Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นต้นเหตุของกระแสต้าน AI โดยให้เหตุผลว่าการสื่อสารของเขาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ และชี้ว่ากระแสต้าน AI เป็น 'วิกฤตความไว้วางใจ' ที่เกิดจากความล้ม... Amodei ยอมรับตรงๆ ว่าข้อวิจารณ์ที่ถูกต้องที่สุดต่อบริษัท AI รวมถึง Anthropic คือ 'เรายังไม่ส่งมอ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Anthropic CEO Dario Amodei say in response to the argument that his warnings about AI dangers have fueled public backlash, and what. Article summary: The search did not turn up a match for "Angel Brodin" — this appears to be a misspelling. The investor who publicly criticized Amodei is **Gavin Baker**, a partner at Atreides Management, who argued on the All-In podcast. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ในวันที่ 16 สิงหาคม 2026 Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ได้ทำสิ่งที่เขาไม่ค่อยทำ นั่นคือการโพสต์ข้อความยาวเหยียดบน X เพื่อปกป้องภาวะผู้นำและอุตสาหกรรม AI ของเขา หลังจากถูกนักลงทุน Gavin Baker กล่าวหาว่าเขาเป็นคนจุดชนวนกระแสต่อต้าน AI ที่เขากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ นี่คือสิ่งที่ Amodei พูด และเหตุใดจึงสำคัญ ในขณะที่ Anthropic กำลังมุ่งหน้าสู่การเสนอขายหุ้น IPO ที่อาจใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
การโต้เถียงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Gavin Baker พาร์ทเนอร์ของ Atreides Management แสดงความเห็นในพอดแคสต์ All-In และบน X ว่า คำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของ Amodei เกี่ยวกับความเสี่ยงร้ายแรงของ AI นั้น 'กำลังกระตุ้นกระแสต่อต้านจากสาธารณะ' และทำให้ปัญหาความไว้วางใจที่มีอยู่เดิมแย่ลง ข้อโต้แย้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะ Anthropic กำลังประชุมกับนักลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
Amodei ไม่เห็นด้วยที่ข้อความของเขาเป็นลบจนเกินไป เขาบอกว่างานเขียนของเขา รวมถึงบทความ 'Machines of Loving Grace' ที่ถูกอ่านอย่างกว้างขวางนั้น 'มีความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์' และเขาเขียนมันขึ้นมาเพราะ 'รู้สึกว่าอุตสาหกรรม AI ไม่ได้วาดภาพที่สมบูรณ์' เกี่ยวกับศักยภาพเชิงบวกของ AI เขายอมรับว่า 'สาธารณชนมีมุมมองเชิงลบต่อ AI' และเรียกสิ่งนี้ว่า 'เป็นปัญหาใหญ่' แต่ปฏิเสธว่ารูปแบบการสื่อสารของเขาเป็นต้นเหตุ
Amodei บรรยายกระแสต้าน AI ว่า 'โดยพื้นฐานแล้วคือวิกฤตแห่งความไว้วางใจ' ผู้คนกังวลว่า บริษัท AI หรือรัฐบาล 'กำลังวางแผนบางอย่างใหม่ๆ เพื่อเอาเปรียบพวกเขา' และความไม่ไว้วางใจนี้เกิดจากความล้มเหลวเชิงสถาบันที่ฝังรากลึกและมีมาก่อน AI เขาโต้แย้งว่าการพังทลายของความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีโดยรวมนั้นมาจากบริษัทเทคฯ ที่สัญญาเกินจริงแล้วส่งมอบไม่ได้ตลอดหลายปี ไม่ใช่จากคำเตือนความเสี่ยงของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง
ช่วงเวลาที่น่าจับตามองที่สุดน่าจะเป็นตอนที่ Amodei ยอมรับข้อกล่าวหากลางของอุตสาหกรรมตัวเอง 'ข้อวิจารณ์ที่ถูกต้องที่สุดต่อบริษัท AI รวมถึง Anthropic คือเรายังไม่ได้ส่งมอบตามคำมั่นสัญญาอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อโลก' เขาเขียน เขาเสริมว่า ณ จุดนี้ 'การบอกว่า AI จะรักษามะเร็งได้กลายเป็นคำพูดซ้ำซากมากกว่าจะเป็นสิ่งสร้างแรงบันดาลใจ และคนส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นการหลอกลวง' หนทางเดียวที่จะสร้างความไว้วางใจกลับคืนมาได้ คือการบรรลุความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้จริง เช่น 'การรักษามะเร็งให้หายจริงๆ'
Amodei โต้กลับข้ออ้างที่แพร่หลายในแวดวง Silicon Valley ที่ว่ากฎระเบียบ AI จะรวมอำนาจไว้ที่บริษัทใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง เขาโต้แย้งว่ากฎที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดสามารถจำกัดบริษัท AI ชั้นนำในขณะเดียวกันก็ให้พื้นที่แก่คู่แข่งรายเล็กในการไล่ตามทัน ก่อนหน้านี้เขาเคยเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง โดยกล่าวในรายการ 60 Minutes ว่าเขารู้สึก 'อึดอัดอย่างยิ่ง' ที่บริษัท AI ต้องกำกับดูแลตัวเอง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเตรียมตัวของ Anthropic ในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ บริษัทยื่นแบบ S-1 ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ อย่างลับๆ ในเดือนมิถุนายน 2026 โดยคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 ด้วยมูลค่าที่นักลงทุนคาดว่าจะ 'เกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์อย่างสบายๆ' รายได้พุ่งสูงถึง 11.5 พันล้านดอลลาร์ จาก 787 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการโมเดล Claude AI
ไตรมาสแรกของปี 2026 มีการเติบโตของรายได้มากกว่า 3 เท่าต่อไตรมาส คิดเป็นอัตรา 80 เท่าต่อปี ซึ่งแม้แต่ Amodei เองก็ยอมรับว่าไม่ยั่งยืน
วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า Anthropic กำลังพบปะกับนักลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ที่อาจเป็น 'การเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดตลอดกาล' ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับกระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้น
ไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อกรอบความคิดของ Amodei Yann LeCun อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ของ Meta และผู้ชนะรางวัลทัวริง วิจารณ์คำทำนายของ Amodei ที่ว่า AI สามารถกำจัดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในสายเทค การเงิน และที่ปรึกษา 50% ภายใน 5 ปีอย่างรุนแรง 'Dario ผิด' LeCun เขียนต่อสาธารณะ 'เขาไม่รู้อะไรเลย' เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน โดยโต้แย้งว่านักเศรษฐศาสตร์ต่างหาก ไม่ใช่ผู้บริหารห้องปฏิบัติการ AI ที่ควรวิเคราะห์ตลาดแรงงาน ก่อนหน้านี้ LeCun เคยเรียก Amodei ว่า 'หลงผิด' เกี่ยวกับอันตรายของ AI และกล่าวหาว่าเขามี 'ปมด้อยกว่าผู้อื่นอย่างรุนแรง' (huge superiority complex)
Daron Acemoglu นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ก็แสดงความกังขาเช่นกัน โดยเรียกข้อโต้แย้งของ Amodei เกี่ยวกับการตกงานว่าเป็นตัวอย่างของ 'การใช้เหตุผลที่มีอคติจากแรงจูงใจ' (motivated reasoning)
โพสต์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมของ Amodei พยายามร้อยเรียงประเด็นที่ยากหลายอย่างเข้าด้วยกัน ได้แก่ การปกป้องบันทึกของตัวเองเกี่ยวกับการสื่อสารความเสี่ยงของ AI การยอมรับปัญหาความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรม การสนับสนุนกฎระเบียบที่ไม่ขัดขวางการแข่งขัน และการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Anthropic นั้นยั่งยืนเพียงพอที่จะรองรับการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดที่วงการเทคเคยเห็น ข้อความนี้จะยั่งยืนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะสามารถส่งมอบสิ่งที่ Amodei เองบอกว่าสิ่งเดียวที่จะใช้ได้ผลนั่นคือ 'การรักษามะเร็งให้หายจริงๆ' และความก้าวหน้าที่จับต้องได้อื่นๆ ไม่ใช่แค่การสัญญา
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นต้นเหตุของกระแสต้าน AI โดยให้เหตุผลว่าการสื่อสารของเขาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ และชี้ว่ากระแสต้าน AI เป็น 'วิกฤตความไว้วางใจ' ที่เกิดจากความล้ม...
Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นต้นเหตุของกระแสต้าน AI โดยให้เหตุผลว่าการสื่อสารของเขาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ และชี้ว่ากระแสต้าน AI เป็น 'วิกฤตความไว้วางใจ' ที่เกิดจากความล้ม... Amodei ยอมรับตรงๆ ว่าข้อวิจารณ์ที่ถูกต้องที่สุดต่อบริษัท AI รวมถึง Anthropic คือ 'เรายังไม่ส่งมอบคำมั่นสัญญาอันยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์ต่อโลก' และบอกว่าการพูดว่า AI จะรักษามะเร็งได้นั้นกลายเป็นคำพูดซ้ำซากที่คนส่วนใหญ่มอง...
Amodei ปฏิเสธแนวคิดที่ว่ากฎระเบียบ AI จะทำให้อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่บริษัทใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง เขาโต้แย้งว่ากฎที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดสามารถจำกัดบริษัท AI ชั้นนำและเปิดโอกาสให้คู่แข่งรายเล็กตามทันได้