Goldman Sachs ปรับประมาณการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็น 75,000 เครื่องในปี 2026, 890,000 เครื่องในปี 2030 และราว 6.5 ล้านเครื่องต่อปีในปี 2035 คิดเป็นตลาดประมาณ 138,000 ล้านดอลลาร์ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงประมาณการ ไม่ใช่... คลังสินค้าอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์คาดว่าจะเป็นกลุ่มเริ่มใช้งานในวงกว้าง โดยมี Amazon และ Walmart...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Goldman Sachs’s 80-page “Physical AI” report, published September 1, 2026 by internet and e-commerce analyst Eric Sheridan, say abo. Article summary: Goldman Sachs’s reported thesis was that humanoids are moving sooner than expected from pilots to economically viable, scaled industrial deployment—first in e-commerce warehouses and logistics, then in automotive factori. Topic tags: general, education, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, cha
Goldman Sachs ปรับมุมมองต่อตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขึ้นอย่างมากในรายงานวิจัยเรื่อง “Physical AI” ความยาว 80 หน้า ซึ่งมีรายงานว่าเผยแพร่ให้ลูกค้าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 โดยธนาคารปรับประมาณการกรณีฐานเป็น 75,000 เครื่องในปี 2026, 890,000 เครื่องในปี 2030 และประมาณ 6.5 ล้านเครื่องต่อปีในปี 2035 หากเป็นไปตามนั้น ตลาดในปี 2035 จะมีมูลค่าราว 138,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2
4
5
ตัวเลขเหล่านี้เป็น การคาดการณ์ ไม่ใช่ยอดคำสั่งซื้อหรือคำมั่นสัญญาการจัดส่งที่ยืนยันแล้ว อีกทั้งข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับรายงานฉบับเต็มส่วนใหญ่เป็นการรายงานต่อ ๆ กันจากแหล่งข่าวรอง จึงควรอ่านตัวเลขเชิงลึกในฐานะประมาณการที่มีการรายงาน ไม่ใช่ข้อสรุปแทนเอกสารฉบับเต็มของ Goldman Sachs
ประมาณการใหม่สูงกว่าฐานเดิมอย่างชัดเจน:
การปรับครั้งใหญ่ที่สุดอยู่ที่ปลายช่วงคาดการณ์ โดยตัวเลขปี 2035 ใหม่สูงกว่าประมาณการเดิมมากกว่า 4 เท่า Goldman Sachs ให้เหตุผลที่มีการรายงานว่า ความก้าวหน้าของ Physical AI กำลังทำให้หุ่นยนต์ทำงานได้เก่งขึ้น ขณะเดียวกันภาคการผลิตก็เริ่มขยับเข้าใกล้ระดับการผลิตเชิงพาณิชย์ 2
5
6
Physical AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์ทางกายภาพ” หมายถึงระบบ AI ที่รับรู้สภาพแวดล้อม ประมวลเหตุผลเกี่ยวกับงานทางกายภาพ และลงมือทำในโลกจริง สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นั่นหมายถึงการก้าวพ้นระบบอัตโนมัติแบบเดิมที่ทำงานซ้ำ ๆ ในจุดเดิม ไปสู่เครื่องจักรที่สามารถรับมือกับงานหลากหลายกว่าในคลังสินค้าและโรงงาน
แนวโน้มที่ Goldman Sachs นำมาประกอบมี 3 ด้านหลัก:
ภายใต้ประมาณการดังกล่าว ราคาขายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เฉลี่ยอาจลดจากประมาณ 41,800 ดอลลาร์ในปี 2025 เหลือราว 21,300 ดอลลาร์ในปี 2035 3
6
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่างานทุกประเภทจะคุ้มทุนทันที การวิเคราะห์ที่มีการรายงานยังชี้ถึงข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลจากโลกจริงที่มีจำกัด ความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติทั่วไปที่ยังไม่เพียงพอ ปัญหาความน่าเชื่อถือ และต้นทุนที่สูง ระบบหุ่นยนต์ต้องเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ เช่น แรง แรงบิด การเคลื่อนไหว และการจับวัตถุ ซึ่งเก็บรวบรวมในวงกว้างได้ยากกว่าข้อมูลข้อความหรือภาพ 3
18
Goldman Sachs มองว่าคลังสินค้าอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์จะเป็นพื้นที่แรกที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ถูกนำไปใช้งานในวงกว้าง ตามด้วยโรงงานผลิตรถยนต์ คลังสินค้ามีสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีงานหลากหลายมากพอที่จะเปิดโอกาสให้หุ่นยนต์อเนกประสงค์แสดงจุดเด่น 2
5
Amazon และ Walmart เป็นสองบริษัทที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในสมมติฐานดังกล่าว ระบบอัตโนมัติที่ทั้งสองบริษัทมีอยู่แล้วอาจช่วยจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูลการปฏิบัติงาน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสำหรับการทดสอบหุ่นยนต์ที่ทำงานได้หลากหลาย ควบคู่ไปกับเครื่องจักรเฉพาะทาง
Goldman Sachs มีรายงานว่าประเมินว่า การลงทุนด้านระบบอัตโนมัติในภาพรวมของ Amazon อาจช่วยประหยัดต้นทุนบริการสะสมประมาณ 72,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2026-2030 ในสถานการณ์ขาขึ้น ตัวเลขดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี หรือ EBIT margin ของ Amazon ได้ราว 240 จุดพื้นฐาน เทียบเท่ากับแรงส่งประมาณ 5.6% เมื่อเทียบกับต้นทุนบริการทั้งหมด ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขจากสถานการณ์จำลอง ไม่ใช่คำแนะนำหรือเป้าหมายทางการเงินของบริษัท 3
33
35
โรงงานผลิตรถยนต์ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ใช้งานสำคัญลำดับถัดไป เพราะผู้ผลิตรถยนต์มีระบบการผลิตขนาดใหญ่ ความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และวิศวกรรมการผลิต รวมถึงประสบการณ์ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเข้ากับระบบอัตโนมัติ
ชื่อบริษัทที่ปรากฏในสรุปข่าวสาธารณะ ได้แก่ Tesla, Hyundai, Toyota, Honda และ Mitsubishi Motors ภาคยานยนต์อาจมีข้อได้เปรียบในฐานะผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ด้วย ไม่ใช่เพียงผู้ซื้อ Goldman Sachs มีรายงานว่าประเมินว่า Toyota อาจผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้ระหว่าง 190,000-540,000 เครื่องในปี 2035 หากเทียบกับตลาดโลกที่คาดว่าจะมี 6.5 ล้านเครื่องต่อปี จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3%-8% ของปริมาณทั่วโลก 38
ตัวเลขนี้สะท้อนศักยภาพการผลิตที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่การยืนยันว่า Toyota ตัดสินใจจะผลิตหุ่นยนต์จำนวนดังกล่าว
โอกาสทางธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ Goldman Sachs มีรายงานว่าประเมินว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แต่ละเครื่องอาจมีมูลค่าความต้องการเซมิคอนดักเตอร์อยู่ที่ 3,000 ถึงมากกว่า 6,000 ดอลลาร์ ครอบคลุมโมดูลประมวลผลสมรรถนะสูง ชิปแอนะล็อกและมิกซ์ซิกแนล ตลอดจนหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ขอบเครือข่าย หรือ edge storage 17
ความต้องการดังกล่าวมาจากภารกิจของ Physical AI หุ่นยนต์ต้องใช้หน่วยประมวลผลสำหรับการอนุมาน AI เซนเซอร์และระบบควบคุมเพื่อรับรู้และเคลื่อนไหว รวมถึงหน่วยความจำและการเชื่อมต่อเพื่อประสานการทำงานในสภาพแวดล้อมจริง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนชิ้นส่วนจะแตกต่างกันไปตามการออกแบบ ความสามารถ และรูปแบบการผลิต จึงควรมองตัวเลขนี้เป็นมูลค่าตลาดชิ้นส่วนที่มีโอกาสเข้าถึงได้ ไม่ใช่รายการชิ้นส่วนมาตรฐานที่ใช้กับหุ่นยนต์ทุกเครื่อง
วิทยานิพนธ์การลงทุนที่มีการรายงานยังชี้ถึงการเปลี่ยนจาก Programmable Logic Controller หรือ PLC ซึ่งผูกติดกับฮาร์ดแวร์ ไปสู่สถาปัตยกรรม PLC แบบซอฟต์แวร์ หรือ virtual PLC หากระบบควบคุมโรงงานพึ่งพาซอฟต์แวร์มากขึ้น มูลค่าอาจย้ายไปอยู่ที่การประสานงานที่ยืดหยุ่น โมเดล AI และการประมวลผลแบบทั่วไป แทนที่จะกระจุกอยู่กับระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบปิดของผู้ขายรายเดิม 17
สรุปข่าวสาธารณะยังไม่มีรายละเอียดที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับการระบุมูลค่าการเติบโตของตลาด virtual PLC หรือรายชื่อบริษัทเดิมที่ Goldman Sachs ระบุว่าจะได้รับผลกระทบอย่างแน่ชัด ข้อสรุปที่รองรับได้คือ ผู้ให้บริการระบบอัตโนมัติและระบบควบคุมโรงงานแบบดั้งเดิมอาจเผชิญแรงกดดัน หากลูกค้าให้ความสำคัญกับระบบที่ทำงานร่วมกันได้และกำหนดด้วยซอฟต์แวร์มากขึ้น
ผลสำรวจ “Executive Perspectives” ของ Goldman Sachs ที่มีการรายงานระบุว่า ผู้บริหารประมาณ 40% คาดว่าอย่างน้อย 10% ของกระบวนการทำงานจะถูกทำให้เป็นอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์อเนกประสงค์ภายใน 3-5 ปี 35
ผลสำรวจสะท้อนความสนใจจากภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าการติดตั้งจริงจะเกิดขึ้นตามกำหนดเวลา การยอมรับใช้งานจะขึ้นอยู่กับว่าหุ่นยนต์สามารถทำงานเฉพาะอย่างได้อย่างปลอดภัย สม่ำเสมอ และมีต้นทุนดีกว่าการใช้แรงงานมนุษย์หรือระบบอัตโนมัติทางเลือกหรือไม่
มุมมองใหม่ของ Goldman Sachs ควรถูกอ่านว่าเป็นการยกระดับกรณีทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่หลักฐานว่าหุ่นยนต์อเนกประสงค์พร้อมทำงานได้ในทุกสถานที่ทำงานแล้ว
ลำดับการใช้งานที่คาดไว้ค่อนข้างชัดเจน: เริ่มจากคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ตามด้วยการผลิตรถยนต์ ขณะที่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมอาจเป็นผู้ได้รับประโยชน์เพิ่มเติม หรือเป็นกลุ่มที่ต้องรับมือกับการแข่งขันรูปแบบใหม่
บททดสอบสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนต้นแบบที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ให้กลายเป็นเครื่องจักรที่ทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือและสร้างกำไรในโลกจริง ตราบใดที่อุตสาหกรรมยังแก้ข้อจำกัดด้านข้อมูล ความคล่องแคล่วในการหยิบจับ ความเสถียร และต้นทุนไม่ได้ การคาดการณ์ 6.5 ล้านเครื่องต่อปีในปี 2035 ก็ยังเป็นฉากทัศน์ที่ทะเยอทะยาน ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ยืนยันแล้ว 3
18
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Goldman Sachs ปรับประมาณการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็น 75,000 เครื่องในปี 2026, 890,000 เครื่องในปี 2030 และราว 6.5 ล้านเครื่องต่อปีในปี 2035 คิดเป็นตลาดประมาณ 138,000 ล้านดอลลาร์ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงประมาณการ ไม่ใช่...
Goldman Sachs ปรับประมาณการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็น 75,000 เครื่องในปี 2026, 890,000 เครื่องในปี 2030 และราว 6.5 ล้านเครื่องต่อปีในปี 2035 คิดเป็นตลาดประมาณ 138,000 ล้านดอลลาร์ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงประมาณการ ไม่ใช่... คลังสินค้าอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์คาดว่าจะเป็นกลุ่มเริ่มใช้งานในวงกว้าง โดยมี Amazon และ Walmart เป็นชื่อเด่น ก่อนที่ภาคการผลิตรถยนต์ เช่น Tesla, Hyundai, Toyota, Honda และ Mitsubishi Motors จะตามมา
ประมาณการที่ถูกรายงานระบุว่า ระบบอัตโนมัติอาจช่วย Amazon ประหยัดต้นทุนบริการสะสมราว 72,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ขณะที่หุ่นยนต์หนึ่งเครื่องอาจสร้างความต้องการเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 3,000 ถึงมากกว่า 6,000 ดอลลาร์