยื้อมานานกว่าคือการขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกอย่างรุนแรง (Memory Shortage Crisis) วิกฤตนี้เริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดตั้งแต่ปี 2025 เมื่อความต้องการชิป DRAM และ NAND Flash จากศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และดึงอุปทานที่ปกติจะป้อนให้กับภาคสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคไปจนหมด ,
ผลที่ตามมาคือราคาชิ้นส่วนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ Nabila Popal นักวิเคราะห์จาก IDC ได้อธิบายสถานการณ์นี้ว่าไม่ใช่แค่ภาวะตึงตัวชั่วคราว แต่เป็น "แรงกระแทกที่รุนแรงดั่งคลื่นสึนามิ" ที่มีต้นตอมาจากตลาดหน่วยความจำ
ผลกระทบรุนแรงที่สุดตกอยู่กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนระดับล่างถึงกลางที่มีกำไรต่อเครื่องน้อย และไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
ในขณะที่ปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำกำลังถ่วงตลาดอยู่แล้ว แรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหม่ก็เข้ามาทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วแย่ลงไปอีก รายงานเดือนพฤษภาคมของ IDC ระบุชัดเจนว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน (US-Iran war) เป็นปัจจัยหลักประการที่สองที่จำกัดการเติบโต โดยเพิ่มความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทานและสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งไปลดทอนทั้งอุปสงค์ของผู้บริโภคและกำลังการผลิตของผู้ผลิต
ท่ามกลางฉากหลังของปริมาณที่ทรุดตัวลงอย่างหนัก ราคาขายเฉลี่ย (Average Selling Price: ASP) ของสมาร์ทโฟนถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้น 14% ไปทำสถิติใหม่ที่ 523 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 18,800 บาท) ในปี 2026 ,
บางรายงานที่อ้างอิงข้อมูลล่าสุดของ IDC ระบุว่าตัวเลขอาจสูงถึง 550 ดอลลาร์สหรัฐฯ
การพุ่งขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผลักภาระต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคโดยตรง ผลที่ตามมาคือตลาดสมาร์ทโฟนราคาถูกพิเศษที่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังหดตัวอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์ของ IDC ให้ข้อสังเกตว่าราคาชิปหน่วยความจำ แม้ว่าอาจจะมีเสถียรภาพได้ภายในกลางปี 2027 แต่ก็ไม่น่าจะกลับไปสู่ระดับเดิมได้อีก ทำให้โมเดลธุรกิจของอุปกรณ์ราคาถูกที่สุดนั้นไม่สามารถอยู่รอดได้อย่างถาวร
ผลกระทบจากการชะลอตัวครั้งนี้จะไม่ถูกกระจายตัวอย่างเท่าเทียม ตลาดที่มีผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคาสูงและมีอุปกรณ์ระดับล่างเป็นสัดส่วนมากจะหดตัวมากที่สุด การคาดการณ์ในช่วงต้นปีจากเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ซึ่งย่ำแย่อยู่แล้ว ได้ให้ภาพผลกระทบในระดับภูมิภาคไว้อย่างชัดเจน ,
:
"ผู้ผลิตในตลาดล่างกำลังเผชิญกับยอดส่งมอบที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานและอุปสงค์ที่ลดลง ณ ระดับราคาที่สูงขึ้น" IDC ระบุ การสิ้นสุดลงของยุคอุปกรณ์ราคาย่อมเยากำลังจะผลักดันให้ผู้เล่นรายเล็กจำนวนมากต้องออกจากตลาด นำไปสู่การควบรวมกิจการในหมู่ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ที่มีการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) เช่น Apple, Samsung และ Huawei ซึ่งอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าในการฝ่ามรสุมครั้งนี้
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
IDC คาดการณ์ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2026 ระบุยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนโลกทั้งปี 2026 จะทรุดตัวลง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือเพียง 1.09 พันล้านเครื่อง ถือเป็นการหดตัวต่อปีที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ [2]
IDC คาดการณ์ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2026 ระบุยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนโลกทั้งปี 2026 จะทรุดตัวลง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือเพียง 1.09 พันล้านเครื่อง ถือเป็นการหดตัวต่อปีที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ [2] ตัวเลขคาดการณ์นี้เป็นการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่คาดว่าจะลดลง 12.9% แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ตลาดกำลังเลวร้ายลงเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ [2]
วิกฤตสองด้านที่ซ้ำเติมตลาด คือการขาดแคลนชิปหน่วยความจำ (เมมโมรี่) ทั่วโลกอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2025 และแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ปะทุขึ้นมาใหม่ ซึ่งซ้ำเติมห่วงโซ่อุปทานและ...