Google I/O 2026 เน้นแนวคิด “Agentic Gemini Era” ซึ่ง AI ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่สามารถวางแผน เหตุผล และลงมือทำงานข้ามแอปและบริการได้ [6][7] Google เปิดตัว Gemini Omni โมเดลมัลติโหมดที่สร้างผลลัพธ์ได้จากทุกประเภทอินพุต และ Gemini 3.5 Flash โมเดลที่เร็วและคุ้มค่ากว่าเดิมเพื่อรองรับระบบ agent [6][7] บริษัทยังประกาศ AI age...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Demis Hassabis say at Google I/O 2026 about humanity being in the “foothills of the singularity,” how does that relate to his updat. Article summary: Demis Hassabis framed Google I/O 2026 as the start of an “agentic Gemini era,” saying humanity is in the “foothills of the singularity,” but the provided evidence does not include his full quote, updated AGI timeline, or. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Title: Demis Hassabis – Biography, Net Worth, Career, Companies & Lifestyle [2026] Demis Hassabis stands as one of the most visionary minds in artificial intelligence, bridging neu" source context "Demis Hassabis – Biography, Net Worth, Career, Companies & Lifestyle [2026]" Reference image 2: visual subject "Titl
งาน Google I/O 2026 ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Google กำลังยกระดับ AI จาก “ฟีเจอร์” ให้กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานหลักของทั้งระบบนิเวศบริษัท ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ไปจนถึงฮาร์ดแวร์
ในคีย์โน้ตที่เมืองเมาน์เทนวิว ผู้บริหารอย่าง Sundar Pichai และ Demis Hassabis ซีอีโอของ Google DeepMind อธิบายช่วงเวลานี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “Agentic Gemini Era” — ยุคที่ระบบ AI ไม่ได้เพียงตอบคำสั่งของผู้ใช้ แต่สามารถวางแผน วิเคราะห์ และดำเนินการงานต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองภายใต้การควบคุมของผู้ใช้
หัวใจของงานปีนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์เดียว แต่เป็นการประกาศทิศทางใหม่ของ Google ที่วาง Gemini เป็นชั้นโครงสร้างหลัก (core layer) ของทุกบริการ
Google ใช้คำว่า agentic เพื่ออธิบาย AI รุ่นใหม่ที่สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนได้หลายขั้นตอน แทนที่จะเพียงสร้างข้อความหรือภาพจากคำสั่งเดียว
ในคีย์โน้ตเกือบสองชั่วโมง Googleสาธิตว่าแนวคิดนี้ครอบคลุมหลายระดับของแพลตฟอร์ม เช่น
ทั้งหมดสะท้อนกลยุทธ์ของ Google ที่ต้องการให้ Gemini ทำหน้าที่เหมือนระบบปฏิบัติการของ AI ในทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่แชตบอตอีกต่อไป
บางรายงานหลังงาน I/O กล่าวถึงคำพูดของ Demis Hassabis ที่ว่ามนุษยชาติอยู่ใน “foothills of the singularity” หรือช่วงเริ่มต้นก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ AI
อย่างไรก็ตาม ในเอกสารต้นทางของคีย์โน้ตที่มีอยู่ ไม่ได้มีข้อความเต็มหรือบริบทของประโยคนี้ จึงไม่สามารถยืนยันรายละเอียดได้โดยตรง
สิ่งที่มีหลักฐานจากเวทีอื่นในปีเดียวกันคือมุมมองโดยรวมของเขาเกี่ยวกับ AGI:
เขามองว่าระบบ AI กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือเฉพาะทาง ไปสู่ระบบที่สามารถ วางแผน ให้เหตุผล และเรียนรู้แบบทั่วไปมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด agentic ที่ Googleนำเสนอในงานนี้
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ Gemini Omni โมเดลใหม่ที่ออกแบบให้ทำงานข้ามสื่อหลายประเภท
Googleอธิบายว่าโมเดลนี้สามารถ สร้างผลลัพธ์ในรูปแบบใดก็ได้จากอินพุตชนิดใดก็ได้ โดยเริ่มจากการสร้างวิดีโอ และต่อไปจะรองรับภาพและข้อความด้วย
Gemini Omni รวมความสามารถด้านเหตุผลของ Gemini เข้ากับโมเดลสร้างสื่อ ทำให้ระบบเข้าใจสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ได้ลึกขึ้น
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางที่นักวิจัยเรียกว่า world‑model AI หรือโมเดลที่พยายามเข้าใจและจำลองโลกจริง ไม่ใช่แค่ทำนายคำถัดไปในข้อความ
อีกประกาศสำคัญคือ Gemini 3.5 Flash โมเดลที่เน้นความเร็วและต้นทุนต่ำสำหรับงานแบบเรียลไทม์
แทนที่จะเปิดตัวโมเดลที่ใหญ่ที่สุด Google กลับเน้นโมเดลที่ใช้งานได้จริงในระบบ agent โดยระบุว่าเวอร์ชันนี้ เร็วกว่าเดิมประมาณ 4 เท่า และเหมาะกับงานโค้ดดิ้งหรือเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ
แนวโน้มนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม AI ที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่ขนาดโมเดล แต่เน้น ประสิทธิภาพ ความเร็ว และต้นทุน เพื่อให้ใช้งานจริงได้ในระบบขนาดใหญ่
ธีม “agents” ปรากฏแทบทุกช่วงของงาน
Googleโชว์ตัวอย่างหลายแบบ เช่น
แนวคิดคือซอฟต์แวร์ที่สามารถทำงานข้ามบริการ เช่น ปฏิทิน อีเมล เอกสาร หรือเว็บ เพื่อจัดการงานแทนผู้ใช้
Google ยังประกาศการปรับโฉมครั้งใหญ่ของ Google Search
รายงานจากงานระบุว่านี่อาจเป็น การอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดของ Search โดยอินเทอร์เฟซจะเน้น AI ที่สามารถสร้างคำตอบ สรุปข้อมูล และช่วยทำงานบางอย่างได้โดยตรงในหน้าค้นหา
Search แบบใหม่นี้เชื่อมกับแนวคิด agentic commerce ซึ่ง AI สามารถช่วยดำเนินการต่าง ๆ เช่นค้นหา เปรียบเทียบ และทำธุรกรรมให้ผู้ใช้ได้
อีกส่วนสำคัญของงานคือ Gemini for Science เครื่องมือสำหรับนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์
ระบบนี้รวมความสามารถหลายอย่าง เช่น
Googleมองว่า AI สามารถช่วยเร่งการค้นพบใหม่ ๆ ในสาขาอย่างชีววิทยาและการแพทย์
นอกจากซอฟต์แวร์ Google ยังพูดถึงฮาร์ดแวร์ Android XR และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ
รายงานจากงานระบุว่าบริษัทกำลังร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Samsung และ XREAL เพื่อพัฒนาแว่น XR ที่ใช้แพลตฟอร์มของ Google
ยังมีการพูดถึง smart glasses ที่มีระบบเสียงในตัว ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทกำลังกลับมาลงทุนในคอมพิวเตอร์แบบสวมใส่อีกครั้ง
สาระสำคัญของ Google I/O 2026 ไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง แต่คือ การเปลี่ยนกลยุทธ์ของทั้งบริษัท
Googleกำลังสร้างระบบที่เชื่อมหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่
ทั้งหมดถูกวางอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวคือ Gemini ซึ่ง Googleหวังว่าจะเป็น “ชั้นปฏิบัติการของ AI” สำหรับโลกดิจิทัลในอนาคต
ในขณะที่นักวิจัยอย่าง Demis Hassabis มองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจนำไปสู่ Artificial General Intelligence (AGI) ภายในทศวรรษหน้า แม้ไทม์ไลน์ที่แน่นอนยังคงไม่แน่นอนก็ตาม
กล่าวอีกแบบหนึ่ง งาน Google I/O ปีนี้ไม่ได้แค่เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ แต่กำลังบอกว่า ยุคของ AI ที่ลงมือทำงานแทนมนุษย์กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว.
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Google I/O 2026 เน้นแนวคิด “Agentic Gemini Era” ซึ่ง AI ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่สามารถวางแผน เหตุผล และลงมือทำงานข้ามแอปและบริการได้ [6][7]
Google I/O 2026 เน้นแนวคิด “Agentic Gemini Era” ซึ่ง AI ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่สามารถวางแผน เหตุผล และลงมือทำงานข้ามแอปและบริการได้ [6][7] Google เปิดตัว Gemini Omni โมเดลมัลติโหมดที่สร้างผลลัพธ์ได้จากทุกประเภทอินพุต และ Gemini 3.5 Flash โมเดลที่เร็วและคุ้มค่ากว่าเดิมเพื่อรองรับระบบ agent [6][7]
บริษัทยังประกาศ AI agents ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ การปรับโฉม Google Search ด้วย AI เครื่องมือ Gemini for Science และอุปกรณ์ Android XR เช่นแว่นตาอัจฉริยะ [1][5][9]