รัสเซียพลิกโฉมโดรน Shahed ให้เป็นอาวุธนำวิถีที่ควบคุมโดยผู้บังคับได้แบบเรียลไทม์ ด้วยโมเด็ม Mesh จีนและกล้องหน้า, สร้างสถิติยิง 948 ลำในวันเดียว, และเริ่มติดเครื่องรบกวนสัญญาณสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) บนตัวโดรนเพื่อสก... ยูเครนตอบโต้ด้วยยุทธวิธีสุดแหวกแนว เปิดทางให้บริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทในระบบป้องกันภัยทางอากาศ ผล...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What changes has Russia made to its Shahed drone operations in Ukraine, including the shift to operator-guided drones with mesh modem techno. Article summary: Russia has transformed its Shahed drone campaign in Ukraine across three dimensions — converting the drones into operator-guided, network-capable weapons; dramatically scaling up launch rates and extending attack windows. Topic tags: general, general web, news, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "April 2026 marked a **new peak in the scale and operational complexity** of Russian Shahed-type UAV attacks against Ukraine. The average launch rate reached **219 total UAVs**[**[2" source context "Monthly Analysis of Russian Shahed 136 Deployment Against Ukraine" Reference image 2: visual subject "April 20
ปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรน Shahed ของรัสเซียในยูเครนไม่ได้เป็นเพียงแค่การยิงโดรนระเบิดพลีชีพแบบส่งเดชอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่า เมื่อโดรนที่เคยถูกมองว่าเชื่องช้า เสียงดัง และคาดเดาทิศทางได้ กำลังถูกแปรสภาพให้เป็นอาวุธนำวิถีผ่านเครือข่ายที่ควบคุมโดยผู้บังคับ (Operator) ได้ นี่คือการยกระดับที่ทำให้ Shahed ตามล่าเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ได้ลึกเข้าไปหลังแนวหน้า
ในเวลาเดียวกัน ปริมาณการยิงโดรนก็พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ รูปแบบการโจมตีเปลี่ยนจากการโจมตีเฉพาะกลางคืนเป็นการระดมโจมตีต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และที่สำคัญ รัสเซียได้เริ่มติดตั้งเครื่องรบกวนสัญญาณสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) เข้ากับตัวโดรนเพื่อต่อกรกับระบบสกัดกั้นราคาถูกของยูเครนโดยเฉพาะ
ท่ามกลางวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ดุดันของฝ่ายรุก ยูเครนไม่ได้ตอบโต้ด้วยวิธีการตามตำรา แต่หันมาเปิดเกมรุกด้วยมาตรการที่หลายคนคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริษัทเอกชนเข้ามาตั้งหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของตัวเอง การผลิตโดรนสกัดกั้นราคาแค่หลักพันดอลลาร์ และการระดมปืนกลติดรถกระบะที่ควบคุมด้วย AI และเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงเข้ามาเสริมทัพ
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดและมีผลกระทบมากที่สุดคือการเปลี่ยนรูปแบบการบินจากการตั้งโปรแกรมเส้นทางล่วงหน้า (Pre-programmed) มาสู่การควบคุมโดยมนุษย์แบบเรียลไทม์ เจ้าหน้าที่ยูเครนได้บันทึกกรณีจำนวนมากที่โดรน Shahed และ Gerbera ถูกบังคับให้พุ่งเข้าใส่เป้าหมายที่เคลื่อนที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะ หน่วยยิงเคลื่อนที่เร็ว หรือโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะจุด แทนที่จะบินตามจุด GPS ที่ตั้งไว้
การวิเคราะห์ซากโดรนที่ถูกยิงตกได้เผยให้เห็นฮาร์ดแวร์ที่ทำให้สิ่งนี้เป็นจริง ซากของ Shahed ที่ตกถูกพบว่ามี โมเด็มแบบ Mesh Network ที่ผลิตในจีน, กล้องที่ติดตั้งด้านหน้า, และชุดเสาอากาศขั้นสูง ซึ่งเป็นชุดแปลงสภาพที่เปลี่ยนจากระเบิดพลีชีพที่บินวนรอเป้าหมาย (Loitering Munition) ให้กลายเป็นอาวุธแบบ FPV (First Person View) ที่ควบคุมด้วยภาพได้
สิ่งที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีนี้เริ่มต้นจากการทดลองกับโดรน Gerbera ซึ่งมีน้ำหนักเบาในช่วงกลางปี 2025 ก่อนที่จะถูกนำมาติดตั้งกับ Shahed-136 อย่างเป็นระบบในเดือนกันยายนปีเดียวกัน
หัวใจหลักอยู่ที่ระบบเครือข่าย Mesh ซึ่งแตกต่างจากการเชื่อมต่อวิทยุแบบเดิมๆ โมเด็ม Mesh ช่วยให้โดรนหลายๆ ตัวสามารถสร้างสายโซ่สัญญาณที่ซ่อมแซมตัวเองได้ (Self-healing Relay Chains) โดรน Shahed แต่ละตัวในฝูงสามารถส่งต่อสัญญาณควบคุมและภาพวิดีโอไปยังตัวถัดไป ทำให้ผู้ควบคุมสามารถบังคับโดรนได้ในระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรลึกเข้าไปในพื้นที่ตอนในของยูเครน ในขณะที่ตัวระบบเองก็ทนทานต่อการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์
ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศของยูเครนอย่าง Serhii “Flash” Beskrestnov รายงานว่า ปฏิบัติการของโดรน Shahed แบบนำวิถีนี้ ได้ขยายขอบเขตไปถึงกรุงเคียฟจากทางเหนือ เมืองโปลตาวาจากทางตะวันตก และเมืองดนิโปร, ครีวี-ริห์, โอเดสซา และมิโคลาอีฟ จากทางใต้ เทคโนโลยีนี้ยังถูกใช้เพื่อไล่ล่าเป้าหมายที่เป็นทางรถไฟ โดยอาศัยเครือข่ายส่งต่อสัญญาณเพื่อให้ควบคุมได้ไกลเกินแนวหน้า
แน่นอนว่ายูเครนไม่ยอมอยู่เฉย ได้หันมาไล่ล่าและทำลายตัวส่งสัญญาณ Mesh เหล่านี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครนยืนยันการทำลายเครือข่าย Mesh ที่ปฏิบัติการจากดินแดนเบลารุส ซึ่งถูกใช้เพื่อบินลาดตระเวนเหนือกรุงเคียฟ อย่างไรก็ตาม ศักยภาพหลักนี้ก็ยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย
มิติที่สองของกลยุทธ์ใหม่ของรัสเซียคือเรื่องของ "จำนวน" ในเดือนเมษายน ปี 2026 เพียงเดือนเดียว รัสเซียยิง UAV ประเภท Shahed ถึง 6,583 ลำ เฉลี่ยวันละ 219 ลำ โดยในจำนวนนี้เป็นโดรนโจมตี Shahed/Geran 145 ลำ ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดก่อนหน้านี้ที่วันละ 208 ลำในเดือนมีนาคม 2026 และ 203 ลำในเดือนกรกฎาคม 2025 รัฐมนตรีกลาโหมยูเครนยังรายงานอีกว่า การยิง Shahed เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนนับตั้งแต่ต้นปี 2026
ส่วนสถิติการระดมยิงภายใน 24 ชั่วโมงก็ถูกทำลายลงเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ที่รัสเซียส่ง Shahed และโดรนโจมตีอื่นๆ มากถึง 948 ลำ ทุบสถิติเดิม 728 ลำที่ทำไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 อย่างราบคาบ และเมื่อมองภาพรวมตลอดปี 2025 รัสเซียยิง UAV ประเภท Shahed ไปแล้วมากกว่า 54,000 ลำ ในจำนวนนี้คือรุ่นสำหรับโจมตีโดยเฉพาะประมาณ 32,200 ลำ ซึ่งมากกว่าจำนวนในปี 2024 ถึงสี่เท่า (13,300 ลำ)
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าสำหรับทั้งพลเรือนและหน่วยป้องกันภัยทางอากาศคือ การขยายเวลาการโจมตีมาเป็นช่วงกลางวัน รัสเซียเริ่มส่งโดรนโจมตีและโดรนล่อเป้าในช่วงเวลากลางวันตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่จะโจมตีเฉพาะตอนกลางคืน ปัจจุบันการโจมตีมักจะมาในรูปแบบระลอกคลื่นที่ใช้เวลานาน เริ่มตั้งแต่กลางคืนและต่อเนื่องไปจนถึงกลางวัน ผสมผสานทั้งโดรนและขีปนาวุธ ระลอกการโจมตีที่ยืดเยื้อเหล่านี้บังคับให้ประชาชนต้องหลบอยู่ในที่กำบังนานหลายชั่วโมง และสร้างความยุ่งยากอย่างมากต่อการสับเปลี่ยนกำลังของหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ
ด้วยความพยายามที่จะเอาชนะเกมรับของยูเครน รัสเซียได้เริ่มเดินสายติดตั้งเครื่องรบกวนสัญญาณ EW เข้ากับโดรนบางส่วนโดยตรง เพื่อใช้ปราบปรามโดรนสกัดกั้นของยูเครนระหว่างการบิน นาย Oleksiy Vyskub รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมคนที่หนึ่งของยูเครนยืนยันว่า มีการพบ Shahed ที่ถูกดัดแปลงให้มี "เครื่องกดความถี่" ติดตั้งอยู่บริเวณส่วนท้าย
นี่คือภัยคุกคามโดยตรงต่อโมเดลการสกัดกั้นราคาประหยัดของยูเครน โดรนสกัดกั้นของพวกเขาซึ่งบางลำมีราคาถูกเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 35,000 บาท) นั้นต้องพึ่งพาการนำวิถีด้วยคลื่นความถี่วิทยุอย่างมาก การปรากฏตัวของเครื่องรบกวนสัญญาณบนตัวโดรนรัสเซียได้จุดชนวนให้เกิดสงครามการแข่งขันทางเทคโนโลยีรอบใหม่ ยูเครนกำลังเร่งลงทุนกับป้อมปืนกลที่ควบคุมด้วย AI ติดตั้งบนรถกระบะ, เครือข่ายการตรวจจับด้วยเสียง, และการเสริมความทนทานให้กับระบบของโดรนสกัดกั้นของตนเองให้ต้านทาน EW ได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากหน่วยข่าวกรองยูเครนและข้อมูลภาพถ่ายโอเพนซอร์สที่บ่งชี้ว่า รัสเซียได้ดัดแปลงลำตัวของโดรน Shahed บางส่วนให้สามารถติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศแบบ R-60 ได้ ซึ่งอาจทำให้โดรนเหล่านี้มีศักยภาพในการโจมตีอากาศยานของยูเครน สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ก็เคยตั้งข้อสังเกตถึงการดัดแปลงเพื่อติดตั้งอาวุธต่อสู้อากาศยานแบบพกพา (MANPADS) ไว้บน Shahed ด้วยเช่นกัน
แม้การดัดแปลงเหล่านี้จะยังพบได้น้อย แต่ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจของรัสเซียที่จะเค้นศักยภาพในการรบทุกอย่างออกมาจากแพลตฟอร์มนี้
หนึ่งในการทดลองที่แปลกประหลาดที่สุดของสงครามครั้งนี้คือ โครงการที่ยูเครนเปิดทางให้บริษัทเอกชนสามารถจัดตั้งทีมป้องกันภัยทางอากาศของตนเองเพื่อสกัดกั้นโดรนรัสเซีย บริษัทจำนวน 27 แห่งได้เข้าร่วมโครงการนี้แล้ว โดยบางแห่งได้ลงมือปฏิบัติภารกิจรบจริงเป็นที่เรียบร้อย เหตุผลนั้นเรียบง่าย: เมื่อต้องเจอกับคลื่นของ Shahed หลายร้อยลำ หน่วยป้องกันภัยทางอากาศของทหารต้องการกำลังพลที่มากขึ้นเพื่อช่วยกันยิง ภาคเอกชนจึงเข้ามาช่วยฝึกบุคลากร รับอาวุธขนาดเล็กและวัตถุระเบิดจากทางทหาร และจัดหาโดรนสกัดกั้นของตัวเอง
บริษัทผลิตอาวุธเอกชนของยูเครนเป็นผู้นำในการพัฒนา "โดรนสกัดกั้นแบบใช้แล้วทิ้ง" ซึ่งเป็นโดรนขนาดเบาที่มีกล้องติดตั้งบนตัว และถูกบังคับโดยนักบินภาคพื้นให้พุ่งเข้าชนกับ Shahed เพื่อทำลายซึ่งกันและกันกลางอากาศ โดรนเหล่านี้บางลำมีราคาถูกเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดเกือบ 200 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ อัตราการสกัดกั้น Shahed โดยโดรนสกัดกั้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในเวลาเพียงสี่เดือน แม้ว่าปริมาณการยิงของรัสเซียจะเพิ่มขึ้นก็ตาม กระทรวงกลาโหมยูเครนระบุว่า กำลังสร้างระบบป้องกันแบบหลายชั้นที่ตั้งเป้าอัตราการสกัดกั้นไว้ที่ 95% และกำลังทดสอบขีปนาวุธต่อต้าน Shahed ราคาถูกด้วย
จนถึงต้นปี 2026 กำลังการผลิตโดรนสกัดกั้นของยูเครนอยู่ที่ 1,500 ลำต่อวัน
การมาถึงของเครื่องรบกวนสัญญาณบนตัวโดรนรัสเซีย ได้จุดชนวนการแข่งขันทางเทคโนโลยีรอบใหม่ เพราะโดรนสกัดกั้นของยูเครนใช้คลื่นความถี่วิทยุเดียวกันกับที่เครื่องรบกวนสัญญาณเล็งเป้าเอาไว้ ยูเครนจึงต้องเร่งลงทุนกับระบบนำวิถีที่ทนทานกว่า, ระบบเล็งเป้าที่ใช้ AI สำหรับป้อมปืนกลซึ่งไม่ต้องพึ่งพาลิงก์วิทยุเลย, และเซ็นเซอร์ตรวจจับด้วยเสียงเพื่อการตรวจจับแบบ Passive
การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีโดรนมากกว่ากันอีกต่อไป แต่วัดกันที่ว่าใครจะสามารถควบคุมโดรนของตัวเองได้ ในสนามรบที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเต็มไปด้วยการรบกวนและการตอบโต้กันอย่างดุเดือดแบบนี้
เมื่อนำทุกองค์ประกอบมารวมกัน การเปลี่ยนแปลงของรัสเซียที่เปลี่ยน Shahed ให้กลายเป็นอาวุธภายใต้เครือข่ายและควบคุมโดยผู้บังคับ, การยิงด้วยจำนวนมหาศาลเป็นประวัติการณ์, การขยายเวลาโจมตีเป็นทั้งวันทั้งคืน, และการติดตั้งระบบป้องกันทางอิเล็กทรอนิกส์ในตัว ล้วนเป็นสัญญาณของการยกระดับความรุนแรงในสงครามโดรนขั้นพื้นฐาน
ในขณะเดียวกัน การตอบสนองของยูเครนที่ตั้งอยู่บนการผลิตแบบกระจายศูนย์, การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน, และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว คือบททดสอบว่าระบบมาตรการตอบโต้ราคาถูกที่ผลิตจำนวนมากนั้น จะสามารถตามทันศัตรูที่เรียนรู้ได้เร็วพอๆ กันได้หรือไม่
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
รัสเซียพลิกโฉมโดรน Shahed ให้เป็นอาวุธนำวิถีที่ควบคุมโดยผู้บังคับได้แบบเรียลไทม์ ด้วยโมเด็ม Mesh จีนและกล้องหน้า, สร้างสถิติยิง 948 ลำในวันเดียว, และเริ่มติดเครื่องรบกวนสัญญาณสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) บนตัวโดรนเพื่อสก...
รัสเซียพลิกโฉมโดรน Shahed ให้เป็นอาวุธนำวิถีที่ควบคุมโดยผู้บังคับได้แบบเรียลไทม์ ด้วยโมเด็ม Mesh จีนและกล้องหน้า, สร้างสถิติยิง 948 ลำในวันเดียว, และเริ่มติดเครื่องรบกวนสัญญาณสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) บนตัวโดรนเพื่อสก... ยูเครนตอบโต้ด้วยยุทธวิธีสุดแหวกแนว เปิดทางให้บริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทในระบบป้องกันภัยทางอากาศ ผลิตโดรนสกัดกั้นราคาถูกหลักพันดอลลาร์ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับระบบ EW ใหม่ของรัสเซีย
อัตราการโจมตีเข้าเป้าพุ่งจาก 2 3% เป็นกว่า 17% ในปี 2025 สะท้อนถึงการยกระดับความรุนแรง และเปลี่ยนสมรภูมิเป็นสนามประลองของมาตรการตอบโต้ราคาถูกทั้งสองฝ่าย