BlackRock สรุปว่าการร่วงของบิตคอยน์จากจุดสูงสุดใกล้ 124,606 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 สู่ระดับต่ำสุดใกล้ 58,642 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2026 ยังไม่ทำให้เหตุผลระยะยาวด้านการกระจายความเสี่ยงหมดไป รายงานเชื่อมโยงแรงเทขายหลักกับการใช้เลเวอเรจสูง การถูกบังคับปิดสถานะ และกระแสเงินทุนที่เปลี่ยนทิศ โดยดอกเบี้ยคงค้างในตลาดฟิว...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did BlackRock’s report “Re-Underwriting Bitcoin: Still a Portfolio Diversifier” conclude about Bitcoin’s continued role as a long-term. Article summary: BlackRock concluded that the drawdown did not invalidate Bitcoin’s long-term diversification case. It characterized the episode chiefly as a leverage-and-flows-driven deleveraging cycle—not a deterioration of Bitcoin’s c. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fak
BlackRock ยังคงมองว่าบิตคอยน์อาจมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตระยะยาว แม้ราคาจะร่วงลงประมาณ 50% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ก็ตาม
ในรายงาน “Re-Underwriting Bitcoin: Still a Portfolio Diversifier After the Pullback?” บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ระบุว่า การปรับฐานรอบนี้สะท้อนการลดเลเวอเรจในตลาดคริปโตและการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุนเป็นหลัก มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าทฤษฎีด้านการเงินหรือการยอมรับบิตคอยน์ในระยะยาวล้มเหลวอย่างเป็นโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือว่านักลงทุนควรเพิ่มสัดส่วนหลังราคาปรับตัวลง คำแนะนำยังคงจำกัดอยู่ที่ประมาณ 1–2% ของพอร์ต สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่สามารถรับความผันผวนรุนแรงได้
บิตคอยน์ลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ที่ประมาณ 124,606 ดอลลาร์ สู่จุดต่ำสุดใกล้ 58,642 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2026 โดย BlackRock ชี้ว่า ก่อนการร่วงลง ดอกเบี้ยคงค้างในตลาดฟิวเจอร์สมีมูลค่ามากกว่า 90,000 ล้านดอลลาร์ และราว 80% อยู่ในสัญญา perpetual futures นอกตลาด CME
แพลตฟอร์มนอกสหรัฐฯ บางแห่งเปิดให้ใช้เลเวอเรจสูงถึง 50–125 เท่า ทำให้สถานะลงทุนที่กระจุกตัวมีความเสี่ยงถูกบังคับชำระบัญชีอย่างรวดเร็ว เมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับผู้ถือสถานะเหล่านั้น
BlackRock ระบุว่า การประกาศมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม เป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญ หลังจากนั้นดอกเบี้ยคงค้างของบิตคอยน์ลดลงราว 20,000 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ก่อนเกิดระลอกการบังคับชำระบัญชีเพิ่มเติมในเดือนกุมภาพันธ์และมิถุนายน
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดราคาจึงร่วงเร็วและแรง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันโดยอิสระว่าปัจจัยพื้นฐานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย กล่าวอีกอย่างคือ ข้อมูลเลเวอเรจอธิบายกลไกที่ทำให้ตลาดปรับตัวรุนแรงขึ้นได้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าความต้องการซื้อหรือระดับมูลค่าไม่มีอิทธิพลต่อราคา
กระแสเงินทุนก็เปลี่ยนจากช่วงที่เคยสนับสนุนบิตคอยน์อย่างชัดเจน BlackRock ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่อ้างอิงบิตคอยน์แบบสปอต หรือ spot-Bitcoin ETPs มีเงินไหลเข้าประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนมกราคม 2024 ถึงตุลาคม 2025 ก่อนจะมีเงินไหลออกมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์
ในช่วงเดียวกัน การวิเคราะห์ของบริษัทระบุว่า กองทุนที่เน้นธีมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มีเงินไหลเข้าประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนตุลาคม 2025 ถึงกรกฎาคม 2026
รายงานใช้ตัวเลขเงินไหลเข้า AI ที่ต่ำกว่านี้ในบทสรุปผู้บริหารสำหรับช่วงเวลาเปรียบเทียบที่แคบกว่า ดังนั้น ตัวเลขที่ต่างกันจึงดูเหมือนเกิดจากกรอบเวลาที่ใช้วัดไม่เหมือนกัน มากกว่าจะเป็นข้อขัดแย้งโดยตรง
สำหรับนักลงทุน ประเด็นนี้มีความหมายว่า ราคาบิตคอยน์ไม่ได้ถูกกดดันจากการขายบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินทุนส่วนเพิ่มกับธีมการลงทุนอื่น ๆ ด้วย เมื่อกระแสเงินทุนอ่อนแอลง สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงก็จะไวต่อการลดสถานะและการไถ่ถอนมากขึ้น
BlackRock ปรับปรุงการวิเคราะห์พอร์ตระยะยาวโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังแบบ rolling 10 ปี ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2026 ในพอร์ตมาตรฐานที่ถือหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% การเปลี่ยนสัดส่วนหุ้น 2 จุดเปอร์เซ็นต์มาเป็นบิตคอยน์ ทำให้ค่า Sharpe ratio เพิ่มจาก 0.81 เป็น 0.96
ขณะเดียวกัน การขาดทุนสูงสุดของพอร์ตเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย จาก -20.3% เป็น -20.9% BlackRock จึงใช้ผลลัพธ์นี้สนับสนุนข้อสรุปว่า การถือบิตคอยน์ในสัดส่วนเล็กน้อยช่วยเพิ่มผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในอดีต โดยไม่ได้เปลี่ยนความเสี่ยงขาลงสูงสุดของพอร์ตโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลย้อนหลังจากพอร์ตสมมติ ไม่ใช่การคาดการณ์หรือการรับประกันว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต นักลงทุนจึงไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานว่าการเพิ่มบิตคอยน์จะช่วยลดความเสี่ยงได้ในทุกช่วงตลาด
รายงานระบุว่า บิตคอยน์มีค่าสหสัมพันธ์ในช่วง 10 ปีกับดัชนี S&P 500 ที่ 0.18 ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิม
BlackRock มองว่า ช่วงที่บิตคอยน์เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับหุ้นมากขึ้นเป็นเหตุการณ์เฉพาะช่วง โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดมีสถานะเก็งกำไรกระจุกตัวและนักลงทุนพากันลดความเสี่ยง ไม่ใช่หลักฐานว่าบิตคอยน์มีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างกับหุ้นอย่างถาวร
นี่คือแกนกลางของเหตุผลด้านการกระจายความเสี่ยง: บิตคอยน์อาจร่วงพร้อมกับหุ้นได้เมื่อผู้ลงทุนเร่งลดความเสี่ยง แต่ในระยะยาวอาจยังมีปัจจัยขับเคลื่อนแตกต่างจากสินทรัพย์ดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้ทำให้บิตคอยน์เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ใช้ได้ในทุกวิกฤต
BlackRock เองอธิบายว่าบิตคอยน์มี “บุคลิกสองด้าน” เพราะมีความผันผวนสูงและมีพฤติกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละภาวะตลาด
BlackRock ยังชี้ถึงการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนสถาบันที่ขยายตัวขึ้น เพื่อสนับสนุนมุมมองว่าครั้งนี้เป็นตลาดที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน ไม่ใช่ตลาดที่นักลงทุนละทิ้งไปทั้งหมด ปัจจัยดังกล่าวรวมถึงผลิตภัณฑ์ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ระบบรับฝากสินทรัพย์ และบริการดูแลสินทรัพย์ เช่น บริการ Custody+ ที่ Citi มีแผนจะเปิดตัว
รายงานระบุว่า iShares Bitcoin Trust ของ BlackRock มีสินทรัพย์สุทธิประมาณ 48,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 17 สิงหาคม นอกจากนี้ยังพบการกลับเข้าซื้อของลูกค้าในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และประเมินว่าผู้ซื้อกองทุนบิตคอยน์สปอตในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยยังขาดทุนอยู่ประมาณ 22%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่านักลงทุนจำนวนมากกำลังเผชิญผลขาดทุน แต่ช่องทางการลงทุนสำหรับสถาบัน ระบบรับฝากสินทรัพย์ และโครงสร้างการเข้าถึงตลาดยังคงพัฒนาต่อเนื่อง BlackRock มองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการยอมรับบิตคอยน์ในระยะยาว แม้กระแสเงินทุนระยะสั้นจะชะลอตัวลง
ข้อสรุปของ BlackRock เป็นข้อเสนอด้านการจัดโครงสร้างพอร์ต ไม่ใช่การตั้งเป้าราคาบิตคอยน์ บริษัทไม่ได้บอกว่าการร่วง 50% เป็นโอกาสให้เข้าซื้อเพิ่ม หรือบิตคอยน์จะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในทุกสถานการณ์
แต่บริษัทเห็นว่า บิตคอยน์ซึ่งมีจำนวนจำกัด มีระบบกระจายศูนย์ และอยู่ภายใต้กฎที่กำหนดด้วยคณิตศาสตร์และโค้ด อาจมีปัจจัยผลตอบแทนระยะยาวแตกต่างจากหุ้นและพันธบัตร BlackRock เชื่อว่าคุณสมบัตินี้อาจมีความสำคัญท่ามกลางแรงกดดันทางการคลังที่ยังคงอยู่ และโอกาสจำกัดในการทำให้ฐานะการคลังของรัฐบาลกลับมาสมดุล
ในทางปฏิบัติ ข้อความของรายงานคือ บิตคอยน์อาจมีพื้นที่อยู่ “ริมขอบ” ของพอร์ตที่กระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม แต่ขนาดของสัดส่วนถือครองเป็นเรื่องสำคัญมาก การร่วงลงครึ่งหนึ่งของราคาได้เปิดให้เห็นความเสี่ยงจากเลเวอเรจและความผันผวนอย่างชัดเจน ทว่า BlackRock สรุปว่า เหตุการณ์นี้เพียงอย่างเดียวยังไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ทำลายเหตุผลระยะยาวในการใช้บิตคอยน์เพื่อกระจายความเสี่ยง
หมายเหตุ: ข้อสรุปข้างต้นเป็นกรอบมุมมองด้านการลงทุนของ BlackRock ไม่ใช่คำแนะนำส่วนบุคคลหรือการรับประกันผลตอบแทน นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงและความเหมาะสมกับพอร์ตของตนเอง
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
BlackRock สรุปว่าการร่วงของบิตคอยน์จากจุดสูงสุดใกล้ 124,606 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 สู่ระดับต่ำสุดใกล้ 58,642 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2026 ยังไม่ทำให้เหตุผลระยะยาวด้านการกระจายความเสี่ยงหมดไป
BlackRock สรุปว่าการร่วงของบิตคอยน์จากจุดสูงสุดใกล้ 124,606 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 สู่ระดับต่ำสุดใกล้ 58,642 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2026 ยังไม่ทำให้เหตุผลระยะยาวด้านการกระจายความเสี่ยงหมดไป รายงานเชื่อมโยงแรงเทขายหลักกับการใช้เลเวอเรจสูง การถูกบังคับปิดสถานะ และกระแสเงินทุนที่เปลี่ยนทิศ โดยดอกเบี้ยคงค้างในตลาดฟิวเจอร์สเคยสูงกว่า 90,000 ล้านดอลลาร์
การวิเคราะห์พอร์ตแบบสมมติย้อนหลังพบว่า การเพิ่มบิตคอยน์ 2% ในพอร์ตแบบ 60/40 ช่วยเพิ่มค่า Sharpe ratio จาก 0.81 เป็น 0.96 ขณะที่最大การขาดทุนปรับจาก 20.3% เป็น 20.9%