ปัจจัยหลักที่นำมาคำนวณ ได้แก่
ผลลัพธ์คือ พรอมต์แต่ละคำสั่งอาจใช้โควตาไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น
อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือวิธีรีเซ็ตการใช้งาน
ดังนั้นผู้ใช้จะใช้งานในรูปแบบ rolling window คือมีโควตาเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ แทนการรีเซ็ตครั้งเดียวต่อวัน
Google ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ มีผลกับผู้ใช้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ใช้อายุน้อยกว่านั้นยังไม่ได้รับผลในช่วงแรก
ช่วงเวลาเดียวกัน Google ได้ปรับโครงสร้างแพ็กเกจสมาชิก AI สำหรับผู้ใช้ทั่วไป
แพ็กเกจหลักที่ถูกพูดถึง ได้แก่
Google ระบุว่าผู้ใช้ที่สมัครแพ็กเกจแบบเสียเงินจะได้รับ โควตาพลังประมวลผลมากกว่า และเข้าถึงโมเดลขั้นสูงได้ก่อน
เมื่อผู้ใช้ใช้โควตาหมด ระบบอาจ สลับไปใช้โมเดลขนาดเล็กที่เร็วกว่า แทน เพื่อให้ยังใช้งานพื้นฐานได้ต่อไป
นอกจากนี้ Google ยังรองรับวิธีเพิ่มการใช้งาน เช่น
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการทำงานจริงอาจแตกต่างกันตามฟีเจอร์หรือแผนสมาชิก
หลังการอัปเดต มีเสียงวิจารณ์จากผู้ใช้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ใช้แบบเสียเงิน
ประเด็นหลักที่ถูกพูดถึง ได้แก่
ผู้ใช้บางคนถึงกับเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นลักษณะ "bait‑and‑switch" หรือเปลี่ยนเงื่อนไขหลังขายแพ็กเกจแล้ว
การเปลี่ยนของ Google สะท้อนแนวโน้มใหญ่ในอุตสาหกรรม AI คือ การคิดค่าบริการตามพลังประมวลผลจริง แทนการนับจำนวนคำสั่ง
เหตุผลสำคัญคือ
การอัปเดตในเดือนพฤษภาคม 2026 ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของ Gemini
จากเดิมที่ นับจำนวนพรอมต์ต่อวัน ตอนนี้ระบบจะวัดว่า แต่ละคำสั่งใช้พลังประมวลผลมากแค่ไหน แทน
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การใช้งานอาจไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แต่สำหรับผู้ใช้ที่ทำงานซับซ้อน แชตยาว หรือใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง ระบบใหม่อาจทำให้ โควตาหมดเร็วกว่าเดิม อย่างเห็นได้ชัด
Comments
0 comments