ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแรงขายไม่ได้มาจากการเทขายเหรียญในตลาดสปอตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปิดสถานะอนุพันธ์ที่ใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจจำนวนมากด้วย เมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะ Long ระบบจึงทยอยบังคับปิดสถานะและเพิ่มแรงกดดันต่อราคา
ต้นเหตุหลักเป็น แรงกระแทกจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าคาด ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดจากปัญหาภายในวงการคริปโต โดยมีพัฒนาการสำคัญดังนี้
5 มิถุนายน — ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด
รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับระดับการคาดการณ์ในรอบ 18 เดือน ทำให้ตลาดลดความหวังต่อการลดดอกเบี้ยระยะใกล้ และผลักดันให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น สินทรัพย์เสี่ยงตั้งแต่หุ้นไปจนถึงคริปโตจึงถูกเทขายทันที
17 มิถุนายน — Fed ส่งสัญญาณ Hawkish ในการประชุมแรกภายใต้ประธาน Kevin Warsh
Fed คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% ด้วยมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 แต่ประมาณการดอกเบี้ย หรือ dot plot กลับส่งสัญญาณตึงตัวชัดเจนขึ้น โดยกรรมการ FOMC 9 จาก 18 คนคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนสิ้นปี 2026 และ 6 คนคาดว่าจะขึ้น 2 ครั้ง
หลังการประกาศ ตลาดคริปโตปรับตัวลงเพิ่มเติมราว 2–4% โดย Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 64,000 ดอลลาร์
เงินเฟ้อเหนียวแน่นและดอลลาร์แข็งค่า
ภาพรวมจึงกลายเป็นสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาด หรือ “higher for longer” ท่าทีที่เอนเอียงไปทางการคุมเข้มของ Fed กลายเป็นแรงกดดันต่อการเก็งกำไรและการใช้เลเวอเรจอย่างต่อเนื่อง
เมื่อรวมกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน การปรับฐานครั้งนี้จึงมีลักษณะเป็นการลดความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาค แตกต่างจากวิกฤตในปี 2022 ที่มีปัญหาด้านสภาพคล่องหรือความสามารถในการชำระหนี้ของโครงการและบริษัทสำคัญอย่าง Mt. Gox, Terra และ FTX เป็นศูนย์กลาง
Funding Rate ของสัญญา Perpetual Futures ช่วยให้เห็นลำดับเหตุการณ์ได้ชัดเจน อัตรานี้สะท้อนต้นทุนที่ผู้ถือสถานะ Long และ Short จ่ายให้กันเป็นระยะ เพื่อให้ราคาสัญญาใกล้เคียงกับตลาดสปอต หาก Funding Rate เป็นบวกมาก มักหมายความว่าฝั่ง Long หนาแน่นและต้องจ่ายค่าถือสถานะให้ฝั่ง Short
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดของปีในช่วงต้นเดือนมิถุนายนอาจเป็นการสะสมสถานะ Long ระยะสั้น ก่อนที่สถานะเหล่านั้นจะถูกล้างออกอย่างรวดเร็วเมื่อราคาสวนทาง
ข้อมูลที่เกิดขึ้นพร้อมกันชี้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะเป็น การรีเซ็ตตลาดอนุพันธ์ มากกว่าการล่มสลายของระบบ
ดังนั้น เหตุการณ์ 1.7 พันล้านดอลลาร์บน Binance จึงเป็นการเร่งกระบวนการที่ตลาดกำลังดำเนินอยู่แล้ว นั่นคือการกำจัดสถานะเก็งกำไรส่วนเกินและลดความเปราะบางจากเลเวอเรจสูง นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการชำระล้างสถานะแบบนี้อาจเป็นขั้นตอนก่อนตลาดสร้างฐาน แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าราคาจะฟื้นตัวในทันที