การพลาดเป้าของ Broadcom กลายเป็นลูกตุ้มทำลายล้างที่เหวี่ยงใส่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั้งกลุ่ม ความเสียหายในช่วงสองวันนั้นใหญ่หลวงนักในเชิงประวัติศาสตร์
Broadcom (AVGO) คือจุดเกิดเหตุ หุ้นดิ่งลงประมาณ 20% จากจุดสูงสุดก่อนประกาศผลประกอบการ มูลค่าตลาดราว 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหายไปจากพอร์ตการลงทุนทั่วโลก เมื่อรวมกับ Micron แล้ว ทั้งสองบริษัทมีมูลค่าตลาดหายไปรวมกันประมาณ 3.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 4 มิถุนายนเพียงวันเดียว ซึ่งแต่ละบริษัทต่างบันทึกสถิติการสูญเสียมูลค่าตลาดในวันเดียวที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
Micron Technology (MU) ตกเป็นเหยื่อของแรงเทขายตามๆ กันไป หุ้นร่วงลง 6.6 ถึง 7% ในวันที่ 4 มิถุนายน ก่อนจะทรุดหนักขึ้นเป็น 13.3% ในวันที่ 5 มิถุนายน เมื่อกระแสการเทขายทวีความรุนแรงขึ้น
Nvidia (NVDA) ในตอนแรกดูเหมือนจะต้านทานแรงเทขายได้ โดยลดลงเพียง 0.6% ในวันที่ 4 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดเป็นเพียงแค่การถูกเลื่อนออกไป เมื่อผลกระทบลุกลาม Nvidia กลายเป็นหนึ่งในหุ้น AI ยักษ์ใหญ่ที่ถูกกระหน่ำเทขายหนักที่สุดในวันที่ 5 มิถุนายน
TSMC (TSM) หุ้นที่ซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ ร่วงลงประมาณ 1.9% ในวันที่ 4 มิถุนายน ก่อนจะปรับตัวลงต่อเนื่องเมื่อแรงเทขายลามเข้าสู่ตลาดเอเชียในวันรุ่งขึ้น
ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) คือมาตรวัดความเสียหายขั้นสุดท้าย โดยดิ่งลงถึง 10.3% ในวันที่ 5 มิถุนายน นับเป็นการร่วงลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ช็อกตลาดจากโรคระบาดในเดือนมีนาคม 2020 เมื่อถึงสุดสัปดาห์ มูลค่าตลาดรวมของบริษัทผู้ผลิตชิปที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ หายไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
แรงเทขายในตลาดสหรัฐฯ สะท้อนกลับไปยังตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยตลาดเอเชียเป็นผู้รับผลกระทบหนักที่สุด
เกาหลีใต้ คือศูนย์กลางของผลกระทบต่อเนื่อง ดัชนี KOSPI ดิ่งลงกว่า 5% ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ปิดตลาดที่ 1,161.59 จุด การร่วงลงรวดเร็วเสียจนต้องใช้มาตรการ 'ไซด์คาร์' (Sidecar) ซึ่งเป็นการระงับการซื้อขายด้วยโปรแกรม (Program Trading) ชั่วคราวเพื่อควบคุมความผันผวน
ดัชนี KOSDAQ ซึ่งเต็มไปด้วยหุ้นเทคฯ ก็ทรุดตัวลงเช่นกัน โดยระหว่างวันดิ่งลงไปแตะระดับ 900 จุดเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน
ยักษ์ใหญ่ด้านชิปหน่วยความจำเป็นผู้นำพา KOSPI ร่วงลง เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับห่วงโซ่อุปทาน AI SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) รายสำคัญให้กับ Nvidia เจอหุ้นร่วงเกือบ 10% หุ้น Samsung Electronics ร่วงลงอย่างหนัก นำโดยแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ทุบหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่าง集中的
สื่อท้องถิ่นขนานนามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น 'Black Friday' ของหุ้นชิป
ส่วนดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นก็ปิดตลาดในแดนลบ 1.3% ตามแรงเทรนด์ภูมิภาค
ตลาดหุ้นยุโรป ก็ได้รับแรงกดดันเช่นกัน โดยหุ้นผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปอย่าง ASML ปรับตัวลงตามไปด้วย แต่ความรุนแรงยังน้อยกว่าในฝั่งเอเชีย
นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทต่างรีบออกมาอธิบายถึงวิกฤตครั้งนี้ว่าไม่ใช่สัญญาณของปัจจัยพื้นฐานที่พังทลาย แต่เป็น 'การปรับเทียบความคาดหวังอย่างรุนแรง (Violent Recalibration of Expectations)' คำว่า 'Expectations Reset' กลายเป็นเรื่องเล่าหลักในตลาด
บริบทเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การพุ่งขึ้น 79.3% ของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในช่วง 100 วันทำการ หมายความว่าหุ้นเหล่านี้ 'สุกงอมเกินไป' (Overripe) ดังที่ WolfStreet ได้อธิบายไว้ โดยมีสามบริษัทที่อยู่ใน 'Trillion Dollar Club' ซึ่งจะเปราะบางอย่างมากต่อความผิดหวังใดๆ ก็ตาม
'ความสมบูรณ์แบบ' ถูกตีราคาเข้าไปในหุ้นเรียบร้อยแล้ว รายได้จาก AI ของ Broadcom ยังคงเติบโตกว่า 200% เมื่อเทียบกับปีก่อนตามข้อมูลคาดการณ์ ซึ่งแทบจะเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งในบริบทอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ตลาดได้ extrapolate การเติบโตที่ก้าวร้าวยิ่งกว่านั้นเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว ทำให้เกิด 'ตัวเลขลอยๆ' (Whisper Number) ที่สูงกว่าฉันทามติอย่างเป็นทางการ (consensus)
ดังนั้น เมื่อตัวเลขคาดการณ์ออกมา 'ยอดเยี่ยม' แต่ไม่ถึงขั้น 'เหนือความคาดหมาย' มหกรรมการเทขายทำกำไรมูลค่ามหาศาลจึงบังเกิดขึ้น
พลวัตนี้ได้รื้อฟื้นข้อกังขาที่แฝงอยู่ภายใต้กระแส AI ขึ้นมาอีกครั้ง การเทขายครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนในระยะยาวของงบลงทุน (CAPEX) มหาศาลของเหล่าบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่ (Hyperscaler) และการแข่งขันที่จะกดดันอัตรากำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่ Semafor รายงานว่า ได้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาใหม่ต่อความยั่งยืนของกระแสการใช้จ่ายด้าน AI ที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนการพุ่งขึ้นครั้งประวัติศาสตร์
การล้างบางพอร์ตครั้งนี้คือเครื่องเตือนใจอันเจ็บปวดว่า ในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยโมเมนตัม เกณฑ์สำหรับ 'ข่าวดี' อาจถูกทำให้สูงเสียจนเป็นไปไม่ได้ที่จะเอื้อมถึง
Comments
0 comments