Arthur Hayes ระบุว่า Ethereum เป็นสินทรัพย์คริปโตที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในพอร์ตของเขานอกเหนือจาก Bitcoin เพราะมองว่าความเสี่ยงที่ ETH จะมูลค่าเป็นศูนย์ต่ำกว่าโทเคนขนาดเล็ก และยังมีโอกาสทำแรลลี่ไล่ตามตลาด Hayes ขาย ETH จำนวน 6,000 เหรียญในเดือนมิถุนายน โดยขาดทุนประมาณ 606,000 ดอลลาร์ ก่อนกลับมาสะสม 7,213 ETH ในเดือนกรก...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did BitMEX co-founder Arthur Hayes say in his interview with Laura Shin about Ethereum being his largest non-Bitcoin portfolio position. Article summary: Hayes said ETH was his largest crypto position after Bitcoin because he views it as a comparatively durable large-cap asset whose downside-to-zero risk is lower than for smaller tokens, while its failure to retake its 20. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fa
Arthur Hayes ผู้ร่วมก่อตั้ง BitMEX และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Maelstrom มองว่า Ethereum (ETH) เป็นสินทรัพย์คริปโตที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในพอร์ตของเขาเมื่อไม่นับ Bitcoin (BTC)
มุมมองดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า ETH ปลอดความเสี่ยง แต่ Hayes เห็นว่า Ethereum มีความแข็งแกร่งในฐานะคริปโตขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันราคายังไม่สามารถกลับไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลในปี 2021 ได้ จึงเกิดความไม่สมดุลที่อาจเอื้อให้เกิดการปรับตัวขึ้นแบบ “ไล่ตาม” สินทรัพย์อื่นในตลาด
Hayes แสดงความเห็นในการให้สัมภาษณ์กับ Laura Shin ในพอดแคสต์ Unchained เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 พร้อมเสนออีกมุมหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือ Bitcoin ผ่านตลาดทุนแบบดั้งเดิมว่า ควรพิจารณา Spot Bitcoin ETF เช่น IBIT ของ BlackRock แทนหุ้น Strategy
ในมุมของ Hayes Ethereum เป็นคริปโตเคอร์เรนซีอันดับสองของโลกเมื่อวัดจากมูลค่าตลาด และมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่ำกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดเล็กจำนวนมาก เขาไม่ได้มองว่า ETH จะไม่สามารถปรับตัวลงได้ แต่เชื่อว่าความเสี่ยงที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ETH “กลายเป็นศูนย์” นั้นต่ำกว่าโทเคนทางเลือกหลายประเภท
อีกด้านหนึ่ง ETH ยังตามไม่ทันจุดสูงสุดเดิมในปี 2021 ทั้งที่เป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ของตลาด ความล้าหลังนี้เป็นหัวใจของแนวคิด Hayes เพราะเขามองว่า ETH กลายเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก หากทัศนคติของตลาดเปลี่ยนไป เงินทุนและแรงซื้อที่กลับเข้ามาอาจผลักดันให้ ETH ปิดช่องว่างด้านผลตอบแทนได้
ดังนั้น กรณีการลงทุนของ Hayes ไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า Ethereum กำลังเป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว แต่เป็นการเดิมพันว่า ETH อาจเร่งตัวขึ้นเพื่อไล่ตามสินทรัพย์คริปโตหลัก หากสภาพคล่องและความต้องการของนักลงทุนยังสนับสนุนตลาดต่อไป
Hayes มองระดับ 3,000 ดอลลาร์เป็นแนวต้านสำคัญ หาก ETH สามารถทะลุระดับนี้ได้อย่างยั่งยืน เขาเชื่อว่าแรงส่งของตลาดอาจเพิ่มขึ้น และผลักดันราคาไปใกล้หรือสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 5,000 ดอลลาร์เป็นฉากทัศน์ ไม่ใช่คำรับประกันราคา การคาดการณ์นี้ต้องอาศัยทั้งการเบรกเอาต์ที่ยืนระยะได้ และสภาวะสภาพคล่องรวมถึงบรรยากาศการลงทุนที่ยังเป็นใจ
จังหวะเวลาที่เขาให้สัมภาษณ์ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดย Ethereum ปรับตัวขึ้นประมาณ 25% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่รายงานตลาดอีกชุดระบุว่า ETH พุ่งขึ้นราว 20% ภายในวันเดียวระหว่างการปรับตัวขึ้นของตลาดคริปโตโดยรวม การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับแรงซื้อจากกองทุน ETF และกิจกรรมในตลาดอนุพันธ์ที่เพิ่มขึ้น
กิจกรรมกระเป๋าคริปโตที่ถูกเชื่อมโยงกับ Hayes ให้ภาพอีกด้านหนึ่งของมุมมองเชิงบวกระยะยาว รายงานข้อมูลบนบล็อกเชนระบุว่าเขาขาย ETH จำนวน 6,000 เหรียญในเดือนมิถุนายนที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 1,690 ดอลลาร์ หลังจากซื้อราว 5,900 ETH ที่ราคาเฉลี่ยใกล้ 1,793 ดอลลาร์ ส่งผลให้ดีลดังกล่าวขาดทุนประมาณ 606,000 ดอลลาร์
จากนั้นเขากลับเข้าซื้ออีกครั้งในเดือนกรกฎาคม โดยเริ่มสะสมประมาณ 1,939 ETH มูลค่าราว 3.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวม 646 ETH ที่โอนผ่าน Galaxy Digital และการซื้อเพิ่มอีก 1,293 ETH
ต่อมา Hayes ซื้อเพิ่มอีก 3,298 ETH ด้วยเงินประมาณ 6.39 ล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดซื้อที่มีการรายงานในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 7,213 ETH มูลค่ารวมราว 13.87 ล้านดอลลาร์ หรือราคาเฉลี่ยประมาณ 1,923 ดอลลาร์ต่อ ETH
หลังจากราคา ETH ลดลงจากประมาณ 1,960 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 1,872 ดอลลาร์ รายงานประเมินว่าพอร์ตดังกล่าวขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงราว 301,000–368,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ใช้คำนวณและแหล่งรายงาน
การวิเคราะห์อีกชุดหนึ่งจากกระเป๋าที่ถูกระบุว่าเป็นของ Hayes ประเมินว่าเขามีผลขาดทุนจากการซื้อขาย ETH รวมประมาณ 2.04 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การระบุว่าเจ้าของกระเป๋าเป็นใคร รวมถึงวิธีคำนวณกำไรขาดทุนจากธุรกรรมบนเชน อาจตรวจสอบได้ไม่สมบูรณ์ ตัวเลขนี้จึงควรถือเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่บัญชีผลการลงทุน ETH ทั้งหมดของ Hayes ที่ยืนยันได้เด็ดขาด
บทเรียนสำหรับนักลงทุนคือ แม้แนวคิดระยะยาวจะมีอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่น่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้ช่วยตัดความผันผวนระยะสั้น ความเสี่ยงจากการเข้าซื้อผิดจังหวะ หรือผลกระทบจากการขายแล้วกลับเข้าซื้อในราคาที่แตกต่างกันออกไป
Hayes ยังให้ความเห็นว่า นักลงทุนที่ต้องการรับความเสี่ยงจาก Bitcoin ผ่านตลาดหุ้นทั่วไปควรใช้ Spot Bitcoin ETF เช่น IBIT ของ BlackRock หรือผลิตภัณฑ์ใกล้เคียง แทนการซื้อหุ้น Strategy
ความแตกต่างอยู่ที่โครงสร้างของสินทรัพย์ Spot ETF ถูกออกแบบมาเพื่อให้การลงทุนเคลื่อนไหวตาม Bitcoin โดยตรง ขณะที่ Strategy เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจและถือ Bitcoin อยู่ในงบดุล ดังนั้นราคาหุ้นจึงได้รับอิทธิพลจากการระดมทุน การตัดสินใจด้านงบดุล และความแตกต่างระหว่างมูลค่าตลาดของบริษัทกับมูลค่า Bitcoin ที่บริษัทถืออยู่ด้วย
บทวิเคราะห์ที่สรุปจุดยืนของ Hayes ระบุว่า ETF ให้การรับความเสี่ยงใกล้เคียงมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ NAV มากกว่า และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากส่วนเพิ่มหรือส่วนลดของหุ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านงบดุลและการเงินของบริษัท
ทั้งนี้ ETF ไม่ได้เหมือนกับการถือ Bitcoin โดยตรงทั้งหมด นักลงทุนยังต้องพิจารณาค่าธรรมเนียม ความคลาดเคลื่อนในการติดตามราคา เวลาซื้อขายของตลาดหุ้น และโครงสร้างของกองทุนด้วย ประเด็นของ Hayes จึงเป็นข้อเสนอที่แคบกว่านั้น กล่าวคือ หากต้องการช่องทางรับความเสี่ยงต่อ BTC ผ่านตลาดหุ้นที่ตรงไปตรงมาที่สุด ก็ไม่ควรสรุปโดยอัตโนมัติว่าบริษัทที่ถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองจะมีประสิทธิภาพกว่า ETF
บรรยากาศตลาดในช่วงดังกล่าวมีทั้งเหตุผลให้มองบวกและเหตุผลให้ระมัดระวัง กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 517.19 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม โดย IBIT ของ BlackRock รับเงินไหลเข้าสูงสุด 284.7 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน รายงานอีกชุดระบุว่า Spot Ethereum ETF มีเงินไหลเข้า 71.468 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาที่ติดตาม
Bitcoin ปรับตัวขึ้นเหนือ 69,000 ดอลลาร์ระหว่างการแรลลี่ ขณะที่รายงานบางแห่งระบุว่าราคาเคยอยู่เหนือ 70,000 ดอลลาร์ และ Ethereum อยู่เหนือ 2,200 ดอลลาร์ ตัวเลขแตกต่างกันตามเวลาที่รายงาน แต่ภาพรวมสอดคล้องกันว่า BTC และ ETH ปรับตัวขึ้นแรงพร้อมกับความต้องการผ่าน ETF และการเปลี่ยนแปลงของสถานะในตลาดอนุพันธ์
ข้อควรระวังคือ การปรับตัวขึ้นบางส่วนอาจเกิดจากแรงซื้อเพื่อปิดสถานะที่ขาดทุน มากกว่าจะเป็นแรงซื้อสปอตระยะยาวเพียงอย่างเดียว ภายใน 24 ชั่วโมงมีการล้างสถานะคริปโตราว 3.35 พันล้านดอลลาร์ โดยประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์เป็นสถานะชอร์ต
แรงบีบชอร์ตสามารถเร่งให้ราคาเบรกแนวต้านได้ แต่ในทางกลับกัน ราคาก็อาจเปราะบางต่อการย่อตัวเมื่อแรงซื้อจากการบังคับปิดสถานะหมดลง
กรณีการลงทุนใน ETH ของ Hayes ตั้งอยู่บนสามแนวคิดหลัก ได้แก่ Ethereum เป็นคริปโตขนาดใหญ่ที่มีความทนทานกว่าโทเคนจำนวนมาก ราคายังตามหลังจุดสูงสุดเดิม และการทะลุ 3,000 ดอลลาร์อาจเปลี่ยนจิตวิทยาของตลาดได้ ดังนั้นเป้าหมายเหนือ 5,000 ดอลลาร์ของเขาจึงเป็นแนวคิดการไล่ตามที่ต้องอาศัยแรงส่ง ไม่ใช่เป้าหมายที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ประวัติการซื้อขายของเขาก็แสดงให้เห็นว่า “มุมมองที่ดี” ไม่ได้เท่ากับ “สัญญาณซื้อขายระยะสั้นที่แม่นยำ” Hayes ขายขาดทุน กลับเข้าซื้อด้วยเงินหลายล้านดอลลาร์ และเห็นสถานะที่สร้างขึ้นใหม่ขาดทุนบนกระดาษในเวลาไม่นาน แรงซื้อจาก ETF และการปิดสถานะชอร์ตช่วยหนุนตลาด แต่การล้างสถานะจำนวนมหาศาลก็ทำให้การปรับตัวขึ้นมีความผันผวนสูงเช่นกัน
สำหรับผู้ลงทุน Bitcoin ผ่านบัญชีซื้อขายหุ้นทั่วไป แนวคิดอีกข้อของ Hayes ค่อนข้างชัดเจน คือควรเปรียบเทียบ Spot Bitcoin ETF อย่าง IBIT กับหุ้น Strategy โดยดูว่าต้องการรับความเสี่ยงแบบใด ETF ตั้งใจให้ติดตาม Bitcoin โดยตรงกว่า ส่วนหุ้น Strategy เพิ่มตัวแปรด้านบริษัท การเงิน และโครงสร้างตลาด ซึ่งอาจขยายได้ทั้งกำไรและขาดทุน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Arthur Hayes ระบุว่า Ethereum เป็นสินทรัพย์คริปโตที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในพอร์ตของเขานอกเหนือจาก Bitcoin เพราะมองว่าความเสี่ยงที่ ETH จะมูลค่าเป็นศูนย์ต่ำกว่าโทเคนขนาดเล็ก และยังมีโอกาสทำแรลลี่ไล่ตามตลาด
Arthur Hayes ระบุว่า Ethereum เป็นสินทรัพย์คริปโตที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในพอร์ตของเขานอกเหนือจาก Bitcoin เพราะมองว่าความเสี่ยงที่ ETH จะมูลค่าเป็นศูนย์ต่ำกว่าโทเคนขนาดเล็ก และยังมีโอกาสทำแรลลี่ไล่ตามตลาด Hayes ขาย ETH จำนวน 6,000 เหรียญในเดือนมิถุนายน โดยขาดทุนประมาณ 606,000 ดอลลาร์ ก่อนกลับมาสะสม 7,213 ETH ในเดือนกรกฎาคม ด้วยเงินราว 13.87 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเฉลี่ยใกล้ 1,923 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุน Bitcoin ผ่านตลาดหุ้น Hayes ชอบ Spot Bitcoin ETF อย่าง IBIT ของ BlackRock มากกว่าหุ้น Strategy เพราะ ETF ให้การรับความเสี่ยงต่อ Bitcoin โดยตรงกว่า และไม่เพิ่มความเสี่ยงจากโครงสร้างบริษัทและการร...