แต่เมื่อเรามองไปยังข้อมูลอีกด้าน ภาพที่ได้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
หากสถาบันกำลังซื้อจริง แล้วทำไม Bitcoin ETF ถึงมีเม็ดเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง?
ตัวเลขมันน่าตกใจจริงๆ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2025 ถึงมกราคม 2026 มีเงินทุนสุทธิไหลออกจาก Bitcoin ETF ประมาณ $6.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เดือนเดียว มีเงินไหลออกทำลายสถิติถึง $3.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อมองผิวเผิน นี่ดูเหมือนสัญญาณไฟแดงสำหรับการลงทุนของสถาบัน
แต่กุญแจสำคัญในการไขปริศนานี้อยู่ที่ "สัดส่วน" ของเงินที่ไหลออก เมื่อเทียบกับเงินที่ไหลเข้า Bitwise Chief Investment Officer ให้ข้อมูลว่า จากเงินทุนไหลเข้าสุทธิราว $60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ ETF ได้รับการอนุมัติในเดือนมกราคม 2024 จนถึงจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 หลังจากราคาร่วงลง 50% กลับมีเงินไหลออกจาก ETF ไม่ถึง $10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่า กว่า 80% ของเงินทุนสถาบันที่เข้ามาผ่านช่องทาง ETF ยังคงตรึงอยู่ในตลาด ไม่ได้วิ่งหนีออกไปไหน
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนตลาดมากที่สุด คือ การเทขายหุ้น IBIT ของ BlackRock แบบบล็อกเทรดผ่าน Dark Pool มูลค่ากว่า 1.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 โดยมีนักลงทุนนิรนามเทขายหุ้น IBIT จำนวน 29.2 ล้านหุ้น ที่ราคา $43.16 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น ในการทำธุรกรรมนอกตลาด (off-exchange) เพียงครั้งเดียว ซึ่ง Galaxy Research ประเมินว่าธุรกรรมนี้เทียบเท่ากับ Bitcoin ราว 16,400 BTC
และเป็นธุรกรรม dark pool สำหรับ Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
พาดหัวข่าวอาจตีความว่านี่คือการถอนตัวครั้งใหญ่ของ "ปลาวาฬ" แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ตลาด "ดูดซับ" แรงเทขายได้ดี" ตามคำกล่าวของ Eric Balchunas นักวิเคราะห์อาวุโสของ Bloomberg ราคา Bitcoin ไม่ได้ร่วงลงอย่างรุนแรงหลังธุรกรรมนี้ เสถียรภาพของราคาชี้ให้เห็นว่า มีผู้ซื้อรายใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของการเทรดนี้ด้วย
ในวันเดียวกันนั้น Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มียอดเงินไหลออกสุทธิราว 333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่าหุ้น IBIT ส่วนใหญ่ที่ถูกขายออกไป ถูกดูดซับโดยผู้ซื้อรายอื่นๆ ในตลาด ไม่ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ของการไถ่ถอนหน่วยลงทุนแต่อย่างใด
แรงสั่นสะเทือนรุนแรงอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2026 เมื่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดถึงสองเท่า ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และเกิดการชำระบัญชีตำแหน่งของนักเทรดคริปโตที่ใช้เลเวอเรจสูงถึง $1.7 - $1.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 24 ชั่วโมง ราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า $60,000 ดอลลาร์สหรัฐ
D'Agostino มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียง การตอบสนองของตลาดต่อ "ปัจจัยมหภาค" (Macro event) ของการเปลี่ยนแปลงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยและแรงเทขายบังคับ (Forced Liquidation) ของกลุ่มนักเทรดที่ใช้เลเวอเรจสูง ไม่ใช่การสูญเสียศรัทธาของนักลงทุนระยะยาวใน Bitcoin รูปแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเดือนกันยายน 2025 ก็มีเหตุการณ์คล้ายกัน ที่เทรดเดอร์รายย่อยคือกลุ่มที่แบกรับความเสียหายหนักที่สุด ขณะที่กลยุทธ์ "ซื้อตอนราคาย่อ" ของสถาบันก็ยังคงดำเนินต่อไป
ข้อมูลที่มีในกลางปี 2026 ไม่ได้สนับสนุนเรื่องเล่าง่ายๆ แบบ "สถาบันกำลังหนี" หรือ "สถาบันกำลังซื้อทุกราย" อย่างที่เราได้เห็น มันเป็นการ แยกขั้ว (Bifurcation) ในตลาด
สิ่งที่ D'Agostino และทีมงานของ Coinbase Institutional พยายามชี้ให้เห็นก็คือ พาดหัวข่าวส่วนใหญ่มักจะจับจ้องไปที่ภาพของ "ผู้ขาย" แต่กลับมองไม่เห็นภาพของ "ผู้ซื้อ" ที่รออยู่อีกฟากฝั่งของการซื้อขาย ท่ามกลางบรรยากาศของความกลัว ตลาด Bitcoin อาจไม่ได้กำลังล่มสลาย แต่มันกำลัง "เปลี่ยนมือ" ครั้งใหญ่ จากนักลงทุนที่มีกรอบเวลาสั้น ไปสู่สถาบันที่มองการณ์ไกล