เวียดนามจะออกจากกลุ่มตลาด Frontier และเข้าสู่กลุ่ม Secondary Emerging ของ FTSE Russell ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2026 หุ้นเวียดนามกว่า 100 บริษัทได้รับเลือกเข้าสู่ดัชนี FTSE ในหลายกลุ่มมูลค่าตลาด โดยมี 27 บริษัทใน FTSE All Cap และ 6 บริษัทใน FTSE All World การเพิ่มน้ำหนักจะเกิดขึ้น 4 ระยะ โดยระยะแรกคิดเป็น 10% ของน้ำ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did FTSE Russell’s August 21, 2026 semi-annual review announce about Vietnam’s transition from frontier-market to secondary emerging-ma. Article summary: FTSE Russell confirmed that Vietnam will enter its secondary-emerging-market universe on September 21, 2026, ending its frontier-market classification. The move is significant for benchmark-tracking investors, but the pr. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ผลการทบทวนดัชนีรายครึ่งปีของ FTSE Russell เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026 ทำให้การเลื่อนชั้นตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market เป็น Secondary Emerging Market กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการลงทุนจริง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนป้ายสถานะเท่านั้น
การเลื่อนชั้นจะมีผลในวันที่ 21 กันยายน 2026 ขณะที่การเพิ่มตัวแทนหุ้นเวียดนามในดัชนีหุ้นโลกจะดำเนินแบบทยอยเป็น 4 ระยะ และเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายน 2027 12
FTSE Russell จะถอดเวียดนามออกจาก FTSE Frontier Index Series ในครั้งเดียวช่วงเดือนกันยายน 2026 ส่วนการนำหุ้นเวียดนามเข้าสู่ FTSE Global Equity Index Series หรือ GEIS และดัชนีที่เกี่ยวข้อง จะเริ่มในการทบทวนรายครึ่งปีเดือนกันยายน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 213
กำหนดการเพิ่มน้ำหนักแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้
ดังนั้น การปรับพอร์ตในเดือนกันยายน 2026 จะยังไม่สะท้อนเงินทุนทั้งหมดที่อาจไหลเข้าสู่ตลาดเวียดนามในอนาคต ประมาณการหนึ่งประเมินว่า กองทุนเชิงรับหรือกองทุนที่ติดตามดัชนีอาจนำเงินเข้าตลาดราว 1.33-1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นเพียง 10% ในระยะแรก และอีก 90% ทยอยกระจายใน 3 ระยะของปี 2027 5
ขณะเดียวกัน มีการประเมินจากตลาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดอาจสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงประมาณการ ไม่ใช่คำมั่นว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าจำนวนดังกล่าวอย่างแน่นอน 15
FTSE Russell เปิดเผยไฟล์การทบทวนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม และเปิดช่วงให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบหรือส่งข้อซักถามระหว่างวันที่ 24 สิงหาคมถึง 4 กันยายน ก่อนกำหนดเผยแพร่ไฟล์ฉบับสุดท้าย 1214
การทบทวนครั้งนี้เพิ่มบริษัทเวียดนาม มากกว่า 100 แห่ง เข้าสู่ดัชนีหุ้นโลกของ FTSE Russell ครอบคลุมหุ้นหลายขนาด ตั้งแต่ Large Cap, Mid Cap, Small Cap ไปจนถึง Micro Cap จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ 189
สำหรับดัชนีที่เป็นข่าวมากที่สุด มีรายงานว่าหุ้นเวียดนาม 27 บริษัท ได้รับเลือกเข้าสู่ตะกร้า FTSE All-Cap ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 6 แห่ง ได้เข้าสู่ดัชนี FTSE All-World
FTSE All-World ครอบคลุมหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลาง ส่วนดัชนี Global All Cap ที่กว้างกว่ายังรวมบริษัทขนาดเล็กด้วย 31025
บริษัท 6 แห่งที่เข้าสู่ FTSE All-World ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ เช่น Vietcombank, Vingroup และ Vinhomes รวมถึงหุ้นขนาดกลางอย่าง BIDV, Hoa Phat Group และ VPBank ตามข้อมูลจากการรายงานผลการทบทวน 12
การเพิ่มหุ้นเวียดนามเข้าสู่ดัชนีอาจสร้างแรงซื้อเชิงกลไกจากกองทุนเชิงรับที่ติดตามดัชนี FTSE ขณะเดียวกัน ผู้จัดการกองทุนเชิงรุกก็อาจกลับมาประเมินความน่าสนใจและความสามารถในการลงทุนในเวียดนามใหม่
อย่างไรก็ตาม ขนาดและจังหวะของเงินทุนจะขึ้นอยู่กับดัชนีที่กองทุนติดตาม นโยบายการลงทุน สัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายได้อย่างเสรี หรือ free float ตลอดจนราคาหุ้นในช่วงที่กองทุนปรับพอร์ต
ด้วยเหตุนี้ ตัวเลข 1.33-1.5 พันล้านดอลลาร์ หรือสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ จึงควรใช้เพื่อทำความเข้าใจ “ศักยภาพ” ของเหตุการณ์ มากกว่าจะมองเป็นเงินสดที่จะเข้าสู่ตลาดอย่างรับประกัน การทยอย 4 ระยะยังหมายความว่าแรงซื้อจะกระจายตั้งแต่เดือนกันยายน 2026 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2027 25
หากกระแสเงินทุนเกิดขึ้นจริง เงินดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดเวียดนาม ซึ่งมีรายงานอยู่ที่ประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และ 4.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 แต่การเลื่อนชั้นของดัชนีไม่ได้รับประกันว่าเงินไหลเข้าจะชดเชยแรงขายได้ทั้งหมด 1
Vingroup เป็นหนึ่งในหุ้นเวียดนามที่ได้รับความสนใจจากการเข้าสู่ดัชนีใหม่ โดยมีรายงานว่าราคาหุ้นปรับขึ้นราว 21% ในปี 2026 หลังจากพุ่งขึ้นมากกว่า 700% ในปี 2025
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนี VN Index ปรับตัวลดลงประมาณ 1% ในปี 2026 ณ เวลาที่มีการรายงาน 1
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การเพิ่มชื่อเข้าสู่ดัชนีไม่ใช่การเดิมพันแบบ “ซื้อทั้งตลาดแล้วได้ผลเหมือนกัน” หุ้นแต่ละบริษัทอาจเคลื่อนไหวแตกต่างกันอย่างมากก่อนและหลังวันที่มีผลจริง ขึ้นอยู่กับสภาพคล่อง สัดส่วน free float และน้ำหนักของหุ้นนั้นในแต่ละดัชนี
การจัดประเภทของ FTSE Russell เป็นการตัดสินใจที่แยกจากการพิจารณาของ MSCI ดังนั้น การที่เวียดนามผ่านเกณฑ์ของ FTSE จึงไม่ได้ทำให้ประเทศผ่านเกณฑ์ตลาดเกิดใหม่ของ MSCI โดยอัตโนมัติ
ประเด็นที่ยังถูกจับตา ได้แก่ สัดส่วนหุ้นที่นักลงทุนสามารถเข้าลงทุนได้จริง หรือ investable free float และ เพดานการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ หากนักลงทุนต่างชาติไม่สามารถซื้อหุ้นที่มีคุณสมบัติเข้าดัชนีได้มากเพียงพอ ความสามารถในการลงทุนจริงของหุ้นนั้น รวมถึงประโยชน์ต่อกองทุนติดตามดัชนีโลก ก็อาจถูกจำกัด 1
ดังนั้น วันที่ 21 กันยายนจึงเป็นหมุดหมายสำคัญของเวียดนาม แต่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเปิดตลาด ขั้นต่อไปคือการพิสูจน์ว่ากฎเกณฑ์และโครงสร้างพื้นฐานของตลาดสามารถรองรับการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติได้อย่างลึกและสม่ำเสมอเพียงใด
การทบทวนรายครึ่งปีครั้งเดียวกันยังมีผลอีกด้านในตลาดเกิดใหม่ของอียิปต์ โดย Telecom Egypt ได้เลื่อนจากกลุ่มบริษัทขนาดเล็ก หรือ Small Cap เป็นกลุ่มขนาดกลาง หรือ Mid Cap และเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets 35
บริษัทระบุว่ามีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการเลื่อนชั้นทำให้บริษัทเป็นหนึ่งในบริษัทอียิปต์เพียง 3 แห่งที่อยู่ในดัชนีดังกล่าว 3335
กรณีของ Telecom Egypt เป็นการเลื่อนระดับของบริษัทภายในดัชนี FTSE ขณะที่กรณีของเวียดนามคือการเปลี่ยนสถานะของตลาดทั้งประเทศจาก Frontier เป็น Secondary Emerging จึงเป็นคนละประเด็นกัน
สาระสำคัญจากการทบทวนของ FTSE Russell มีดังนี้
ความสำคัญของการทบทวนครั้งนี้จึงมีทั้งด้านภาพลักษณ์และกลไกการลงทุน: สถานะตลาดของเวียดนามจะเปลี่ยนในวันที่ 21 กันยายน แต่ผลกระทบต่อกระแสเงินทุนและราคาหุ้นจะค่อย ๆ คลี่คลายไปตามการเพิ่มน้ำหนักแต่ละระยะตลอดหนึ่งปีถัดไป
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เวียดนามจะออกจากกลุ่มตลาด Frontier และเข้าสู่กลุ่ม Secondary Emerging ของ FTSE Russell ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2026
เวียดนามจะออกจากกลุ่มตลาด Frontier และเข้าสู่กลุ่ม Secondary Emerging ของ FTSE Russell ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2026 หุ้นเวียดนามกว่า 100 บริษัทได้รับเลือกเข้าสู่ดัชนี FTSE ในหลายกลุ่มมูลค่าตลาด โดยมี 27 บริษัทใน FTSE All Cap และ 6 บริษัทใน FTSE All World
การเพิ่มน้ำหนักจะเกิดขึ้น 4 ระยะ โดยระยะแรกคิดเป็น 10% ของน้ำหนักสุดท้าย ก่อนทยอยเพิ่มในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน 2027