ผลกระทบอีกชั้นหนึ่งของความตึงเครียดในตะวันออกกลางคือ ตลาดพลังงาน รายงานระบุว่าหลังคำเตือนต่ออิหร่าน ราคาน้ำมัน Brent crude พุ่งเหนือ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลว่าการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันอาจถูกรบกวน
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมีแนวโน้มทำให้ เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลาง หากเงินเฟ้อยังสูง ธนาคารกลางอาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น หรือชะลอการลดดอกเบี้ย
เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น นักลงทุนจำนวนมากจึงลดการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น คริปโตเคอร์เรนซี
อีกแรงกดดันสำคัญคือ เงินทุนจากนักลงทุนสถาบันที่ไหลออกจากตลาด รายงานระบุว่าผลิตภัณฑ์การลงทุนในคริปโตมีเงินไหลออกสุทธิมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาดังกล่าว
โดยเฉพาะ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐ ที่มีการถอนเงินจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น มีรายงานการไหลออกในวันเดียวสูงถึง ประมาณ 635 ล้านดอลลาร์
กลไกของ ETF ทำให้เงินไหลออกสามารถกดราคาตลาดได้จริง เพราะเมื่อผู้ลงทุนขายหน่วยลงทุน ผู้จัดการกองทุนต้องขาย Bitcoin ที่ถืออยู่เพื่อนำเงินมาคืนผู้ลงทุน
ในบางวันยังมีรายงานว่า เงินกว่า 290 ล้านดอลลาร์ไหลออกจาก Bitcoin ETF ภายในวันเดียว ในช่วงที่ Bitcoin ซื้อขายใกล้ระดับ 78,000 ดอลลาร์
เมื่อราคาคริปโตเริ่มลดลง ตลาดอนุพันธ์ก็ยิ่งขยายแรงขาย เนื่องจากการเทรดคริปโตจำนวนมากใช้ เลเวอเรจ (การกู้เงินมาเพิ่มขนาดการลงทุน)
เมื่อราคาลดลงถึงจุดหนึ่ง ระบบจะปิดสถานะอัตโนมัติ ทำให้เกิดการขายเพิ่มขึ้นทันที
มีรายงานว่าในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง มีการล้างพอร์ตคริปโตรวมมากกว่า 657 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เป็นสถานะที่เดิมพันว่าราคาจะขึ้น
กระบวนการนี้สร้างวงจรที่ทำให้ราคาลงเร็วขึ้น:
นอกจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจโลกก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ
ความกังวลเกี่ยวกับ เงินเฟ้อที่ยังสูงและความเป็นไปได้ของดอกเบี้ยที่สูงต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นและสภาพคล่องในตลาดลดลง
ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ นักลงทุนมักลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งรวมถึงหุ้นเทคโนโลยีและคริปโตเคอร์เรนซี ส่งผลให้ Bitcoin หลุดระดับ 80,000 ดอลลาร์ ในช่วงหนึ่งของแรงเทขาย
Bitcoin และ Ethereum มักเป็นเหรียญที่ปรับตัวลงแรงก่อนเหรียญอื่น เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่
เมื่อกองทุนหรือผู้เล่นรายใหญ่ต้องการลดความเสี่ยง พวกเขามักขาย BTC และ ETH ก่อน ซึ่งทำให้แรงขายปรากฏชัดในสองเหรียญนี้ก่อนที่จะกระจายไปยังตลาดคริปโตส่วนที่เหลือ
การปรับฐานล่าสุดของตลาดคริปโตเกิดจากหลายปัจจัยที่เกิดพร้อมกัน ได้แก่
เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดจึงสามารถปรับตัวลงอย่างรวดเร็วในระยะสั้น แม้ว่าภาพรวมระยะยาวของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม
Comments
0 comments