Andre Cronje ผู้สร้าง Fantom และ Flying Tulip ประกาศในเดือนสิงหาคม 2026 ว่า DeFi ที่แท้จริง 'ไม่มีอยู่อีกต่อไปนอกเหนือจากกลุ่มเฉพาะเล็กๆ' โดยระบุว่าโปรโตคอลส่วนใหญ่กลายเป็นระบบการเงินที่ถูกควบคุมโดยบริษัท TVL ของ DeFi ลดลงจาก $1,670 ล้านเหรียญในเดือนตุลาคม 2025 เหลือประมาณ $750 ล้านเหรียญ หรือลดลง 55% ใน 10 เดือน พร...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Andre Cronje say about DeFi's current state, what did he argue most protocols have become instead, what evidence of sector contract. Article summary: Based on Andre Cronje's interview on Cointelegraph's Chain Reaction X Spaces on August 13, 2026, here is what he said across each of your questions:. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Mak
Andre Cronje ผู้สร้าง Fantom Network และผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม DeFi อย่าง Flying Tulip ออกมาพูดตรงไปตรงมาในเดือนสิงหาคม 2026 ว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า DeFi นั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่ DeFi อีกต่อไป
ในการสัมภาษณ์บนรายการ Chain Reaction X Spaces ของ Cointelegraph เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 Cronje ให้เหตุผลว่าโปรโตคอลส่วนใหญ่ได้ละทิ้งหลักการสำคัญของระบบกระจายอำนาจ เอกสารที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และความไร้ตัวกลาง กลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า "onchain finance" หรือ "open finance" นี่คือการวิเคราะห์ข้อโต้แย้งของเขา ข้อมูลเบื้องหลัง และประเด็นการออกแบบที่ถกเถียงกัน
Cronje กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมไม่คิดว่า DeFi ยังมีอยู่นอกเหนือจากกลุ่มเฉพาะขนาดเล็กมากๆ" นิยามของ DeFi ที่แท้จริงของเขานั้นเข้มงวดมาก: ต้องกระจายอำนาจ (decentralized) ต้องไม่สามารถแก้ไขได้ (immutable) และต้องไม่มีตัวกลาง (trustless) และเขาระบุว่าทุกวันนี้เงื่อนไขเหล่านี้ใช้ไม่ได้กับโปรโตคอลหลักๆ แทบทุกตัวที่ดำเนินการอยู่
"เราผ่านพ้นยุค DeFi ไปนานแล้ว" Cronje กล่าวกับ Cointelegraph "เพราะตัวกลางในตอนนี้คือบริษัทคือผู้ตัดสินใจ คือผู้คัดสรรโครงการ คือคณะกรรมการความเสี่ยง—มันคือสิ่งเดิมๆ ที่เราเห็นในวงการธนาคารนั่นเอง"
Cronje ชี้ว่าโปรโตคอลส่วนใหญ่พัฒนาเป็น "onchain finance" หรือ "open finance"—ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือโครงสร้างทางการเงินแบบดั้งเดิมที่ทำงานบนรางบล็อกเชน ตัวกลางในปัจจุบันกลายเป็นบริษัทที่รับบทบาทของธนาคาร: ผู้ตัดสินใจ ผู้คัดสรรโครงการ และคณะกรรมการความเสี่ยง
DeFi ที่แท้จริงยังคงมีอยู่ในโปรเจกต์เฉพาะกลุ่มเล็กๆ ที่นวัตกรรมยังคงเกิดขึ้นจริงๆ แต่ระบบนิเวศในวงกว้างเปลี่ยนไปมาก Cronje ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่สัญญาที่อัปเกรดได้ ระบบ multi-sig และโครงสร้างพื้นฐานนอกเชน ได้เปลี่ยนโปรโตคอลจาก "สินค้าสาธารณะที่ไม่สามารถแก้ไขได้" มาเป็น "ธุรกิจที่แสวงหากำไรซึ่งดำเนินการได้"
เพื่อตอกย้ำประเด็นของเขา Cronje ชี้ไปที่ ข้อมูล DefiLlama ที่แสดงว่ามูลค่ารวมที่ถูกล็อก (TVL) ใน DeFi ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งในช่วง 10 เดือนก่อนหน้านั้น โดยร่วงจาก $1,670 ล้านเหรียญในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2025 มาอยู่ที่ประมาณ $750 ล้านเหรียญ ในช่วงที่เขากล่าวถึง ซึ่งลดลงประมาณ 55%
Cronje ยังเน้นถึง รายงานการทำงานของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในเดือนมีนาคม 2026 ที่ตรวจสอบโปรโตคอลสำคัญ 4 ตัว ได้แก่ Aave, MakerDAO, Ampleforth และ Uniswap ECB พบว่าผู้ถือโทเคน Governance 100 อันดับแรกควบคุมอุปทานมากกว่า 80% ในแต่ละโปรโตคอล โดยใช้ข้อมูล snapshot ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 และพฤษภาคม 2023
รายงานดังกล่าวตั้งคำถามว่า DAO มีการกระจายอำนาจเพียงพอที่จะอยู่นอกกฎระเบียบ Markets in Crypto-Assets Regulation (MiCA) ของสหภาพยุโรปในฐานะบริการที่ "กระจายอำนาจเต็มรูปแบบ" หรือไม่ หากหน่วยงานกำกับดูแลตัดสินว่ายังไม่เพียงพอ โปรโตคอลเหล่านี้อาจต้องเผชิญข้อกำหนดในการปฏิบัติตามที่คล้ายกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม
Cronje หยิบยกความท้าทายในการออกแบบที่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง: โปรโตคอลควรแนะนำ ระบบตัดวงจร (circuit breakers) และมาตรการควบคุมฉุกเฉินอื่นๆ เพื่อปกป้องผู้ใช้จากการถูกโจมตีหรือไม่? เขาโต้แย้งว่าระบบตัดวงจรสามารถให้เวลาแก่ทีมในการตอบสนองระหว่างที่เกิดการไหลออกของเงินอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจป้องกันความเสียหายครั้งใหญ่ได้
แต่ข้อเสนอนี้จุดชนวนความขัดแย้งอย่างรุนแรง Michael Egorov แห่ง Curve เตือนว่า ระบบตัดวงจรอาจสร้างช่องโหว่ที่เกิดจากมนุษย์แบบใหม่—ซึ่งเป็นความเสี่ยงแบบจุดล้มเหลวเดียว (single-point-of-failure) แบบเดียวกับที่ DeFi ถูกออกแบบมาเพื่อขจัด
Cronje มองว่านี่คือความตึงเครียดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อุตสาหกรรมยังคงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ Smart Contract มากเกินไปในขณะที่ละเลยความเสี่ยงในการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นเมื่อโปรโตคอลพึ่งพาสัญญาที่อัปเกรดได้ ระบบ multi-sig และกระบวนการที่ดำเนินการด้วยตนเอง ในมุมมองของเขา การโจมตีครั้งใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา—รวมถึงการโจมตีที่มีมูลค่าความเสียหายประมาณ $280 ล้านเหรียญและ $293 ล้านเหรียญ—แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงได้ขยายจากแค่จุดบกพร่องของ Smart Contract ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานและภัยคุกคามทางวิศวกรรมสังคมแบบ "Web2"
ข้อความของ Cronje ไม่ใช่การบอกว่าระบบการเงินบนบล็อกเชนล้มเหลว แต่เป็นว่า อุตสาหกรรมจำเป็นต้องซื่อสัตย์กับสิ่งที่มันกลายเป็น เขาเสนอว่าการเรียกโปรโตคอลในปัจจุบันว่า "DeFi" นั้นทำให้เข้าใจผิด เมื่อพวกเขาต้องพึ่งพาตัวกลางที่รวมศูนย์ โค้ดที่อัปเกรดได้ และการตัดสินใจนอกเชน คำว่า "onchain finance" อธิบายความเป็นจริงในปัจจุบันได้แม่นยำกว่า—และความจริงนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงที่แตกต่าง การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับที่แตกต่าง และข้อแลกเปลี่ยนในการออกแบบที่แตกต่าง ซึ่งนักพัฒนาไม่สามารถมองข้ามอีกต่อไป
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Andre Cronje ผู้สร้าง Fantom และ Flying Tulip ประกาศในเดือนสิงหาคม 2026 ว่า DeFi ที่แท้จริง 'ไม่มีอยู่อีกต่อไปนอกเหนือจากกลุ่มเฉพาะเล็กๆ' โดยระบุว่าโปรโตคอลส่วนใหญ่กลายเป็นระบบการเงินที่ถูกควบคุมโดยบริษัท
Andre Cronje ผู้สร้าง Fantom และ Flying Tulip ประกาศในเดือนสิงหาคม 2026 ว่า DeFi ที่แท้จริง 'ไม่มีอยู่อีกต่อไปนอกเหนือจากกลุ่มเฉพาะเล็กๆ' โดยระบุว่าโปรโตคอลส่วนใหญ่กลายเป็นระบบการเงินที่ถูกควบคุมโดยบริษัท TVL ของ DeFi ลดลงจาก $1,670 ล้านเหรียญในเดือนตุลาคม 2025 เหลือประมาณ $750 ล้านเหรียญ หรือลดลง 55% ใน 10 เดือน พร้อมกับที่ ECB ตั้งคำถามถึงการกระจายอำนาจของ DAO อย่าง Aave, MakerDAO และ Uniswap
เกิดเสียงแตกในวงการเมื่อ Cronje เสนอให้ใช้ระบบตัดวงจร (Circuit Breakers) เพื่อป้องกันการถูกโจมตี แต่ Michael Egorov แห่ง Curve เตือนว่าการทำแบบเดิมอาจเปิดช่องให้เกิดจุดล้มเหลวที่เกิดจากมนุษย์