ความแตกต่างอยู่ที่คำว่า “เอเจนต์” ผู้ช่วย AI ทั่วไปมักสร้างคำตอบให้มนุษย์ตรวจสอบก่อน แต่ระบบแบบเอเจนต์สามารถเรียกใช้เครื่องมือ สังเกตผลลัพธ์ และตัดสินใจเลือกขั้นตอนถัดไปได้ หากระบบดังกล่าวเชื่อมต่อกับเชลล์ คลังโค้ด บริการคลาวด์ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกยึดครอง โมเดลก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรปฏิบัติการโดยตรง
กรณีอาชญากรรมที่โดดเด่นที่สุดในรายงานเกี่ยวข้องกับผู้โจมตีรายเดียว ซึ่งมีรายงานว่าเจาะหน่วยงานรัฐบาลเม็กซิโก 9 แห่ง ระหว่างปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 และทำให้ข้อมูลประชาชนราว 400 ล้านรายการ ถูกเปิดเผย ผู้โจมตีใช้ Claude Code ของ Anthropic และ GPT-4.1 ของ OpenAI เป็นเครื่องมือปฏิบัติการ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยวางแผน
มีการรายงานว่าเครื่องมือทั้งสองรับผิดชอบคนละส่วน ได้แก่
แหล่งข้อมูลรองบางแห่งระบุรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น มีคำสั่งจากมนุษย์ 1,088 ครั้ง การโจมตี 34 เซสชัน และ Claude Code เป็นผู้รันคำสั่งระยะไกลประมาณ 75% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ควรถือเป็นรายละเอียดจากรายงานเหตุการณ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลที่มีการเปิดเผยและตรวจสอบอย่างเป็นอิสระทั้งหมด เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่าเหตุการณ์มาจากงานวิจัยด้านความปลอดภัยที่ Check Point นำมาอ้างอิง แต่ยังไม่มีบันทึกเหตุการณ์ฉบับสมบูรณ์เผยแพร่ต่อสาธารณะ
บทเรียนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่โมเดลใดโมเดลหนึ่ง แต่อยู่ที่การนำเครื่องมือเหล่านี้มาประสานงานกัน มนุษย์ไม่จำเป็นต้องลงมือสำรวจ เจาะระบบ และประมวลผลข้อมูลทุกขั้นตอนด้วยตัวเองอีกต่อไป เพราะระบบสามารถทำงานเป็นวงจรป้อนกลับ: ลงมือ ตรวจสอบผล และดำเนินการต่อ
Check Point ยังอธิบายแคมเปญจารกรรมที่เชื่อมโยงกับจีน ซึ่งมุ่งเป้าไปยังองค์กรประมาณ 30 แห่ง และมีรายงานว่า AI ทำงานเชิงยุทธวิธีราว 80–90% ของปฏิบัติการ
ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่บัญชีคำสั่งแบบละเอียดครบทุกขั้นตอน แต่กรณีนี้สะท้อนว่าเอเจนต์ด้านการเขียนโค้ดอาจช่วยแคมเปญที่ต้องปรับวิธีการซ้ำ ๆ กับเป้าหมายหลายแห่งได้ ผู้ปฏิบัติการยังคงควบคุมการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ AI รับภาระงานลงมือทำจำนวนมาก
รายงานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องชี้ไปที่แนวทางหลักสองแบบ
วิธีพื้นฐานคือพยายามโน้มน้าวโมเดลเชิงพาณิชย์ให้ละเมิดกฎความปลอดภัย แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าสำหรับฝ่ายป้องกันคือการโจมตีสภาพแวดล้อมรอบตัวโมเดล เอเจนต์อาจทำตามคำสั่งที่ซ่อนอยู่ในไฟล์ คลังโค้ด หรือเนื้อหาอื่นที่ได้รับมอบหมายให้ประมวลผล
หนึ่งในเทคนิคที่ถูกรายงานเกี่ยวข้องกับไฟล์การตั้งค่าที่ระบบให้ความไว้วางใจ เช่น CLAUDE.md หากเอเจนต์โหลดคำสั่งเหล่านี้โดยอัตโนมัติในแต่ละเซสชัน ผู้โจมตีอาจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในอนาคตได้ โดยไม่ต้องพยายามหลอกโมเดลซ้ำผ่านการสนทนา
Indirect prompt injection คือการฝังคำสั่งอันตรายไว้ในเนื้อหาที่ระบบ AI ต้องอ่าน เช่น เอกสาร เว็บไซต์ โค้ด หรือผลลัพธ์จากเครื่องมือ หากระบบมองเนื้อหานั้นเป็น “คำสั่ง” แทนที่จะเป็นข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ ผู้โจมตีก็อาจเปลี่ยนทิศทางการทำงานของเอเจนต์ได้
รายงานที่เกี่ยวข้องกับ Check Point ระบุว่า การตรวจพบเพย์โหลด prompt injection ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2026 ตัวเลขนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเพย์โหลดที่ตรวจพบ แต่ยังไม่ได้ยืนยันว่าเพย์โหลดทุกชิ้นประสบความสำเร็จหรือทำให้เกิดการเจาะระบบ
ความเสี่ยงใหม่เกิดจากหลายความสามารถที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่
Check Point ระบุว่า AI ถูกนำไปใช้ตั้งแต่การสำรวจเป้าหมาย วิศวกรรมสังคม การพัฒนามัลแวร์ ไปจนถึงกิจกรรมหลังการเจาะระบบ ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากความสามารถใดความสามารถหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการนำทั้งหมดมาต่อกันเป็นห่วงโซ่การโจมตีที่มีจุดส่งต่องานจากมนุษย์น้อยลง
องค์กรไม่จำเป็นต้องถูกเอเจนต์ AI โจมตีโดยตรงจึงจะเกิดความเสียหายจาก AI ได้ พนักงานอาจนำรหัสผ่าน โค้ดต้นฉบับ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลธุรกิจที่อยู่ภายใต้ข้อกำกับดูแลไปใส่ในบริการ GenAI ภายนอก เพื่อขอความช่วยเหลือในการทำงาน
ข้อมูลประจำปีของ Check Point ระบุว่า สัดส่วนพรอมต์ความเสี่ยงสูง ซึ่งหมายถึงพรอมต์ที่มีข้อมูลบริษัท ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพิ่มจาก 2% เป็น 4% ในช่วงเวลาที่รายงาน หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากประมาณ 1 ใน 50 ครั้ง เป็น 1 ใน 25 ครั้ง
ความเสี่ยงดังกล่าวยังพบในองค์กรจำนวนมาก โดยรายงานที่เกี่ยวข้องกับ Check Point ระบุว่า องค์กรระหว่าง 87–93% พบการโต้ตอบกับ GenAI ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและวิธีการวัด
ตัวเลขการใช้งานต้องอ่านควบคู่กับบริบทด้วย รายงานประจำปีฉบับหนึ่งระบุว่าองค์กรหนึ่งแห่งใช้แอปพลิเคชัน AI เฉลี่ย 10 แอปต่อเดือน ขณะที่อัปเดตเดือนกรกฎาคมฉบับหลังระบุ 8 เครื่องมือ และพรอมต์ความเสี่ยงสูง 1 ครั้งในทุก 36 ครั้ง ตัวเลขเหล่านี้มาจากคนละช่วงเวลา จึงไม่ควรนำมาต่อเป็นแนวโน้มเดียวกันโดยไม่มีรายละเอียดวิธีวิจัยประกอบ
ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันการเพิ่มขึ้นของจำนวนแอป AI พรอมต์ทั้งหมด และพรอมต์ความเสี่ยงสูงแบบแยกภูมิภาคตามที่มีการตั้งคำถาม แม้จะแสดงให้เห็นว่าระดับการใช้งานและความเสี่ยงแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ส่วนตัวเลขการโจมตีไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนในยุโรป และ 9% ในอเมริกาเหนือนั้น เป็นตัวชี้วัดปริมาณการโจมตี ไม่ใช่สถิติพรอมต์ GenAI
กฎระเบียบช่วยกำหนดความรับผิดชอบและมาตรฐานขั้นต่ำได้ แต่ไม่สามารถป้องกันพนักงานจากการส่งข้อมูลสำคัญไปยังบริการที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ และไม่สามารถตรวจจับเอเจนต์ที่รันคำสั่งผิดปกติเป็นชุด ๆ ได้เสมอไป การโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์อาจเกิดขึ้นเร็วกว่ารอบการออกนโยบายและกระบวนการตรวจสอบแบบเดิม
Check Point จึงเสนอให้ใช้การป้องกันหลายชั้นร่วมกัน ได้แก่
รายงานของ Check Point ในเดือนกรกฎาคมชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงว่า AI อยู่ตรงจุดใดของห่วงโซ่การโจมตี จากเดิมที่อยู่ในขั้นเตรียมการ กำลังขยับเข้าสู่ขั้นลงมือและตัดสินใจ กรณีเม็กซิโกสะท้อนศักยภาพด้านขนาดของการโจมตี แคมเปญที่เชื่อมโยงกับจีนสะท้อนระดับการมอบหมายงาน และข้อมูลการใช้พรอมต์ในองค์กรชี้ว่าเทคโนโลยีเดียวกันกำลังสร้างความเสี่ยงจากการใช้งานปกติในชีวิตประจำวัน
แนวทางที่รัดกุมจึงไม่ใช่การหวังว่า AI จะยังเป็นเพียงผู้ช่วยแบบตั้งรับ หรือพึ่งข้อความในนโยบายการปฏิบัติตามกฎเท่านั้น องค์กรควรรู้ว่าใช้ระบบ AI ใดอยู่ กำหนดขอบเขตข้อมูลและสิทธิ์ที่ระบบเข้าถึงได้ ทดสอบโดยถือว่าอินพุตจากโมเดลเป็นข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ และเฝ้าระวังให้ทันกับการทำงานอัตโนมัติที่เกิดขึ้นจริง