โกลด์แมน แซคส์ประกาศเตือน ตลาดน้ำมันโลกกำลังเข้าสู่ 'ระยะการทำลายอุปสงค์' (Demand Destruction) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ฉุดปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากระบบกว่า 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วในเดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่แบบจำลองของธนาคารชี้ว่า หากวิกฤ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Goldman Sachs warn about the Strait of Hormuz closure triggering a demand destruction phase, how severe are the supply losses and i. Article summary: ## Goldman Sachs on the Strait of Hormuz Crisis: Demand Destruction, Supply Losses, and Price Scenarios. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "[Skip to content](https://energynewsbeat.co/crude-oil/goldman-warns-energy-markets-enter-demand-destruction-phase#content). * [LIVE IN A BLUE HIGH TAX STATES?](https://energynews" source context "Goldman Warns Energy Markets Enter Demand Destruction Phase - Energy News Beat" Reference image 2: visual subject "[Skip to content](https://energynewsbeat.co/crude-oil/goldman-warns-energy-markets-enter-demand-destruction-phase#conten
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้จุดชนวนให้เกิดสิ่งที่ โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) เรียกว่าเป็นหนึ่งในวิกฤตช็อกอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลักดันให้ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ 'ระยะการทำลายอุปสงค์' (Demand Destruction Phase) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การไหลของน้ำมันที่เคยอยู่ที่ระดับปกติ 19.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ได้ทรุดตัวลงเหลือเพียง 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนทางกายภาพที่รุนแรงถึงขนาดที่แม้ว่าจะมีข้อตกลงสันติภาพอย่างรวดเร็ว สต็อกน้ำมันคงคลังก็ยังจะอยู่ในระดับที่วิกฤตและราคายังคงตึงตัวอย่างหนัก
ตัวเลขเบื้องหลังการหยุดชะงักครั้งนี้น่าตกตะลึงเมื่อเทียบกับทุกมาตรวัดในประวัติศาสตร์ ปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านเส้นทางน้ำอันสำคัญยิ่งนี้ลดลงประมาณ 17–19 ล้านบาร์เรลต่อวัน โกลด์แมน แซคส์ประเมินว่ากำลังการผลิตน้ำมันดิบในตะวันออกกลางประมาณ 14.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ได้รับผลกระทบ
ด้วยศักยภาพของท่อส่งสำรองที่มีอยู่เพียงประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้อุปทานที่หายไปอย่างน้อย 16 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถเบี่ยงเส้นทางขนส่งอื่นได้ นั่นหมายถึงการดึงอุปทานน้ำมันออกจากตลาดโลกถึง 15.5% ในพริบตาเดียว
ภาวะขาดแคลนทางกายภาพครั้งนี้ได้พลิกโฉมสมดุลตลาดโลก จากที่เคยมีอุปทานส่วนเกิน 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 กลับกลายเป็น ภาวะขาดดุลถึง 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่พุ่งสูงขึ้นกำลังส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกลดลงไปแล้วประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสที่ 2 และคาดว่าจะลดลง 100,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับทั้งปี
นักวิเคราะห์ของโกลด์แมนเตือนว่า "การลดลงของอุปสงค์ที่รุนแรงยิ่งกว่านั้นอาจจำเป็น หากวิกฤตช็อกอุปทานนี้ยืดเยื้อนานกว่านี้"
การระบายน้ำมันออกจากสต็อกคงคลังทั่วโลกกำลังเกิดขึ้นในอัตราที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ที่ไหนมาก่อน ในเดือนเมษายน 2026 สต็อกคงคลังลดลงในอัตรา 11–12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในเดือนพฤษภาคม เมื่อปริมาณการไหลผ่านฮอร์มุซเหลือเพียง 5% ของระดับปกติ อัตราการลดลงยังคงอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเกือบสองเท่าของอัตราเฉลี่ยนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
การลดลงอย่างรวดเร็วนี้กำลังทำให้ปริมาณสำรองทั่วโลกร่อยหรอลง และปูทางไปสู่ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง หากการขนส่งทางทะเลไม่กลับสู่ภาวะปกติ
โกลด์แมน แซคส์ได้ทยอยปรับเพิ่มมุมมองราคาน้ำมันขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวิกฤตทวีความรุนแรงขึ้น เส้นเวลาของการคาดการณ์และนัยยะต่อราคาจากธนาคาร มีดังนี้:
ดาน สตรุยเวน (Daan Struyven) หัวหน้าร่วมฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์โลกของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า ตลาดกำลังคำนวณ 'ค่าพรีเมียมความเสี่ยง' ที่มีนัยสำคัญเข้าไปในราคาแล้ว โดยอยู่ที่ประมาณ 14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อชดเชยความเป็นไปได้ที่การไหลผ่านฮอร์มุซจะหยุดชะงักเต็มรูปแบบเป็นเวลาสี่สัปดาห์
ความร้ายแรงของสถานการณ์ทำให้เกิดคำเตือนร่วมที่พบเห็นได้ยากยิ่งจากผู้นำของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), ธนาคารโลก (World Bank) และ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เมื่อวันที่ 29–30 พฤษภาคม 2026 ในแถลงการณ์ร่วมภายหลังการประชุมระดับสูงเกี่ยวกับความขัดแย้ง ทั้งสามสถาบันเตือนว่า การหยุดชะงักอย่างต่อเนื่องของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อ ความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง, เสถียรภาพของตลาด, และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้พลังงานสูงสุด
บรรดาผู้นำระบุว่า "สต็อกน้ำมันคงคลังทั่วโลกกำลังถูกระบายออกในอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ เพื่อตอบสนองต่อการสูญเสียอุปทานครั้งใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากการไหลของการขนส่งไม่กลับสู่ภาวะปกติ การลดลงอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่องของสต็อกน้ำมันโลกก่อนถึงช่วงความต้องการน้ำมันสูงสุดในฤดูร้อน จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง"
คำเตือนนี้ได้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ที่มีต่อความเสี่ยงต่อการขาดแคลนเชื้อเพลิงทางกายภาพและต้นทุนการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือวิธีที่คลื่นกระแทกจากอุปทานกำลังส่งผลต่อภูมิภาคหลักๆ:
ในขณะนี้ ตลาดน้ำมันโลกยังคงอยู่ในดินแดนที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน โดยโกลด์แมน แซคส์ได้ส่งสัญญาณว่า การปรับสมดุลขั้นพื้นฐานจะต้องอาศัยการกลับคืนมาของอุปทานอย่างสมบูรณ์ หรือการลดลงของอุปสงค์ในปริมาณที่มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นความจริงที่สะท้อนออกมาแล้วในราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เกือบแตะ 106 ดอลลาร์ และการลดลงของสต็อกคงคลังเป็นประวัติการณ์
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
โกลด์แมน แซคส์ประกาศเตือน ตลาดน้ำมันโลกกำลังเข้าสู่ 'ระยะการทำลายอุปสงค์' (Demand Destruction) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ฉุดปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากระบบกว่า 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน
โกลด์แมน แซคส์ประกาศเตือน ตลาดน้ำมันโลกกำลังเข้าสู่ 'ระยะการทำลายอุปสงค์' (Demand Destruction) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ฉุดปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากระบบกว่า 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วในเดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่แบบจำลองของธนาคารชี้ว่า หากวิกฤตยืดเยื้อราคาอาจแตะ 110 ดอลลาร์ หรือพุ่งแรงกว่านั้นอีก
IMF, เวิลด์แบงก์ และ IEA ออกแถลงการณ์ร่วมครั้งประวัติศาสตร์ เตือนว่า การลดลงของสต็อกน้ำมันโลกในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์กำลังคุกคาม 'ความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง' และ 'เสถียรภาพของตลาด' ในช่วงฤดูร้อนที่ความต้องการใช้พลั...