สถานีน้ำแข็งทั้ง 12 จุดของ “เสวี่ยหลง” ตั้งอยู่เหนือเส้นละติจูด 82° เหนือ นักวิจัยเลือกพื้นที่ที่มีน้ำแข็งทะเลหนากว่า เพราะอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนผิวน้ำแข็งจำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องให้นานขึ้นในช่วงที่น้ำแข็งละลายตามฤดูกาล พื้นน้ำแข็งที่หนากว่าจึงเหมาะกับการวางเครื่องมือไร้คนดูแล แม้จะทำให้การทำงานภาคสนามยากและท้าทายมากขึ้น
สภาพน้ำแข็งที่ค่อนข้างหนาแน่นในพื้นที่ปฏิบัติงานยังเป็นเหตุผลที่ทีมต้องปรับกำหนดการให้เริ่มตั้งสถานีในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
คณะสำรวจติดตั้งเครื่องมือบนผืนน้ำแข็งมากกว่า 30 ชุด ประกอบด้วยทุ่นวัดสมดุลมวลน้ำแข็งทะเล ทุ่นสำรวจแนวดิ่งในน้ำตื้นและน้ำลึกจากผืนน้ำแข็ง รวมถึงทุ่นติดตามการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งทะเล
การสำรวจครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญหลายด้านของระบบอาร์กติก ได้แก่
เมื่อรวมกันแล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นทั้งการสังเกตการณ์ระยะยาว ณ จุดจริง และข้อมูลสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองที่ใช้ศึกษาระบบ “บรรยากาศ–น้ำแข็ง–มหาสมุทร” ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอาร์กติก เครือข่ายหลายจุดยังให้ภาพเชิงพื้นที่กว้างกว่าการสำรวจด้วยเรือลำเดียวแบบทั่วไป ซึ่งมักจัดตั้งสถานีน้ำแข็งได้ราว 6 จุด
ประโยชน์สำคัญคือการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างพื้นที่ นักวิจัยจะตรวจสอบได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศสัมพันธ์กับความหนาของน้ำแข็ง สภาพมหาสมุทร หรือกิจกรรมทางชีวภาพในจุดต่าง ๆ อย่างไร ข้อมูลลักษณะนี้จะช่วยอธิบายกลไกเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอาร์กติก และเพิ่มข้อมูลสำหรับการพยากรณ์ภูมิอากาศ
เรือตัดน้ำแข็งวิจัย “เสวี่ยหลง 2” มีแผนสำรวจต่อใกล้ละติจูด 84° เหนือ โดยจัดตั้งสถานีน้ำแข็งระยะสั้น 6 จุดและสถานีน้ำแข็งระยะยาว 1 จุด แผนงานประกอบด้วยภารกิจมากกว่า 20 รายการ เช่น การติดตั้งทุ่นบนผืนน้ำแข็ง การเก็บตัวอย่างหิมะ แกนน้ำแข็ง และน้ำใต้ผืนน้ำแข็ง การสำรวจน้ำแข็งทะเลด้วยการรับรู้ระยะไกล การทำโปรไฟล์บรรยากาศ และการวัดสภาพมหาสมุทรใต้ผืนน้ำแข็ง
ตำแหน่งของสถานีจากเรือทั้งสองลำถูกวางแผนให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายสังเกตการณ์เดียวกัน การประสานงานนี้จะช่วยเพิ่มขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของข้อมูล และเปิดทางให้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศ น้ำแข็งทะเล มหาสมุทร และระบบนิเวศในอาร์กติกตอนกลางได้ละเอียดขึ้น
นอกจากติดตั้งเครื่องมือแล้ว คณะสำรวจยังเก็บตัวอย่างน้ำแข็งทะเลขนาดใหญ่เพื่อทดสอบคุณสมบัติทางกล โดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ใช้สว่านเจาะแกนน้ำแข็งและเลื่อยยนต์ตัดก้อนน้ำแข็งที่หนา 1.3 เมตร มีขนาดกว้างและยาวด้านละ 1.2 เมตร
นักวิทยาศาสตร์จะนำตัวอย่างนี้ไปวัดคุณสมบัติทางกลภายใต้สภาพแวดล้อมแบบอาร์กติก ผลการทดสอบจะช่วยเพิ่มคลังตัวอย่างน้ำแข็งทะเลของภารกิจ และให้ข้อมูลเชิงทดลองที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบโครงสร้างเรือขั้วโลกรุ่นใหม่
ภารกิจนี้ยังได้สร้างเครือข่ายตรวจวัดอาร์กติกแบบไร้คนประจำสถานี พร้อมทดสอบและนำระบบสังเกตการณ์ทางทะเลที่พัฒนาในจีนไปใช้งาน อุปกรณ์ที่ติดตั้งมากที่สุด ได้แก่ ทุ่นสำรวจแนวดิ่งในน้ำตื้นและน้ำลึกจากผืนน้ำแข็ง รวมถึงทุ่นติดตามการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งทะเล โดยมีสัดส่วนอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศเฉลี่ยมากกว่า 90%
การมีอุปกรณ์ภายในประเทศและเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน ทำให้ทีมสามารถติดตั้งทุ่นเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่และเชื่อมต่อเป็นระบบตรวจวัดอัตโนมัติ แทนที่จะพึ่งพาเฉพาะข้อมูลที่เก็บในช่วงที่นักวิจัยยังอยู่บนผืนน้ำแข็ง ผลลัพธ์คือการขยับจากการสำรวจแบบเป็นครั้งคราว ไปสู่การสังเกตการณ์หลายจุดที่ทำซ้ำได้และดำเนินต่อไปหลังเรือออกจากพื้นที่แล้ว
หนึ่งในอุปกรณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือ “สถานีน้ำแข็งไร้คนขับด้านนิเวศวิทยา” ซึ่งได้รับการระบุว่าเป็นการสาธิตการใช้งานครั้งแรกของระบบนี้ในอาร์กติก ระบบดังกล่าวผสานเซนเซอร์เสียง แสง และไฟฟ้า เพื่อสังเกตบรรยากาศ น้ำแข็ง มหาสมุทร และระบบนิเวศได้เป็นเวลานานขึ้น
เป้าหมายคือการติดตามกิจกรรมทางชีวภาพใต้ผืนน้ำแข็งผ่านการเปลี่ยนแปลงของแสงตามฤดูกาล การตรวจวัดอย่างต่อเนื่องอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาว่าสิ่งมีชีวิตใต้ผืนน้ำแข็งดำรงอยู่ได้อย่างไรในช่วงกลางคืนขั้วโลก และตอบสนองอย่างไรเมื่อกลางวันขั้วโลกกลับมา
การสำรวจในช่วงฤดูร้อนเพียงอย่างเดียวอาจพลาดกระบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงอื่นของปี สถานีไร้คนขับจึงช่วยเชื่อมข้อมูลระหว่างสภาพแสง น้ำแข็ง และมหาสมุทรที่เปลี่ยนไป ทำให้นักวิจัยมองเห็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นว่า ระบบนิเวศใต้ผืนน้ำแข็งปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมอย่างไร
สถานีน้ำแข็ง 12 จุดของ “เสวี่ยหลง” สะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านยุทธศาสตร์การสังเกตการณ์พอ ๆ กับการสร้างสถิติใหม่ด้านจำนวนสถานี หากรวมกับสถานีอีก 7 จุดที่ “เสวี่ยหลง 2” วางแผนเพิ่ม เครือข่ายดังกล่าวจะเป็นฐานข้อมูลที่กว้างขึ้นสำหรับเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมในอาร์กติกตอนกลาง
ข้อมูลจากภารกิจนี้อาจไม่สามารถตอบทุกคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอาร์กติกได้ด้วยตัวเอง แต่คุณค่าหลักอยู่ที่การนำหลักฐานหลายประเภทมาประกอบกัน ทั้งตัวอย่างน้ำแข็ง ทุ่นลอย ข้อมูลโปรไฟล์บรรยากาศ การสังเกตการณ์มหาสมุทร และเซนเซอร์ระบบนิเวศในหลายพื้นที่และช่วงเวลา
การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักวิจัยทดสอบแบบจำลองกับสภาพจริง ระบุปฏิสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศ น้ำแข็ง มหาสมุทร และสิ่งมีชีวิต และยกระดับความเข้าใจต่ออาร์กติกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สถานีน้ำแข็งทั้ง 12 จุดของ “เสวี่ยหลง” ตั้งอยู่เหนือเส้นละติจูด 82° เหนือ นักวิจัยเลือกพื้นที่ที่มีน้ำแข็งทะเลหนากว่า เพราะอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนผิวน้ำแข็งจำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องให้นานขึ้นในช่วงที่น้ำแข็งละลายตามฤดูกาล พื้นน้ำแข็งที่หนากว่าจึงเหมาะกับการวางเครื่องมือไร้คนดูแล แม้จะทำให้การทำงานภาคสนามยากและท้าทายมากขึ้น
สภาพน้ำแข็งที่ค่อนข้างหนาแน่นในพื้นที่ปฏิบัติงานยังเป็นเหตุผลที่ทีมต้องปรับกำหนดการให้เริ่มตั้งสถานีในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
คณะสำรวจติดตั้งเครื่องมือบนผืนน้ำแข็งมากกว่า 30 ชุด ประกอบด้วยทุ่นวัดสมดุลมวลน้ำแข็งทะเล ทุ่นสำรวจแนวดิ่งในน้ำตื้นและน้ำลึกจากผืนน้ำแข็ง รวมถึงทุ่นติดตามการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งทะเล
การสำรวจครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญหลายด้านของระบบอาร์กติก ได้แก่
เมื่อรวมกันแล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นทั้งการสังเกตการณ์ระยะยาว ณ จุดจริง และข้อมูลสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองที่ใช้ศึกษาระบบ “บรรยากาศ–น้ำแข็ง–มหาสมุทร” ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอาร์กติก เครือข่ายหลายจุดยังให้ภาพเชิงพื้นที่กว้างกว่าการสำรวจด้วยเรือลำเดียวแบบทั่วไป ซึ่งมักจัดตั้งสถานีน้ำแข็งได้ราว 6 จุด
ประโยชน์สำคัญคือการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างพื้นที่ นักวิจัยจะตรวจสอบได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศสัมพันธ์กับความหนาของน้ำแข็ง สภาพมหาสมุทร หรือกิจกรรมทางชีวภาพในจุดต่าง ๆ อย่างไร ข้อมูลลักษณะนี้จะช่วยอธิบายกลไกเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอาร์กติก และเพิ่มข้อมูลสำหรับการพยากรณ์ภูมิอากาศ
เรือตัดน้ำแข็งวิจัย “เสวี่ยหลง 2” มีแผนสำรวจต่อใกล้ละติจูด 84° เหนือ โดยจัดตั้งสถานีน้ำแข็งระยะสั้น 6 จุดและสถานีน้ำแข็งระยะยาว 1 จุด แผนงานประกอบด้วยภารกิจมากกว่า 20 รายการ เช่น การติดตั้งทุ่นบนผืนน้ำแข็ง การเก็บตัวอย่างหิมะ แกนน้ำแข็ง และน้ำใต้ผืนน้ำแข็ง การสำรวจน้ำแข็งทะเลด้วยการรับรู้ระยะไกล การทำโปรไฟล์บรรยากาศ และการวัดสภาพมหาสมุทรใต้ผืนน้ำแข็ง
ตำแหน่งของสถานีจากเรือทั้งสองลำถูกวางแผนให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายสังเกตการณ์เดียวกัน การประสานงานนี้จะช่วยเพิ่มขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของข้อมูล และเปิดทางให้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศ น้ำแข็งทะเล มหาสมุทร และระบบนิเวศในอาร์กติกตอนกลางได้ละเอียดขึ้น
นอกจากติดตั้งเครื่องมือแล้ว คณะสำรวจยังเก็บตัวอย่างน้ำแข็งทะเลขนาดใหญ่เพื่อทดสอบคุณสมบัติทางกล โดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ใช้สว่านเจาะแกนน้ำแข็งและเลื่อยยนต์ตัดก้อนน้ำแข็งที่หนา 1.3 เมตร มีขนาดกว้างและยาวด้านละ 1.2 เมตร
นักวิทยาศาสตร์จะนำตัวอย่างนี้ไปวัดคุณสมบัติทางกลภายใต้สภาพแวดล้อมแบบอาร์กติก ผลการทดสอบจะช่วยเพิ่มคลังตัวอย่างน้ำแข็งทะเลของภารกิจ และให้ข้อมูลเชิงทดลองที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบโครงสร้างเรือขั้วโลกรุ่นใหม่
ภารกิจนี้ยังได้สร้างเครือข่ายตรวจวัดอาร์กติกแบบไร้คนประจำสถานี พร้อมทดสอบและนำระบบสังเกตการณ์ทางทะเลที่พัฒนาในจีนไปใช้งาน อุปกรณ์ที่ติดตั้งมากที่สุด ได้แก่ ทุ่นสำรวจแนวดิ่งในน้ำตื้นและน้ำลึกจากผืนน้ำแข็ง รวมถึงทุ่นติดตามการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งทะเล โดยมีสัดส่วนอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศเฉลี่ยมากกว่า 90%
การมีอุปกรณ์ภายในประเทศและเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน ทำให้ทีมสามารถติดตั้งทุ่นเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่และเชื่อมต่อเป็นระบบตรวจวัดอัตโนมัติ แทนที่จะพึ่งพาเฉพาะข้อมูลที่เก็บในช่วงที่นักวิจัยยังอยู่บนผืนน้ำแข็ง ผลลัพธ์คือการขยับจากการสำรวจแบบเป็นครั้งคราว ไปสู่การสังเกตการณ์หลายจุดที่ทำซ้ำได้และดำเนินต่อไปหลังเรือออกจากพื้นที่แล้ว
หนึ่งในอุปกรณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือ “สถานีน้ำแข็งไร้คนขับด้านนิเวศวิทยา” ซึ่งได้รับการระบุว่าเป็นการสาธิตการใช้งานครั้งแรกของระบบนี้ในอาร์กติก ระบบดังกล่าวผสานเซนเซอร์เสียง แสง และไฟฟ้า เพื่อสังเกตบรรยากาศ น้ำแข็ง มหาสมุทร และระบบนิเวศได้เป็นเวลานานขึ้น
เป้าหมายคือการติดตามกิจกรรมทางชีวภาพใต้ผืนน้ำแข็งผ่านการเปลี่ยนแปลงของแสงตามฤดูกาล การตรวจวัดอย่างต่อเนื่องอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาว่าสิ่งมีชีวิตใต้ผืนน้ำแข็งดำรงอยู่ได้อย่างไรในช่วงกลางคืนขั้วโลก และตอบสนองอย่างไรเมื่อกลางวันขั้วโลกกลับมา
การสำรวจในช่วงฤดูร้อนเพียงอย่างเดียวอาจพลาดกระบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงอื่นของปี สถานีไร้คนขับจึงช่วยเชื่อมข้อมูลระหว่างสภาพแสง น้ำแข็ง และมหาสมุทรที่เปลี่ยนไป ทำให้นักวิจัยมองเห็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นว่า ระบบนิเวศใต้ผืนน้ำแข็งปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมอย่างไร
สถานีน้ำแข็ง 12 จุดของ “เสวี่ยหลง” สะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านยุทธศาสตร์การสังเกตการณ์พอ ๆ กับการสร้างสถิติใหม่ด้านจำนวนสถานี หากรวมกับสถานีอีก 7 จุดที่ “เสวี่ยหลง 2” วางแผนเพิ่ม เครือข่ายดังกล่าวจะเป็นฐานข้อมูลที่กว้างขึ้นสำหรับเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมในอาร์กติกตอนกลาง
ข้อมูลจากภารกิจนี้อาจไม่สามารถตอบทุกคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอาร์กติกได้ด้วยตัวเอง แต่คุณค่าหลักอยู่ที่การนำหลักฐานหลายประเภทมาประกอบกัน ทั้งตัวอย่างน้ำแข็ง ทุ่นลอย ข้อมูลโปรไฟล์บรรยากาศ การสังเกตการณ์มหาสมุทร และเซนเซอร์ระบบนิเวศในหลายพื้นที่และช่วงเวลา
การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักวิจัยทดสอบแบบจำลองกับสภาพจริง ระบุปฏิสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศ น้ำแข็ง มหาสมุทร และสิ่งมีชีวิต และยกระดับความเข้าใจต่ออาร์กติกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว