การสำรวจด้วย JWST/MIRI พบการปลดปล่อยก๊าซจากจานกำเนิดดาวเคราะห์เป็นลำดับ จากลมโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็กและเจ็ตความเร็วสูง ไปสู่ลมอะตอมที่ช้าลง ตรวจพบการแผ่รังสีของไฮโดรเจนโมเลกุลหรือไอออนนีออนใน 66 จาก 72 ระบบ โดยพบลม H₂ รูปกรวย 46 ระบบ และเจ็ต [Ne II] ความเร็วสูง 40 ระบบ เมื่อดาวฤกษ์ดูดกลืนสสารน้อยลง รังส...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did a James Webb Space Telescope study of 72 young, Sun-like star systems reveal about how molecular-hydrogen winds, high-velocity neon. Article summary: The study indicates that protoplanetary disks lose gas in a sequence: vigorous, magnetically driven molecular and atomic outflows dominate early, then weaker, predominantly atomic and likely photoevaporative winds clear . Topic tags: general, education, academic, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts wi
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST) กำลังช่วยให้นักดาราศาสตร์เห็น “นาฬิกานับถอยหลัง” ของการก่อตัวดาวเคราะห์ได้ชัดขึ้น นั่นคือช่วงเวลาที่จานก๊าซและฝุ่นรอบดาวฤกษ์อายุน้อยยังมีวัตถุดิบมากพอสำหรับสร้างดาวเคราะห์ยักษ์
ผลสำรวจข้อมูลจากเครื่องมือ MIRI ของ JWST ในจานกำเนิดดาวเคราะห์ 72 ระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจานระยะ Class II และมองเห็นในมุมเอียงมากกว่า 40 องศา พบหลักฐานว่ากลไกการพัดพาก๊าซออกจากจานเปลี่ยนไปตามอายุของระบบดาว 1
2
3
10
ในระยะแรกที่ดาวฤกษ์ยังดูดกลืนสสารจากจานอย่างมาก จะพบลมโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็กและเจ็ตความเร็วสูงได้เด่นชัด ต่อมาเมื่ออัตราการดูดกลืนสสารลดลง ลมเหล่านี้จะอ่อนกำลังลง เหลือลมที่มีองค์ประกอบเป็นอะตอมและเคลื่อนที่ช้ากว่า จากนั้นรังสีพลังงานสูงของดาวฤกษ์จะให้ความร้อนแก่ก๊าซที่เหลือและผลักมันออกสู่อวกาศผ่านกระบวนการระเหยด้วยแสง หรือ photoevaporation 1
2
3
10
ทีมวิจัยใช้เส้นการแผ่รังสีของไฮโดรเจนโมเลกุล (H₂) และนีออนแตกตัวเป็นไอออน ([Ne II]) เพื่อติดตามก๊าซที่กำลังไหลออกจากจาน ผลคือพบการแผ่รังสีแบบขยายออกไปในอวกาศจาก H₂ และ/หรือ [Ne II] จำนวน 66 จาก 72 ระบบ 2
ในจำนวนนี้ นักวิจัยระบุได้ว่า
ตัวติดตามทั้งสองชนิดช่วยเปิดเผยโครงสร้างคนละส่วนของลมจากจาน โดย H₂ บ่งชี้ก๊าซโมเลกุลอุ่นที่แผ่เป็นวงกว้าง ส่วน [Ne II] สามารถติดตามก๊าซอะตอมที่ร้อนกว่า รวมถึงเจ็ตความเร็วสูงและลมที่ช้ากว่าซึ่งพบในระบบที่มีวิวัฒนาการมากขึ้น 2
3
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับการสังเกตการณ์ JWST ก่อนหน้านี้ ซึ่งพบเจ็ตแคบและเร็วฝังอยู่ภายในโพรงของลม H₂ ที่กว้างกว่าและเคลื่อนที่ช้ากว่า 5
ดาวฤกษ์อายุน้อยจะดูดกลืนก๊าซจากจานรอบตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรก สนามแม่เหล็กสามารถยกก๊าซออกจากจานและเร่งให้ไหลออกไปเป็นลมแม่เหล็กหรือกระแสพลาสมาที่ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า ลมบางส่วนอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วหลายสิบไมล์ต่อวินาที หรือราวหลายสิบกิโลเมตรต่อวินาที 1
3
เมื่อการดูดกลืนสสารลดลง รูปแบบการไหลออกก็เปลี่ยนตามไปด้วย การสำรวจพบลม H₂ ที่รุนแรงและเจ็ต [Ne II] ความเร็วสูงน้อยลง ขณะที่ลมที่เหลือมีลักษณะเป็นอะตอมและเคลื่อนที่ช้ากว่า รูปแบบนี้สนับสนุนแนวคิดว่ากลไกสำคัญสองแบบทำงานต่อเนื่องกันในช่วงต้นชีวิตของระบบสุริยะ ได้แก่ ลมแม่เหล็กในระยะแรก และลมความร้อนหรือการระเหยด้วยแสงในระยะหลัง 1
2
3
10
ลำดับการเปลี่ยนผ่านอธิบายได้ดังนี้
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ H₂ และ [Ne II] จึงเป็นเหมือนภาพตามลำดับของการสูญเสียแหล่งก๊าซที่ดาวเคราะห์ใช้ก่อตัว
ดาวเคราะห์ยักษ์ก๊าซไม่ได้ต้องการเพียงแกนหินหรือน้ำแข็งเท่านั้น แต่ยังต้องสะสมไฮโดรเจนและฮีเลียมจำนวนมากจากจานรอบดาวฤกษ์ด้วย การสะสมก๊าซอย่างรวดเร็วจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจานยังมีก๊าซเหลืออยู่มากพอ
เมื่อการพัดพาด้วยเจ็ต ลมแม่เหล็ก และต่อมาคือการระเหยด้วยรังสี กำจัดแหล่งก๊าซออกไป แกนดาวเคราะห์ที่ก่อตัวช้ากว่าอาจไม่สามารถเติบโตเป็นดาวเคราะห์ยักษ์แบบดาวพฤหัสบดีได้อีก
จึงเกิด “ผลกระทบจากเวลา” ขึ้นมา
นี่เป็นผลสรุปเชิงอนุมานจากลำดับวิวัฒนาการของจานที่สังเกตพบ ไม่ใช่การสังเกตโดยตรงว่าดาวเคราะห์ดวงใดเปลี่ยนจากประเภทหนึ่งไปเป็นอีกประเภทหนึ่ง ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าแหล่งก๊าซเปลี่ยนแปลงอย่างไร ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายของดาวเคราะห์ยังขึ้นอยู่กับการเติบโตของแกน โครงสร้างจาน และเงื่อนไขอื่น ๆ ด้วย 2
3
งานวิจัยและสรุปผลที่เผยแพร่ระบุว่า กลไกเหล่านี้ทำงานต่อเนื่องกันในช่วง 10 ล้านปีแรกของระบบสุริยะ อย่างไรก็ตาม ก๊าซที่จำเป็นต่อการสร้างดาวเคราะห์ยักษ์อาจหายไปเร็วกว่านั้นมากในแต่ละระบบ หลักฐานจึงชี้ถึง “ช่วงเวลาสั้น” สำหรับการก่อตัว ไม่ใช่เส้นตายสากลที่มีตัวเลขแน่นอนเหมือนกันทุกระบบ 1
2
ระบบสุริยะมีอายุราว 4.5–4.6 พันล้านปี แต่ดาวพฤหัสบดีเกิดขึ้นในช่วงที่ดวงอาทิตย์ยังล้อมรอบด้วยจานกำเนิดดาวเคราะห์อายุน้อย หากดวงอาทิตย์ในวัยเยาว์ผ่านลำดับวิวัฒนาการแบบเดียวกับระบบที่สำรวจ ดาวพฤหัสบดีจะต้องสะสมชั้นบรรยากาศไฮโดรเจนและฮีเลียมขนาดใหญ่ให้เสร็จก่อนที่ลมแม่เหล็กและการระเหยด้วยรังสีจะกวาดก๊าซในเนบิวลาสุริยะออกไป
อย่างไรก็ตาม JWST ไม่ได้สังเกตการก่อตัวของดาวพฤหัสบดีโดยตรง ผลสำรวจให้กรอบทางฟิสิกส์สำหรับอธิบายว่าเหตุใดเวลาจึงมีความสำคัญต่อการสร้างดาวเคราะห์ยักษ์ เพราะแหล่งก๊าซในจานไม่ได้คงที่ และกลไกที่กำจัดก๊าซก็เปลี่ยนไปตามวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ 1
2
3
การสำรวจทั้ง 72 ระบบช่วยยืนยันการเปลี่ยนแปลงของการมีอยู่และรูปร่างของลมจากจาน แต่ยังไม่สามารถคำนวณงบการสูญเสียมวลของลมแต่ละชนิดได้อย่างสมบูรณ์ ขั้นต่อไปคือการเชื่อมโยงสัญญาณที่สังเกตได้เข้ากับปริมาณก๊าซที่ถูกพัดออกจากแต่ละจานให้แม่นยำขึ้น
การสังเกตการณ์ในอนาคตที่แยกความเร็วและตำแหน่งของก๊าซได้ละเอียดขึ้น จะต้องตอบคำถามสำคัญ เช่น
คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้นักดาราศาสตร์แปลงลำดับของลมที่ JWST พบ ให้เป็นอายุเชิงปริมาณของช่วงเวลาการก่อตัวดาวเคราะห์ยักษ์ได้แม่นยำขึ้น
สำหรับตอนนี้ ข้อค้นพบที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่อง “ลำดับเวลา”: จานอายุน้อยเริ่มต้นด้วยลมโมเลกุลและลมแม่เหล็กที่รุนแรง จากนั้นเปลี่ยนไปสู่ลมอะตอมที่ช้าลง และท้ายที่สุดสูญเสียก๊าซซึ่งจำเป็นต่อการสร้างชั้นบรรยากาศแบบดาวพฤหัสบดี
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
การสำรวจด้วย JWST/MIRI พบการปลดปล่อยก๊าซจากจานกำเนิดดาวเคราะห์เป็นลำดับ จากลมโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็กและเจ็ตความเร็วสูง ไปสู่ลมอะตอมที่ช้าลง
การสำรวจด้วย JWST/MIRI พบการปลดปล่อยก๊าซจากจานกำเนิดดาวเคราะห์เป็นลำดับ จากลมโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็กและเจ็ตความเร็วสูง ไปสู่ลมอะตอมที่ช้าลง ตรวจพบการแผ่รังสีของไฮโดรเจนโมเลกุลหรือไอออนนีออนใน 66 จาก 72 ระบบ โดยพบลม H₂ รูปกรวย 46 ระบบ และเจ็ต [Ne II] ความเร็วสูง 40 ระบบ
เมื่อดาวฤกษ์ดูดกลืนสสารน้อยลง รังสีเอกซ์และอัลตราไวโอเลตจะเข้าถึงจานได้มากขึ้นและเร่งการระเหยของก๊าซ ทำให้แกนดาวเคราะห์ที่ก่อตัวช้าอาจไม่มีวัตถุดิบพอจะกลายเป็นดาวเคราะห์ยักษ์
การสำรวจด้วย JWST/MIRI พบการปลดปล่อยก๊าซจากจานกำเนิดดาวเคราะห์เป็นลำดับ จากลมโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็กและเจ็ตความเร็วสูง ไปสู่ลมอะตอมที่ช้าลง ตรวจพบการแผ่รังสีของไฮโดรเจนโมเลกุลหรือไอออนนีออนใน 66 จาก 72 ระบบ โดยพบลม H₂ รูปกรวย 46 ระบบ และเจ็ต [Ne II] ความเร็วสูง 40 ระบบ เมื่อดาวฤกษ์ดูดกลืนสสารน้อยลง รังส...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did a James Webb Space Telescope study of 72 young, Sun-like star systems reveal about how molecular-hydrogen winds, high-velocity neon. Article summary: The study indicates that protoplanetary disks lose gas in a sequence: vigorous, magnetically driven molecular and atomic outflows dominate early, then weaker, predominantly atomic and likely photoevaporative winds clear . Topic tags: general, education, academic, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts wi
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST) กำลังช่วยให้นักดาราศาสตร์เห็น “นาฬิกานับถอยหลัง” ของการก่อตัวดาวเคราะห์ได้ชัดขึ้น นั่นคือช่วงเวลาที่จานก๊าซและฝุ่นรอบดาวฤกษ์อายุน้อยยังมีวัตถุดิบมากพอสำหรับสร้างดาวเคราะห์ยักษ์
ผลสำรวจข้อมูลจากเครื่องมือ MIRI ของ JWST ในจานกำเนิดดาวเคราะห์ 72 ระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจานระยะ Class II และมองเห็นในมุมเอียงมากกว่า 40 องศา พบหลักฐานว่ากลไกการพัดพาก๊าซออกจากจานเปลี่ยนไปตามอายุของระบบดาว 1
2
3
10
ในระยะแรกที่ดาวฤกษ์ยังดูดกลืนสสารจากจานอย่างมาก จะพบลมโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็กและเจ็ตความเร็วสูงได้เด่นชัด ต่อมาเมื่ออัตราการดูดกลืนสสารลดลง ลมเหล่านี้จะอ่อนกำลังลง เหลือลมที่มีองค์ประกอบเป็นอะตอมและเคลื่อนที่ช้ากว่า จากนั้นรังสีพลังงานสูงของดาวฤกษ์จะให้ความร้อนแก่ก๊าซที่เหลือและผลักมันออกสู่อวกาศผ่านกระบวนการระเหยด้วยแสง หรือ photoevaporation 1
2
3
10
ทีมวิจัยใช้เส้นการแผ่รังสีของไฮโดรเจนโมเลกุล (H₂) และนีออนแตกตัวเป็นไอออน ([Ne II]) เพื่อติดตามก๊าซที่กำลังไหลออกจากจาน ผลคือพบการแผ่รังสีแบบขยายออกไปในอวกาศจาก H₂ และ/หรือ [Ne II] จำนวน 66 จาก 72 ระบบ 2
ในจำนวนนี้ นักวิจัยระบุได้ว่า
ตัวติดตามทั้งสองชนิดช่วยเปิดเผยโครงสร้างคนละส่วนของลมจากจาน โดย H₂ บ่งชี้ก๊าซโมเลกุลอุ่นที่แผ่เป็นวงกว้าง ส่วน [Ne II] สามารถติดตามก๊าซอะตอมที่ร้อนกว่า รวมถึงเจ็ตความเร็วสูงและลมที่ช้ากว่าซึ่งพบในระบบที่มีวิวัฒนาการมากขึ้น 2
3
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับการสังเกตการณ์ JWST ก่อนหน้านี้ ซึ่งพบเจ็ตแคบและเร็วฝังอยู่ภายในโพรงของลม H₂ ที่กว้างกว่าและเคลื่อนที่ช้ากว่า 5
ดาวฤกษ์อายุน้อยจะดูดกลืนก๊าซจากจานรอบตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรก สนามแม่เหล็กสามารถยกก๊าซออกจากจานและเร่งให้ไหลออกไปเป็นลมแม่เหล็กหรือกระแสพลาสมาที่ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า ลมบางส่วนอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วหลายสิบไมล์ต่อวินาที หรือราวหลายสิบกิโลเมตรต่อวินาที 1
3
เมื่อการดูดกลืนสสารลดลง รูปแบบการไหลออกก็เปลี่ยนตามไปด้วย การสำรวจพบลม H₂ ที่รุนแรงและเจ็ต [Ne II] ความเร็วสูงน้อยลง ขณะที่ลมที่เหลือมีลักษณะเป็นอะตอมและเคลื่อนที่ช้ากว่า รูปแบบนี้สนับสนุนแนวคิดว่ากลไกสำคัญสองแบบทำงานต่อเนื่องกันในช่วงต้นชีวิตของระบบสุริยะ ได้แก่ ลมแม่เหล็กในระยะแรก และลมความร้อนหรือการระเหยด้วยแสงในระยะหลัง 1
2
3
10
ลำดับการเปลี่ยนผ่านอธิบายได้ดังนี้
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ H₂ และ [Ne II] จึงเป็นเหมือนภาพตามลำดับของการสูญเสียแหล่งก๊าซที่ดาวเคราะห์ใช้ก่อตัว
ดาวเคราะห์ยักษ์ก๊าซไม่ได้ต้องการเพียงแกนหินหรือน้ำแข็งเท่านั้น แต่ยังต้องสะสมไฮโดรเจนและฮีเลียมจำนวนมากจากจานรอบดาวฤกษ์ด้วย การสะสมก๊าซอย่างรวดเร็วจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจานยังมีก๊าซเหลืออยู่มากพอ
เมื่อการพัดพาด้วยเจ็ต ลมแม่เหล็ก และต่อมาคือการระเหยด้วยรังสี กำจัดแหล่งก๊าซออกไป แกนดาวเคราะห์ที่ก่อตัวช้ากว่าอาจไม่สามารถเติบโตเป็นดาวเคราะห์ยักษ์แบบดาวพฤหัสบดีได้อีก
จึงเกิด “ผลกระทบจากเวลา” ขึ้นมา
นี่เป็นผลสรุปเชิงอนุมานจากลำดับวิวัฒนาการของจานที่สังเกตพบ ไม่ใช่การสังเกตโดยตรงว่าดาวเคราะห์ดวงใดเปลี่ยนจากประเภทหนึ่งไปเป็นอีกประเภทหนึ่ง ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าแหล่งก๊าซเปลี่ยนแปลงอย่างไร ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายของดาวเคราะห์ยังขึ้นอยู่กับการเติบโตของแกน โครงสร้างจาน และเงื่อนไขอื่น ๆ ด้วย 2
3
งานวิจัยและสรุปผลที่เผยแพร่ระบุว่า กลไกเหล่านี้ทำงานต่อเนื่องกันในช่วง 10 ล้านปีแรกของระบบสุริยะ อย่างไรก็ตาม ก๊าซที่จำเป็นต่อการสร้างดาวเคราะห์ยักษ์อาจหายไปเร็วกว่านั้นมากในแต่ละระบบ หลักฐานจึงชี้ถึง “ช่วงเวลาสั้น” สำหรับการก่อตัว ไม่ใช่เส้นตายสากลที่มีตัวเลขแน่นอนเหมือนกันทุกระบบ 1
2
ระบบสุริยะมีอายุราว 4.5–4.6 พันล้านปี แต่ดาวพฤหัสบดีเกิดขึ้นในช่วงที่ดวงอาทิตย์ยังล้อมรอบด้วยจานกำเนิดดาวเคราะห์อายุน้อย หากดวงอาทิตย์ในวัยเยาว์ผ่านลำดับวิวัฒนาการแบบเดียวกับระบบที่สำรวจ ดาวพฤหัสบดีจะต้องสะสมชั้นบรรยากาศไฮโดรเจนและฮีเลียมขนาดใหญ่ให้เสร็จก่อนที่ลมแม่เหล็กและการระเหยด้วยรังสีจะกวาดก๊าซในเนบิวลาสุริยะออกไป
อย่างไรก็ตาม JWST ไม่ได้สังเกตการก่อตัวของดาวพฤหัสบดีโดยตรง ผลสำรวจให้กรอบทางฟิสิกส์สำหรับอธิบายว่าเหตุใดเวลาจึงมีความสำคัญต่อการสร้างดาวเคราะห์ยักษ์ เพราะแหล่งก๊าซในจานไม่ได้คงที่ และกลไกที่กำจัดก๊าซก็เปลี่ยนไปตามวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ 1
2
3
การสำรวจทั้ง 72 ระบบช่วยยืนยันการเปลี่ยนแปลงของการมีอยู่และรูปร่างของลมจากจาน แต่ยังไม่สามารถคำนวณงบการสูญเสียมวลของลมแต่ละชนิดได้อย่างสมบูรณ์ ขั้นต่อไปคือการเชื่อมโยงสัญญาณที่สังเกตได้เข้ากับปริมาณก๊าซที่ถูกพัดออกจากแต่ละจานให้แม่นยำขึ้น
การสังเกตการณ์ในอนาคตที่แยกความเร็วและตำแหน่งของก๊าซได้ละเอียดขึ้น จะต้องตอบคำถามสำคัญ เช่น
คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้นักดาราศาสตร์แปลงลำดับของลมที่ JWST พบ ให้เป็นอายุเชิงปริมาณของช่วงเวลาการก่อตัวดาวเคราะห์ยักษ์ได้แม่นยำขึ้น
สำหรับตอนนี้ ข้อค้นพบที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่อง “ลำดับเวลา”: จานอายุน้อยเริ่มต้นด้วยลมโมเลกุลและลมแม่เหล็กที่รุนแรง จากนั้นเปลี่ยนไปสู่ลมอะตอมที่ช้าลง และท้ายที่สุดสูญเสียก๊าซซึ่งจำเป็นต่อการสร้างชั้นบรรยากาศแบบดาวพฤหัสบดี
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
การสำรวจด้วย JWST/MIRI พบการปลดปล่อยก๊าซจากจานกำเนิดดาวเคราะห์เป็นลำดับ จากลมโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็กและเจ็ตความเร็วสูง ไปสู่ลมอะตอมที่ช้าลง
การสำรวจด้วย JWST/MIRI พบการปลดปล่อยก๊าซจากจานกำเนิดดาวเคราะห์เป็นลำดับ จากลมโมเลกุลที่ขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็กและเจ็ตความเร็วสูง ไปสู่ลมอะตอมที่ช้าลง ตรวจพบการแผ่รังสีของไฮโดรเจนโมเลกุลหรือไอออนนีออนใน 66 จาก 72 ระบบ โดยพบลม H₂ รูปกรวย 46 ระบบ และเจ็ต [Ne II] ความเร็วสูง 40 ระบบ
เมื่อดาวฤกษ์ดูดกลืนสสารน้อยลง รังสีเอกซ์และอัลตราไวโอเลตจะเข้าถึงจานได้มากขึ้นและเร่งการระเหยของก๊าซ ทำให้แกนดาวเคราะห์ที่ก่อตัวช้าอาจไม่มีวัตถุดิบพอจะกลายเป็นดาวเคราะห์ยักษ์