ระบบเหล่านี้มีความสำคัญต่อการทำงานประจำวัน แต่เปลี่ยนผู้ให้บริการได้ง่ายกว่าระบบระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบปฏิบัติการหรือคลาวด์ระดับโลก
แม้จะมีตัวอย่างการเปลี่ยนซอฟต์แวร์เกิดขึ้น แต่ฮ่องกง ยังไม่ได้ประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการ ที่บังคับให้หน่วยงานรัฐเลิกใช้เทคโนโลยีตะวันตกทั้งหมด
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาจากการตัดสินใจด้านการจัดซื้อและความเหมาะสมของระบบ มากกว่าคำสั่งเชิงนโยบายจากรัฐบาล
ในความเป็นจริง บริษัทข้ามชาติและภาคการเงินจำนวนมากในฮ่องกงยังคงพึ่งพาคลาวด์ เครื่องมือพัฒนา และซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพจากบริษัทตะวันตกอย่างหนัก ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบดิจิทัลของเมือง
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงด้านผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ ฮ่องกงยังลงทุนอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้ร่วมกันของภาครัฐ
องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
Government Cloud Infrastructure Services (GCIS) และ Big Data Analytics Platform ซึ่งช่วยให้หน่วยงานรัฐแชร์ทรัพยากรคอมพิวติ้ง เชื่อมต่อระบบ และพัฒนาโครงการ AI หรือวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันได้ โดยภายในปลายปี 2024 แพลตฟอร์มเหล่านี้รองรับบริการรัฐบาลดิจิทัลหลายร้อยบริการแล้ว
อีกระบบสำคัญคือ iAM Smart แพลตฟอร์มยืนยันตัวตนดิจิทัลของทั้งเมือง ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าสู่บริการออนไลน์ ทำธุรกรรม และลงนามดิจิทัลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในปี 2025 ทุกหน่วยงานของรัฐได้ใช้ระบบนี้เป็นช่องทางเดียวสำหรับเข้าถึงบริการภาครัฐ
โครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์เหล่านี้ทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มบริการดิจิทัลใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ได้ง่ายขึ้นในระดับแอปพลิเคชัน
อีกแรงผลักสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือการผสานเศรษฐกิจของฮ่องกงกับภูมิภาค Greater Bay Area (GBA) ซึ่งประกอบด้วยมณฑลกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า
นโยบายความร่วมมือในภูมิภาคนี้มุ่งให้เกิดการไหลเวียนของทุน ข้อมูล บุคลากร และนวัตกรรมระหว่างเมืองต่าง ๆ มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเขตความร่วมมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซินเจิ้น–ฮ่องกง
เมื่อองค์กรในฮ่องกงทำงานใกล้ชิดกับบริษัทหรือสถาบันจากจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น การใช้แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์จากจีนก็อาจทำให้การเชื่อมต่อระบบ การปฏิบัติตามมาตรฐาน และการทำงานข้ามพรมแดนง่ายขึ้น
การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีนทำให้หลายองค์กรเริ่มพิจารณาความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล
ในฮ่องกง การถกเถียงด้านนโยบายเทคโนโลยีมักกล่าวถึงความจำเป็นในการ กระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อลดการพึ่งพาผู้ให้บริการจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
สำหรับหน่วยงานรัฐและองค์กรขนาดใหญ่ การมีตัวเลือกเทคโนโลยีจากหลายภูมิภาคจึงถูกมองว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านการส่งออก เทคโนโลยี การคว่ำบาตร หรือข้อพิพาททางการเมืองในอนาคต
แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในอนาคตไม่ใช่การหายไปของเทคโนโลยีตะวันตกจากฮ่องกง แต่เป็นการเกิด ระบบเทคโนโลยีแบบสองขั้วที่อยู่ร่วมกัน
ในทางปฏิบัติอาจเห็นรูปแบบดังนี้
สิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงจึงไม่ใช่การ “ลบเทคโนโลยีตะวันตกออก” อย่างฉับพลัน แต่เป็น การปรับสมดุลของระบบดิจิทัล ที่เคยถูกครอบงำโดยบริษัทตะวันตกมานาน
แรงผลักหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้มีสามประการ
ผลลัพธ์คือภูมิทัศน์เทคโนโลยีของฮ่องกงกำลังเปลี่ยนจากระบบที่เคยพึ่งพาตะวันตกอย่างชัดเจน ไปสู่ระบบที่มีทั้งแพลตฟอร์มตะวันตกและจีนแข่งขันและอยู่ร่วมกันมากขึ้น
Comments
0 comments