เยนญี่ปุ่นดีดตัวกลับจากจุดอ่อนสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ยุติการอ่อนค่า 5 วันติดต่อกัน หลังเกิด 3 ปัจจัยเร่งพร้อมกัน ได้แก่ การแทรกแซงร่วมกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น การเพิ่มขึ้นของความคาดหวังที่ BOJ จะขึ้นด... การแทรกแซงร่วมสหรัฐฯ ญี่ปุ่นเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ผลักดันเยนจากระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์ขึ้น...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused the Japanese yen to snap its five-session losing streak and rebound from a two-week low against the U.S. dollar, and what are th. Article summary: Here is a breakdown of what caused the yen to snap its losing streak and the key factors shaping USD/JPY ahead of the September central bank meetings.. Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it use
เยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าอย่างรุนแรงในเดือนสิงหาคม 2026 หลังจากอ่อนค่าติดต่อกันถึง 5 วันทำการและทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจากการรวมตัวของ 3 ปัจจัยเร่ง (catalysts) ที่แตกต่างกัน ได้แก่ การแทรกแซงค่าเงินร่วมกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น, การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของความคาดหวังที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และรายงานยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ที่อ่อนแออย่างน่าประหลาดใจ บทความนี้จะเจาะลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและความหมายต่อคู่สกุลเงิน USD/JPY ก่อนการประชุมธนาคารกลางครั้งสำคัญในเดือนกันยายน
ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้ดำเนินการแทรกแซงค่าเงินเยนร่วมกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในการพยุงค่าเงินญี่ปุ่น ปฏิบัติการดังกล่าวผลักดันให้เยนแข็งค่าจากระดับเกือบ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดในรอบ 40 ปี ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 157 เยนต่อดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่วัน
รายงานระบุว่าญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวอาจใช้เงินสูงถึง 36.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการดำเนินการครั้งนี้
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกมาสนับสนุนการแทรกแซงนี้ต่อสาธารณะ โดยเรียกว่าเป็น "สัญญาณแห่งมิตรภาพ" และกระตุ้นให้โตเกียวดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อสนับสนุนค่าเงิน
ปัจจัยที่ทรงพลังที่สุดอาจเป็นการปรับตัวอย่างรวดเร็วของความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ยของ BOJ ตลาดปรับความน่าจะเป็นที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนจากเพียง 24% ในวันที่ 30 กรกฎาคม ขึ้นเป็น 76% ภายในกลางเดือนสิงหาคม การปรับตัวนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายเหตุการณ์:
ภายในกลางเดือนสิงหาคม ตลาดพนัน (prediction markets) มองเห็นความน่าจะเป็นถึง 60% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน โดยบางแพลตฟอร์มประเมินสูงถึง 76%
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่ายอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 9 เดือน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% อย่างมาก ยอดค้าปลีกพื้นฐาน (Core retail sales) ซึ่งไม่รวมยานยนต์และน้ำมัน ก็ลดลง 0.4% เช่นกัน
รายงานดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับตลาด ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ร่วงลงถึง 0.4% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เทรดเดอร์ปรับลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนลงเหลือประมาณ 31-32%
ความอ่อนแอของดอลลาร์ช่วยหนุนให้เยนแข็งค่าขึ้นโดยตรง โดยคู่ USD/JPY พุ่งลงไปแตะระดับ 158.60 ก่อนจะปิดที่ใกล้ 159.37 ซึ่งยังคงลดลงในวันนั้น
ข้อมูลที่อ่อนแอนี้ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มที่ Fed จะคงดอกเบี้ย ซึ่งจะยิ่งหนุนให้เยนแข็งค่าขึ้น
ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่การประชุมธนาคารกลางที่สำคัญสองแห่ง ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) ในวันที่ 15-16 กันยายน และการประชุม BOJ ในวันที่ 17-18 กันยายน
BOJ อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักให้ดำเนินการขึ้นดอกเบี้ย แหล่งข่าวระบุว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.0% เป็น 1.25% คำถามสำคัญคือ ผู้ว่าการคาซูโอะ อุเอดะ และคณะกรรมการจะดำเนินการตามที่ได้ส่งสัญญาณไว้อย่างชัดเจนหรือไม่
การตัดสินใจของ Fed ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ยอดค้าปลีกที่อ่อนแอในเดือนกรกฎาคมและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงได้ลดโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลงเหลือประมาณ 31% หาก Fed คงดอกเบี้ย (ซึ่งเป็นกรณีพื้นฐาน) ในขณะที่ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยดอลลาร์และเยนจะแคบลง ทำให้เยนมีโอกาสแข็งค่าขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม หาก Fed สร้างความประหลาดใจด้วยการส่งสัญญาณ hawkish ถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ความแข็งแกร่งของดอลลาร์อาจบั่นทอนการแข็งค่าของเยน
แรงหนุนจากการแทรกแซงครั้งใหญ่เริ่มลดลงแล้ว ภายในกลางเดือนสิงหาคม เยนอ่อนค่าลงประมาณ 1% ในรอบสัปดาห์ โดยกลับไปที่ระดับ 159.37 และเสียกำไรหลังการแทรกแซงไปประมาณครึ่งหนึ่ง ขณะนี้เทรดเดอร์มองว่าระดับ 160 เป็นจุดที่อาจกระตุ้นให้เกิดการซื้อเยนอย่างเป็นทางการรอบใหม่
เดิมพันในการประชุม BOJ เดือนกันยายนนั้นสูงมาก นี่คือความเสี่ยงหลักหากธนาคารกลางคงดอกเบี้ย:
สรุป: การดีดตัวของเยนได้รับแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยเร่ง ได้แก่ การแทรกแซงร่วมสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น, ความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ที่พุ่งสูง และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ แนวโน้มในตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่า BOJ จะดำเนินการตามที่ตลาดคาดหวังในวันที่ 18 กันยายนหรือไม่ หากทำ เยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก Fed คงดอกเบี้ย หากไม่ทำ การอ่อนค่าลงสู่ระดับ 160+ ถือเป็นกรณีพื้นฐาน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เยนญี่ปุ่นดีดตัวกลับจากจุดอ่อนสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ยุติการอ่อนค่า 5 วันติดต่อกัน หลังเกิด 3 ปัจจัยเร่งพร้อมกัน ได้แก่ การแทรกแซงร่วมกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น การเพิ่มขึ้นของความคาดหวังที่ BOJ จะขึ้นด...
เยนญี่ปุ่นดีดตัวกลับจากจุดอ่อนสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ยุติการอ่อนค่า 5 วันติดต่อกัน หลังเกิด 3 ปัจจัยเร่งพร้อมกัน ได้แก่ การแทรกแซงร่วมกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น การเพิ่มขึ้นของความคาดหวังที่ BOJ จะขึ้นด... การแทรกแซงร่วมสหรัฐฯ ญี่ปุ่นเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ผลักดันเยนจากระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์ขึ้นมาใกล้ 157 เยน โดยญี่ปุ่นอาจใช้เงินสูงถึง 36.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการดำเนินการ
ความคาดหวังที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนทะยานจาก 24% สู่ 76% ภายในกลางเดือนสิงหาคม หลังคณะกรรมการ BOJ ส่งสัญญาณ hawkish และมีแรงกดดันจากสหรัฐฯ ตัวเลขเงินเฟ้อภาคผลิตของญี่ปุ่นที่ร้อนแรงยิ่งตอกย้ำแนวโน้มนี้