ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพของตลาดสองความเร็วที่กำลังวิ่งสวนทางกัน: ตลาดระดับพรีเมียมที่ยอดขายคงที่หรือเติบโตได้ และตลาดราคาประหยัดที่กำลังตกอยู่ในห้วงดิ่งอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลจากอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดในโลก สะท้อนภาพวิกฤตนี้ได้ดีที่สุด ในไตรมาสแรกของปี 2026 :
ความล่มสลายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอินเดีย IDC คาดการณ์ว่าตลาดที่พึ่งพามือถือราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด :
วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชะลอตัวชั่วคราว แต่มันกำลังฝังรากลึกเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง IDC ประกาศชัดเจนว่านี่คือการสิ้นสุดของยุค 'สมาร์ทโฟนราคาถูกพิเศษ' (Ultra-Cheap Smartphone) เพราะแม้ราคาชิปจะทรงตัวในอนาคต มือถือราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครผลิตได้อย่างคุ้มทุนอีกต่อไป
ทางเลือกของผู้บริโภคที่มองหามือถือราคาเบาๆ จึงถูกบีบให้ต้องหันไปพึ่งพา ตลาดมือถือมือสองหรือเครื่องรีเฟอร์บิช ซึ่งจะกลายเป็นช่องทางหลักสำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่มีงบจำกัด
ท่ามกลางความมืดมน ตลาดระดับพรีเมียมกลับสวนกระแส ในอินเดีย มือถือราคาสูง (มากกว่า 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ) มียอดขายเติบโตถึง 25% ซึ่งเป็นผลมาจากแบรนด์อย่าง Apple และ Samsung ที่ยังคงมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อราคาที่สูงขึ้น
อย่าเพิ่งหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเร็ววัน นักวิเคราะห์และผู้ผลิตชิปรายใหญ่ต่างส่งสัญญาณตรงกันว่า ภาวะคอขวดของการผลิตชิป DRAM และ HBM จะยังคงอยู่ต่อไป อย่างน้อยจนถึงปี 2027 เพราะความต้องการจากศูนย์ข้อมูล AI ยังคงสูงลิบ และการสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการฟื้นตัวที่แท้จริงจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึง ปี 2028 ซึ่งหมายความว่าเราอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่สมาร์ทโฟนราคาถูกเป็นของหายาก ผู้คนต้องใช้เครื่องเดิมนานขึ้น และการอัปเกรดไปใช้รุ่นใหม่กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยมากขึ้นไปอีกอย่างน้อยสองปีนับจากนี้
Comments
0 comments