เซจิ อาดาจิ อดีตกรรมการคณะกรรมการนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาดว่า BOJ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.0% เป็น 1.25% ในการประชุมวันที่ 18 กันยายน และอาจปรับขึ้นอีกครั้งเร็วที่สุดในเดือนมกราคม ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักราว 80% ต่อการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว ณ วันที่ 24–25 สิงหาคม
3
4
5
การคาดการณ์ของตลาดคือหัวใจสำคัญของมุมมองอาดาจิ เพราะขณะนี้ BOJ อาจเผชิญความเสี่ยงจากการคงดอกเบี้ยมากกว่าความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยตามที่นักลงทุนคาดไว้แล้ว
เส้นทางดอกเบี้ยที่อาดาจิคาดไว้
อาดาจิคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนจะนำอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% และอาจมีการขึ้นอีกครั้งในเดือนมกราคม มุมมองนี้สอดคล้องกับการประเมินก่อนหน้านี้ของเขาที่ว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม และอาจขยับขึ้นสู่ระดับ 1.5–1.75% ในปีถัดไป
19
การขยับดังกล่าวจะเป็นการเดินหน้าสู่การทำให้นโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ แต่จังหวะเวลามีความสำคัญอย่างมาก หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ก็จะเป็นการยืนยันความคาดหวังของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังแรงหนุนเงินเยนจากการแทรกแซงค่าเงินเริ่มลดลง
ในทางกลับกัน หาก BOJ เลื่อนการขึ้นดอกเบี้ย ตลาดอาจต้องประเมินใหม่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นพร้อมรับมือกับเงินเยนอ่อนค่าและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากน้อยเพียงใด
เหตุผลที่อาดาจิบอกว่า BOJ “แทบจนมุม”
คำว่า “แทบจนมุม” ของอาดาจิสะท้อนปัญหาจากความคาดหวังของตลาด เมื่อผู้ค้ากำหนดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนไว้ราว 80% แล้ว การตัดสินใจคงดอกเบี้ยอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณผ่อนคลายเกินคาด ไม่ใช่เพียงการหยุดรอดูสถานการณ์ตามปกติ
3
4
อาดาจิมองว่าเซอร์ไพรส์ในทิศทางผ่อนคลายเช่นนี้อาจทำให้เกิดแรงขายเงินเยนรอบใหม่ เงินเยนอ่อนค่าลงเข้าใกล้ระดับ 159 เยนต่อดอลลาร์ แม้สหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะร่วมกันดำเนินมาตรการสกัดแรงเก็งกำไร ส่งผลให้ค่าเงินอยู่ใกล้ระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 160 เยนต่อดอลลาร์
3
17
18
27
ประเด็นจึงไม่ใช่ BOJ หมดทางเลือกเชิงนโยบายโดยสิ้นเชิง แต่เป็นเพราะการสื่อสารและสัญญาณก่อนหน้านี้ทำให้การคงดอกเบี้ยอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยที่มีคำอธิบายอย่างรอบคอบ
การแทรกแซงค่าเงินเพิ่มแรงกดดันให้ BOJ
การแทรกแซงตลาดเงินในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมช่วยพยุงเงินเยนได้ชั่วคราว แต่ตลาดไม่ได้มองว่าเป็นทางแก้ที่สมบูรณ์ Reuters รายงานว่าโอกาสโดยนัยของการขึ้นดอกเบี้ย BOJ ในเดือนกันยายนเพิ่มจาก 24% ในวันที่ 30 กรกฎาคม เป็น 76% ในวันที่ 13 สิงหาคม
17
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้ญี่ปุ่นสนับสนุนการแทรกแซงค่าเงินด้วย “นโยบายและปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะสม” ความเห็นนี้ถูกตีความว่าเป็นแรงกดดันให้ญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินที่ช่วยสนับสนุนค่าเงินเยนมากขึ้น
17
นอกจากนี้ มีรายงานว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในระยะใกล้ โดยมีเดือนกันยายนหรือตุลาคมเป็นช่วงเวลาที่เป็นไปได้
22 อย่างไรก็ตาม รายงานยังสะท้อนความตึงเครียดเชิงนโยบายระหว่างแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงเงินเยน กับความกังวลว่าการคุมเข้มเร็วเกินไปอาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ
18
23
คำถามใหญ่คือ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วแค่ไหน
การประชุมเดือนกันยายนจะเป็นบททดสอบทันทีว่า BOJ ตอบสนองต่อความคาดหวังของตลาดอย่างไร แต่นักลงทุนยังจับตาสัญญาณเกี่ยวกับจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตด้วย หากมีการขึ้นดอกเบี้ยทั้งในเดือนกันยายนและมกราคม ก็จะถือว่าเร็วกว่าเส้นทางการปรับนโยบายแบบระมัดระวังอย่างเคร่งครัด
ด้วยเหตุนี้ การกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่ BOJ จึงมีความสำคัญ รองผู้ว่าการริวโซะ ฮิมิโนมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในวันที่ 27 สิงหาคม ขณะที่กรรมการคนอื่น ๆ ก็เตรียมสื่อสารกับตลาดก่อนการประชุมเดือนกันยายน ความเห็นเหล่านี้อาจช่วยบ่งชี้ว่า BOJ กำลังเตรียมนักลงทุนให้รับมือกับการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือกำลังมุ่งสู่รอบการขึ้นดอกเบี้ยที่เข้มข้นกว่าเดิม
26
จุดยืนล่าสุดของอาดาจิมีน้ำเสียงแข็งกร้าวกว่าคำเตือนก่อนหน้านี้ของเขา ซึ่งระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยควรดำเนินไปใน “จังหวะที่ช้ามาก” และไม่ควรทำให้การฟื้นตัวของญี่ปุ่นอ่อนแอลงก่อนเวลาอันควร
13 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าเขามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยไม่มีความเสี่ยง แต่สะท้อนว่าเงินเยนอ่อนค่าและแรงกดดันด้านราคาที่ยืดเยื้อมีน้ำหนักมากขึ้นในการประเมินความเสี่ยงของเขา
อะไรอาจทำให้การคาดการณ์นี้คลาดเคลื่อน
มุมมองของอาดาจิยังเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่คำมั่นจาก BOJ ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังอาจเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ย หากเจ้าหน้าที่ประเมินว่าอุปสงค์ภายในประเทศ ค่าจ้าง หรือการฟื้นตัวโดยรวมยังเปราะบางเกินไป ก่อนหน้านี้ BOJ ก็เคยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป หากการดำเนินการดังกล่าวบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
2
13
สัญญาณระยะใกล้ที่ควรติดตามจึงได้แก่ การสื่อสารของ BOJ ข้อมูลเงินเฟ้อและการเติบโตที่กำลังทยอยออกมา รวมถึงปฏิกิริยาของเงินเยนต่อการเปลี่ยนแปลงความคาดหวัง การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอาจเป็นกรณีฐานของตลาด แต่ขนาดและจังหวะของการขึ้นครั้งต่อ ๆ ไปจะขึ้นอยู่กับว่าเงินเฟ้อมีความยั่งยืนเพียงใด โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวแรงขึ้น
สรุป
สารหลักจากอาดาจิคือ BOJ มีแนวโน้มจะทำตามความคาดหวังของตลาดในวันที่ 18 กันยายน มากกว่าจะสร้างความผิดหวัง เขามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนมกราคมเป็นไปได้ และเตือนว่าการอยู่นิ่งอาจทำให้เงินเยนอ่อนค่ารอบใหม่ ลดทอนผลของการแทรกแซงค่าเงิน และเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนนำเข้า
4
5
6
คำถามที่ใหญ่กว่าคือ การขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรับนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นดอกเบี้ยที่ถี่ขึ้น สุนทรพจน์ของฮิมิโนะและการสื่อสารจากเจ้าหน้าที่ BOJ คนอื่น ๆ ก่อนการประชุมจะเป็นเบาะแสสำคัญที่สุด
26