แรงขายต่อเนื่องจากการปิดสถานะเหล่านี้ทำให้การปรับตัวลงกลายเป็นการ "เท" อย่างรวดเร็วในตลาด
หลังจากฝั่ง Long ถูกล้างพอร์ตจำนวนมาก ตลาดเริ่มทรงตัวและดีดกลับ เมื่อราคา Bitcoin เริ่มไต่ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แรงกดดันย้ายไปที่ ฝั่ง Short หรือผู้ที่เดิมพันว่าราคาจะลง
เมื่อราคาทะลุ ช่วง $77,000–$78,000 การล้างพอร์ตฝั่ง Short ก็เริ่มเกิดขึ้น รายงานหนึ่งระบุว่า ตำแหน่ง Short ราว 180 ล้านดอลลาร์ถูกปิดภายในเวลาเพียง 30 นาที เมื่อ Bitcoin พุ่งผ่าน $78,000
นี่คือรูปแบบคลาสสิกของ Short Squeeze
เมื่อราคาพุ่งขึ้น ผู้ที่เปิด Short ต้องซื้อสินทรัพย์กลับเพื่อปิดสถานะ การซื้อแบบบังคับนี้สร้างแรงซื้อเพิ่ม ทำให้ราคายิ่งขึ้นและกระตุ้นการล้างพอร์ตเพิ่มเป็นลูกโซ่
การล้างพอร์ตเกิดขึ้นเพราะผู้เทรดใช้ เงินกู้หรือเลเวอเรจ เพื่อเพิ่มขนาดสถานะ หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง เงินประกัน (margin) จะไม่พอรองรับ
เมื่อถึงจุดหนึ่ง ระบบของแพลตฟอร์มจะปิดสถานะทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง
กระบวนการนี้สร้างวงจรเร่งความผันผวน เช่น
ในตลาดคริปโตที่มีการเทรดอนุพันธ์สูง กลไกนี้มักเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวระยะสั้นมากกว่าการซื้อขายแบบสปอต
เหตุการณ์ครั้งนี้เน้นให้เห็นระดับราคาที่มีการสะสมสถานะเลเวอเรจจำนวนมาก
ช่วงกลาง $76K ถึง $77K: โซนความเครียดของตลาด
การร่วงต่ำกว่า $77,000 ทำให้แนวรับสำคัญถูกทะลุ และกระตุ้นการล้างพอร์ต Long จำนวนมาก
$77K–$78K: จุดเริ่มต้นของ Short Squeeze
เมื่อราคาฟื้นกลับเหนือช่วงนี้ กลุ่ม Short จำนวนมากถูกบังคับปิดสถานะ ทำให้ราคาดีดแรง
ใกล้ $80K: แนวต้านสำคัญของตลาด
นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า 80,000 ดอลลาร์ เป็นระดับจิตวิทยาและโครงสร้างสำคัญที่มีคำสั่งขายและสถานะ Short สะสมอยู่จำนวนมาก
เพราะผู้เทรดมักเปิดสถานะใกล้ตัวเลขกลม ๆ หรือแนวเทคนิคที่ชัดเจน ระดับเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดที่เกิด liquidation cluster ได้ง่าย
การเปลี่ยนจากการล้างพอร์ต Long จำนวนมากไปสู่ Short Squeeze ภายในเวลาไม่นาน แสดงให้เห็นโครงสร้างสำคัญของตลาดคริปโตปัจจุบัน
ผลลัพธ์คือ ตลาดที่สามารถเหวี่ยงแรงได้ทั้งขึ้นและลงในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะเมื่อสถานะเลเวอเรจจำนวนมากไปกองอยู่ใกล้ระดับราคาที่ผู้เล่นส่วนใหญ่จับตา
ในโลกของอนุพันธ์คริปโต การล้างพอร์ตแบบต่อเนื่องจึงไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตลาดไปแล้ว