รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของ BRICS เรียกกลไก CBAM ของสหภาพยุโรปว่า “ฝ่ายเดียว ลงโทษ เลือกปฏิบัติ และกีดกันทางการค้า” หลังระบบเข้าสู่ระยะบังคับใช้จริงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 CBAM ครอบคลุมเบื้องต้น ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน โดยประมาณการรายได้ในปี 2030 แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ราว 2.1...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did BRICS environment ministers—including representatives of India, China, Russia, South Africa, Brazil, and newer members Egypt, Ethio. Article summary: BRICS environment ministers jointly condemned the EU’s CBAM as “unilateral, punitive, discriminatory and protectionist,” arguing that climate-linked trade measures should not shift decarbonisation costs onto developing-c. Topic tags: general, general web, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake n
รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม BRICS ยกระดับการคัดค้านกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็น “ฝ่ายเดียว ลงโทษ เลือกปฏิบัติ และกีดกันทางการค้า”
ข้อโต้แย้งของ BRICS ไม่ได้มีเพียงเรื่องต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นคำถามทางการเมืองว่า ใครเป็นผู้กำหนดกติกา ใครต้องจ่ายค่าเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม และรายได้จากมาตรการนี้ควรถูกนำไปใช้ที่ใด รัฐบาลสมาชิกมองว่า EU กำลังผลักต้นทุนการลดคาร์บอนไปยังผู้ส่งออกจากประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่เงินที่จัดเก็บได้ยังเชื่อมโยงกับลำดับความสำคัญด้านงบประมาณของยุโรป
จุดยืนของรัฐมนตรี BRICS คือ ไม่ควรใช้มาตรการด้านคาร์บอนที่ออกโดยฝ่ายเดียวเพื่อสร้างอุปสรรคทางการค้าใหม่ภายใต้เหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มยังเชื่อมโยงข้อคัดค้านดังกล่าวกับหลัก ความรับผิดชอบร่วมกันแต่แตกต่างกัน และขีดความสามารถที่แตกต่างกัน หรือ CBDR-RC ซึ่งเป็นแนวคิดว่าประเทศต่าง ๆ มีความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์และศักยภาพในการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่เท่ากัน
บราซิลและแอฟริกาใต้เคยยกประเด็นความเป็นธรรมในลักษณะนี้ขึ้นหารือเกี่ยวกับ CBAM มาก่อน อย่างไรก็ตาม การคัดค้าน CBAM ไม่ได้หมายความว่า BRICS ปฏิเสธการแก้ปัญหาโลกร้อนโดยรวม แต่เป็นการท้าทายว่าใครควรออกแบบกฎ ใครควรรับภาระ และประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับเงินทุนกับเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซหรือไม่
ระบอบ CBAM แบบเต็มรูปแบบเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 หลังจากช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2023 ถึง 31 ธันวาคม 2025 ซึ่งผู้นำเข้าเพียงรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในสินค้า โดยยังไม่ต้องซื้อและส่งมอบใบรับรอง
สินค้าในขอบเขตเริ่มต้นประกอบด้วย
รวมถึงวัตถุดิบตั้งต้นบางประเภทและสินค้าปลายน้ำที่เกี่ยวข้อง
ผู้นำเข้าสินค้า CBAM เข้าสู่สหภาพยุโรปเกิน 50 ตัน ต้องยื่นขอสถานะผู้ยื่นรายการ CBAM ที่ได้รับอนุญาต จากนั้นจึงซื้อใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้านำเข้า ระบบนี้มีเป้าหมายให้ต้นทุนคาร์บอนของสินค้านำเข้าใกล้เคียงกับต้นทุนที่ผู้ผลิตใน EU ต้องเผชิญ พร้อมเปิดทางให้หักลบราคาคาร์บอนที่ผู้ผลิตได้จ่ายไปแล้วในประเทศต้นทาง หากเข้าเกณฑ์ที่กำหนด
คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศราคาใบรับรอง CBAM ที่ 75.36 ยูโรต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับไตรมาสแรกของปี 2026 และ 75.28 ยูโร สำหรับไตรมาสที่สอง แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้เท่ากับภาระสุดท้ายของผู้นำเข้าโดยตรง เพราะยอดที่ต้องจ่ายยังขึ้นอยู่กับปริมาณการปล่อยที่ผ่านการตรวจสอบ ค่าอ้างอิงของสินค้า สัดส่วนการทยอยใช้มาตรการ และราคาคาร์บอนที่จ่ายไปแล้วในประเทศต้นทาง
เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นสินค้าที่อยู่ในขอบเขต CBAM โดยตรง และเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง ผู้ส่งออกจึงต้องรับมือทั้งต้นทุนใบรับรองและภาระด้านเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นการวัด การตรวจสอบ และการยืนยันปริมาณการปล่อยก๊าซที่ฝังอยู่ในสินค้า
หากผู้ผลิตไม่สามารถจัดหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ผู้นำเข้าอาจต้องใช้ค่ามาตรฐานเริ่มต้นของ EU ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับผู้ผลิตและผู้ค้า ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ โดยมีการประเมินเชิงนโยบายที่อ้างในเอกสารที่ได้รับว่า CBAM อาจกระทบการส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาราว 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ประมาณการเฉพาะของอินเดีย จีน หรือแอฟริกาใต้
แรงกดดันทางการเงินยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อสิทธิ์การจัดสรรใบอนุญาตปล่อยก๊าซฟรีภายใต้ระบบซื้อขายสิทธิ์ปล่อยก๊าซของ EU หรือ ETS ถูกทยอยลดลง ธนาคารโลกระบุว่าปัจจัยการจัดสรรที่ยังเหลืออยู่จะอยู่ที่ 97.5% ในปี 2026, 95% ในปี 2027, 90% ในปี 2028, 77.5% ในปี 2029 และ 51.5% ในปี 2030
ในทางปฏิบัติ สัดส่วนต้นทุนคาร์บอนที่สะท้อนผ่าน CBAM จะเพิ่มขึ้นตามการลดสิทธิ์ฟรีสำหรับผู้ผลิตในยุโรป ทำให้ผู้ส่งออกจากประเทศนอก EU ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น หากไม่สามารถลดความเข้มข้นของการปล่อยหรือแสดงราคาคาร์บอนที่จ่ายในประเทศต้นทางได้
ยังไม่มีตัวเลขรายได้ปี 2030 ที่เป็นข้อสรุปเดียว เนื่องจากประมาณการขึ้นอยู่กับสมมติฐานหลายด้าน เช่น ราคาคาร์บอน ปริมาณนำเข้า ความเข้มข้นของการปล่อย การทยอยยกเลิกสิทธิ์ปล่อยก๊าซฟรี และการขยายขอบเขตสินค้าในอนาคต
ตัวเลขที่มีการเผยแพร่แตกต่างกัน ได้แก่
ช่วงตัวเลขที่กว้างเช่นนี้สะท้อนว่า การพาดหัวด้วยตัวเลขรายได้เพียงค่าเดียวอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงที่ CBAM ยังอยู่ระหว่างการทยอยบังคับใช้และอาจมีการพิจารณาขยายขอบเขตสินค้า
ข้อคัดค้านของ BRICS ไม่ได้อยู่ที่ผู้ส่งออกต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคำถามว่าเงินดังกล่าวจะถูกส่งไปที่ใด เอกสารของรัฐสภายุโรประบุว่ารายได้จาก CBAM มีเป้าหมายไหลเข้าสู่งบประมาณของสหภาพยุโรป ขณะที่การวิเคราะห์อื่น ๆ เชื่อมโยงรายได้กับภารกิจด้านงบประมาณและสภาพภูมิอากาศระดับ EU
ประเทศ BRICS เห็นว่า เงินที่จัดเก็บจากผู้ส่งออกในประเทศกำลังพัฒนาควรถูกนำไปสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซ การยกระดับอุตสาหกรรม และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในประเทศที่ได้รับผลกระทบ มากกว่าจะถูกนำไปรวมในงบประมาณยุโรป ความต้องการนี้สอดคล้องกับการเรียกร้องที่กว้างขึ้นของรัฐมนตรี BRICS ให้ประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศกำลังพัฒนา
ความขัดแย้งจึงอยู่ที่การตีความคนละด้าน EU มองว่า CBAM เป็นเครื่องมือป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอนและทำให้สินค้านำเข้ารับภาระใกล้เคียงกับสินค้าที่ผลิตในยุโรป ส่วน BRICS มองว่าเป็นมาตรการทางการค้าฝ่ายเดียวที่ทำให้ผู้ผลิตนอกยุโรป โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ต้องรับภาระมากกว่า
การประณามทางการทูตไม่ได้เท่ากับการเปิดคดีต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO การฟ้องคดีอย่างเป็นทางการโดยทั่วไปต้องเริ่มจากสมาชิก WTO ขอเปิดการหารือ หากหารือไม่สำเร็จ ผู้ร้องจึงอาจขอจัดตั้งคณะผู้พิจารณา
ประเด็นทางกฎหมายที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ได้แก่ CBAM เลือกปฏิบัติต่อสินค้านำเข้าหรือวิธีการผลิตของต่างประเทศหรือไม่ สินค้าที่ผลิตใน EU กับสินค้านำเข้าได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ และ EU จะอ้างข้อยกเว้นด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า หรือ GATT ได้มากน้อยเพียงใด
ฝ่าย EU มีแนวโน้มปกป้อง CBAM โดยชี้ว่า กลไกนี้ทำหน้าที่คู่ขนานกับราคาคาร์บอนภายใน EU อีกทั้งยังเปิดให้รับรองราคาคาร์บอนที่ผู้ผลิตจ่ายไปแล้วในประเทศต้นทาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ EU ใช้ยืนยันว่า CBAM มีเป้าหมายจัดการปัญหาคาร์บอนรั่วไหล ไม่ใช่การตั้งภาษีโดยพลการ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าองค์ประกอบเหล่านี้เพียงพอจะคลายข้อกังวลเรื่องการเลือกปฏิบัติ ภาระการรายงาน และการปฏิบัติต่อผู้ผลิตต่างชาติหรือไม่
หลักฐานที่มีอยู่ระบุว่าแอฟริกาใต้ส่งสัญญาณสนใจยื่นเรื่องต่อ WTO ขณะที่อินเดีย จีน และบราซิลเคยแสดงข้อกังวลด้านกฎหมายหรือความเป็นธรรม แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจีนได้ยื่นข้อพิพาทเฉพาะเรื่อง CBAM แล้ว หรือมีการจัดตั้งคดีร่วมกันในนาม BRICS
ความขัดแย้งอาจรุนแรงขึ้นเมื่อสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนที่ต้องชำระผ่านระบบเพิ่มขึ้น และผู้ส่งออกเริ่มเห็นต้นทุนจริงจากการปฏิบัติตามกฎ EU อาจใช้ข้อตกลงทางการค้า การเจรจา และการหารือระดับทวิภาคีเป็นช่องทางปรึกษาหารือหรือปรับรายละเอียดทางเทคนิค แต่ช่องทางเหล่านี้ไม่ได้ปิดโอกาสการยื่นคดีต่อ WTO โดยอัตโนมัติ
ข้อสรุปที่ระมัดระวังที่สุดจึงไม่ใช่การประกาศว่า “สงครามการค้า CBAM” กำลังจะเกิดขึ้นทันที แต่คือ BRICS ได้สร้างแนวร่วมทางการเมืองที่แข็งแรงเพื่อต่อต้านแนวทางของ EU แรงกดดันทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นเมื่อ CBAM ทยอยบังคับใช้เต็มที่ และการฟ้องร้องอย่างเป็นทางการยังมีความเป็นไปได้ ขณะเดียวกัน คดี WTO ในนาม BRICS ที่ประสานงานร่วมกันและคดีเฉพาะของจีนยังไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันในข้อมูลที่มีอยู่
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของ BRICS เรียกกลไก CBAM ของสหภาพยุโรปว่า “ฝ่ายเดียว ลงโทษ เลือกปฏิบัติ และกีดกันทางการค้า” หลังระบบเข้าสู่ระยะบังคับใช้จริงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026
รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของ BRICS เรียกกลไก CBAM ของสหภาพยุโรปว่า “ฝ่ายเดียว ลงโทษ เลือกปฏิบัติ และกีดกันทางการค้า” หลังระบบเข้าสู่ระยะบังคับใช้จริงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 CBAM ครอบคลุมเบื้องต้น ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน โดยประมาณการรายได้ในปี 2030 แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ราว 2.1 พันล้านยูโร ไปจนถึง 5–9 พันล้านยูโรภายใต้ขอบเขตปัจจุบัน
การยื่นฟ้องต่อ WTO ยังเป็นไปได้ แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่ามีคดีร่วมของ BRICS หรือจีนได้ยื่นข้อพิพาทเฉพาะเรื่อง CBAM แล้ว