กลางเดือนพฤษภาคม 2026 Google เปลี่ยนระบบจำกัดการใช้ Gemini จากการนับจำนวนพรอมต์รายวัน เป็นระบบโควตาที่วัดจากพลังประมวลผลของแต่ละคำสั่ง [2][19] การใช้งานจะถูกคำนวณจากความซับซ้อนของคำถาม ฟีเจอร์หรือโมเดลที่ใช้ และความยาวของบทสนทนา โดยโควตาจะรีเฟรชทุก 5 ชั่วโมงจนถึงเพดานรายสัปดาห์ [2][5] การเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมแพ็กเกจ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What changes did Google introduce to Gemini’s usage limits on May 20, 2026, how does the new compute‑based system work compared to the previ. Article summary: Google changed Gemini from simple daily prompt caps to a compute-based usage system in mid-May 2026, with coverage on May 19–20 and Google support pages saying the change starts May 17, 2026. Under the new system, usage . Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Gemini’s new usage limits are live, and users already seem frustrated about it. As a part of a *massive* slate of new AI announcements, Google this week also announced new comput" source context "Gemini users are frustrated by new usage limit changes" Reference image 2: visual subject "# Gemini’s new usage limi
Google ได้ปรับโครงสร้าง ระบบจำกัดการใช้งาน Gemini ครั้งใหญ่ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2026 โดยเลิกใช้วิธีจำกัดจำนวนพรอมต์ต่อวัน แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบ โควตาตามพลังประมวลผล (compute‑based usage) แทน
การเปลี่ยนแปลงเริ่มทยอยใช้งานราว 17–20 พฤษภาคม 2026 พร้อมกับการประกาศแพ็กเกจ AI ใหม่ในงาน Google I/O 2026
ก่อนหน้านี้ Gemini ใช้วิธีจำกัดง่าย ๆ คือ กำหนดจำนวนข้อความหรือพรอมต์ที่ส่งได้ต่อวัน เมื่อครบจำนวนก็ต้องรอรีเซ็ตในวันถัดไป
ระบบใหม่ของ Google เปลี่ยนเป็น การคำนวณจากงานประมวลผลจริงที่โมเดลต้องใช้ แทน
ปัจจัยหลักที่นำมาคำนวณ ได้แก่
ผลลัพธ์คือ พรอมต์แต่ละคำสั่งอาจใช้โควตาไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น
อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือวิธีรีเซ็ตการใช้งาน
ดังนั้นผู้ใช้จะใช้งานในรูปแบบ rolling window คือมีโควตาเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ แทนการรีเซ็ตครั้งเดียวต่อวัน
Google ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ มีผลกับผู้ใช้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ใช้อายุน้อยกว่านั้นยังไม่ได้รับผลในช่วงแรก
ช่วงเวลาเดียวกัน Google ได้ปรับโครงสร้างแพ็กเกจสมาชิก AI สำหรับผู้ใช้ทั่วไป
แพ็กเกจหลักที่ถูกพูดถึง ได้แก่
Google ระบุว่าผู้ใช้ที่สมัครแพ็กเกจแบบเสียเงินจะได้รับ โควตาพลังประมวลผลมากกว่า และเข้าถึงโมเดลขั้นสูงได้ก่อน
เมื่อผู้ใช้ใช้โควตาหมด ระบบอาจ สลับไปใช้โมเดลขนาดเล็กที่เร็วกว่า แทน เพื่อให้ยังใช้งานพื้นฐานได้ต่อไป
นอกจากนี้ Google ยังรองรับวิธีเพิ่มการใช้งาน เช่น
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการทำงานจริงอาจแตกต่างกันตามฟีเจอร์หรือแผนสมาชิก
หลังการอัปเดต มีเสียงวิจารณ์จากผู้ใช้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ใช้แบบเสียเงิน
ประเด็นหลักที่ถูกพูดถึง ได้แก่
ผู้ใช้บางคนถึงกับเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นลักษณะ "bait‑and‑switch" หรือเปลี่ยนเงื่อนไขหลังขายแพ็กเกจแล้ว
การเปลี่ยนของ Google สะท้อนแนวโน้มใหญ่ในอุตสาหกรรม AI คือ การคิดค่าบริการตามพลังประมวลผลจริง แทนการนับจำนวนคำสั่ง
เหตุผลสำคัญคือ
การคิดโควตาตาม compute จึงช่วยให้บริษัท จัดสรรทรัพยากรได้เหมาะสมกับความซับซ้อนของงานมากขึ้น
การอัปเดตในเดือนพฤษภาคม 2026 ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของ Gemini
จากเดิมที่ นับจำนวนพรอมต์ต่อวัน ตอนนี้ระบบจะวัดว่า แต่ละคำสั่งใช้พลังประมวลผลมากแค่ไหน แทน
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การใช้งานอาจไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แต่สำหรับผู้ใช้ที่ทำงานซับซ้อน แชตยาว หรือใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง ระบบใหม่อาจทำให้ โควตาหมดเร็วกว่าเดิม อย่างเห็นได้ชัด
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
กลางเดือนพฤษภาคม 2026 Google เปลี่ยนระบบจำกัดการใช้ Gemini จากการนับจำนวนพรอมต์รายวัน เป็นระบบโควตาที่วัดจากพลังประมวลผลของแต่ละคำสั่ง [2][19]
กลางเดือนพฤษภาคม 2026 Google เปลี่ยนระบบจำกัดการใช้ Gemini จากการนับจำนวนพรอมต์รายวัน เป็นระบบโควตาที่วัดจากพลังประมวลผลของแต่ละคำสั่ง [2][19] การใช้งานจะถูกคำนวณจากความซับซ้อนของคำถาม ฟีเจอร์หรือโมเดลที่ใช้ และความยาวของบทสนทนา โดยโควตาจะรีเฟรชทุก 5 ชั่วโมงจนถึงเพดานรายสัปดาห์ [2][5]
การเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมแพ็กเกจสมาชิก AI ใหม่ เช่น AI Plus, AI Pro และ AI Ultra และทำให้ผู้ใช้บางส่วนวิจารณ์ว่าคุ้มค่าน้อยลงเมื่อเทียบกับระบบเดิม [1][37]