การเทขายหุ้นเทคทั่วโลก ส่งผลให้หุ้น SoftBank Group ร่วงลงอย่างรุนแรง 11.28% เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2026 กวาดล้างทรัพย์สินของ มาซาโยชิ ซัน มูลค่ากว่า 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท) และสิ้นสุดการครอง... ต้นเหตุมาจากการพักฐานของตลาดหุ้นเทคทั่วโลก แต่ความรุนแรงของการร่วงครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงคว...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused SoftBank Group shares to drop roughly 11% in Tokyo on Thursday, how did this reversal affect Masayoshi Son's status as Asia's ri. Article summary: ## What caused the 11% drop. Topic tags: general, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# SoftBank's shares are down 10% amid broader tech sell-off. * Shares of SoftBank fell 10% amid a decline in other Asian tech giants. * There are market concerns over the Japanese" source context "SoftBank shares plunge over 11% amid broader tech sell-off - CNBC" Reference image 2: visual subject "The post SoftBank Shares Sink Amid Global Stock Selloff, Masayoshi Son’s Net Worth Slides $13 Billion appeared on BitcoinEthereumNews.com. Kiyoshi Ota/Bloomberg Masayoshi Son, the" source context "SoftB
ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2026 การเทขายอย่างรุนแรงในตลาดหุ้นโตเกียวได้ลบช่วงเวลาแห่งชัยชนะอันแสนสั้นของ มาซาโยชิ ซัน ในฐานะบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชียออกไปจนหมดสิ้น ราคาหุ้นของ SoftBank Group ดิ่งลง 11.28% ซึ่งเป็นการร่วงลงในวันเดียวที่หนักที่สุดของปี ปิดตลาดที่ระดับ 7,377 เยน การร่วงลงครั้งนี้ถือเป็นการกลับตัวครั้งใหญ่ของโชคชะตาสำหรับซัน ผู้ซึ่งเพิ่งออกมาปฏิเสธความกลัวเรื่องการปรับฐานครั้งใหญ่เมื่อสามวันก่อนหน้านี้ การร่วงลงอย่างรุนแรงนี้ไม่เพียงแต่ลบทรัพย์สินส่วนตัวมูลค่ามหาศาลนับพันล้านดอลลาร์ไปในพริบตา แต่ยังสาดสปอตไลท์ส่องไปยังความเปราะบางทางการเงินที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างกับปัญญาประดิษฐ์ของ SoftBank อีกด้วย
การเทขายครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ SoftBank เพียงลำพัง แต่มันคือส่วนหนึ่งของวงจรการเทขายหุ้นเทคโนโลย๊และหุ้น AI ทั่วโลกที่เริ่มต้นจากความอ่อนแอของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และลุกลามเข้ามายังเอเชีย นักลงทุนทั่วทั้งกระดานต่างพากันประเมินมูลค่าที่สูงลิ่วของหุ้นในกลุ่ม AI ใหม่ นำไปสู่คลื่นการเทขายทำกำไรครั้งใหญ่ สำหรับ SoftBank ซึ่งเพิ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 9,074 เยนเมื่อสองวันก่อน (2 มิถุนายน) การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตลาดอย่างกะทันหันจากความคึกคะนองเป็นความระมัดระวังนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหายนะ
การลงทุนใน AI แบบกระจุกตัวของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการถือหุ้นใน OpenAI และ Arm Holdings ทำให้มันกลายเป็นเป้าหมายหลักของบรรดาเทรดเดอร์ที่ต้องการลดความเสี่ยง
การร่วงลงของ มาซาโยชิ ซัน จากตำแหน่งสูงสุดของการจัดอันดับมหาเศรษฐีเอเชียนั้นรวดเร็วพอๆ กับการขึ้นของเขาเลยทีเดียว เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 ราคาหุ้นของ SoftBank ที่พุ่งขึ้นถึง 14% ในวันเดียวได้ผลักดันให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาพุ่งขึ้นไปแตะระดับประมาณ 100.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บน Forbes Real-Time Billionaires List แซงหน้ามหาเศรษฐีชาวอินเดีย Mukesh Ambani และทวงคืนตำแหน่งที่เขาไม่ได้ครอบครองมานานกว่าทศวรรษ แต่การเฉลิมฉลองนั้นแสนจะสั้น เมื่อตลาดกลับทิศในวันที่ 4 มิถุนายน ทรัพย์สินบนกระดาษของซันก็ยุบตัวลง Forbes ประเมินว่าทรัพย์สินสุทธิของเขาลดลงประมาณ 13% ในวันเดียว คิดเป็นมูลค่าที่หายไปประมาณ 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท) ดึงมูลค่าทรัพย์สินของเขาลงมาเหลือประมาณ 8.71 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
เขาไม่เพียงแต่ร่วงลงไปอยู่ข้างหลัง Ambani แต่ยังถูก Gautam Adani แซงหน้า โดย Adani ได้ทวงตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ในเอเชียกลับไปด้วยทรัพย์สินสุทธิ 1.174 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังถูก Zhang Yiming ผู้ก่อตั้ง ByteDance เจ้าของ TikTok เฉือนเอาชนะ Ambani ขึ้นไปครองอันดับ 2 อีกด้วย
นอกเหนือจากความตื่นตระหนกของตลาดในทันที ขนาดการร่วงลงในวันพฤหัสฯ ยังตอกย้ำถึงความวิตกกังวลที่ฝังรากลึกของนักลงทุนเกี่ยวกับงบดุลของ SoftBank บริษัทได้จำนองอนาคตของตนไว้กับความสำเร็จของ OpenAI โดยใช้กองหนี้ก้อนโตที่กำลังทดสอบขีดจำกัดของพวกเขาเอง
หัวใจของความกังวลคือพันธสัญญาของ SoftBank ที่จะลงทุนมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐใน OpenAI เพื่อแลกกับสัดส่วนการเป็นเจ้าของประมาณ 13% จนถึงวันนี้ บริษัทได้ทุ่มเงินไปแล้ว 3.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในสตาร์ทอัป AI รายนี้ ซึ่งรวมถึงการลงทุนงวดแรกมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่ดำเนินการในเดือนเมษายน 2026 อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการลงทุนเพิ่มเติมที่ใหญ่กว่า มูลค่ารวม 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อเป็นทุนสำหรับการนี้ SoftBank ได้กู้เงินกู้สะพาน (Bridge Loan) แบบไม่มีหลักประกันมูลค่ามหาศาลถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมีนาคม 2026 จากกลุ่มสถาบันการเงินที่นำโดย JPMorgan Chase และ Goldman Sachs ซึ่งนับเป็นการกู้ยืมสกุลเงินดอลลาร์ครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท ด้วยระยะเวลา 12 เดือน หมายความว่าพวกเขาต้องชำระคืนหรือรีไฟแนนซ์ภายในเดือนมีนาคม 2027
การกู้ยืมครั้งนี้ได้ผลักดันอัตราส่วนหนี้สินของ SoftBank ไปสู่ระดับที่น่าอึดอัดใจ หนี้สินรวมของบริษัทถูกคาดการณ์ว่าจะแตะระดับ 16.3 ล้านล้านเยน เกินเพดานอัตราส่วนหนี้สินต่อมูลค่าหลักทรัพย์ (Loan-to-Value) ที่ 25% ที่บริษัทตั้งไว้เอง ซึ่งเป็นข้อกังวลที่ Yoshimitsu Goto ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัทยอมรับอย่างเปิดเผย ความตึงเครียดนี้เห็นได้ชัดเจน: ผู้ให้กู้เพิ่งปฏิเสธแผนการกู้ยืมเงินมาร์จิ้นที่มีหุ้น OpenAI เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอีกก้อนหนึ่ง ส่งผลให้ SoftBank ต้องลดเป้าหมายจากประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐลงมาเหลือเพียง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความยากลำบากในการประเมินมูลค่าของ OpenAI ซึ่งยังคงเป็นบริษัทเอกชน
ในขณะที่บริษัทกำลังตบเท้าเข้าตลาดทุนยุโรปด้วยพันธบัตรสกุลยูโรและหุ้นกู้ไฮบริดเพื่อเสริมสภาพคล่อง การกลับลำอย่างกะทันหันของตลาดต่อหุ้นเทคคือภัยคุกคามโดยตรงต่อโครงสร้างทางการเงินที่ใช้เลเวอเรจในระดับสูงนี้
องค์ประกอบที่น่าตกใจที่สุดของการกลับลำครั้งนี้คือจังหวะเวลา ในวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทรัพย์สินสุทธิของเขาทำสถิติสูงสุด มาซาโยชิ ซัน ได้ออกมาแถลงต่อสาธารณะด้วยสไตล์ที่มั่นใจเกินร้อย โดยประกาศว่าการปฏิวัติ AI อาจมีขนาด "ใหญ่กว่า 50 เท่า" เมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองของอินเทอร์เน็ต และปฏิเสธความกลัวเรื่องฟองสบู่การประเมินมูลค่า เพียงสามวันต่อมา ตลาดก็ส่งคำตอบกลับมาเป็นการโต้แย้งที่หนักหน่วงและมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
เหตุการณ์พลิกผันนี้ได้ตกผลึกการถกเถียงเกี่ยวกับมรดกของซัน ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนตั้งคำถามว่าเขาคือ "ผู้กำหนดเทรนด์แห่งยุคสมัย หรือนักไล่ล่าฟองสบู่" กันแน่
การพึ่งพาสินทรัพย์ที่เก็งกำไรสูงอย่าง OpenAI ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากการกู้ยืมระยะสั้น เป็นหลักประกันว่าแรงสั่นสะเทือนทุกระลอกในตลาด AI จะถูกแปลงโดยตรงไปสู่ความผันผวนอย่างรุนแรงของราคาหุ้น SoftBank และทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ก่อตั้งบริษัท
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
การเทขายหุ้นเทคทั่วโลก ส่งผลให้หุ้น SoftBank Group ร่วงลงอย่างรุนแรง 11.28% เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2026 กวาดล้างทรัพย์สินของ มาซาโยชิ ซัน มูลค่ากว่า 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท) และสิ้นสุดการครอง...
การเทขายหุ้นเทคทั่วโลก ส่งผลให้หุ้น SoftBank Group ร่วงลงอย่างรุนแรง 11.28% เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2026 กวาดล้างทรัพย์สินของ มาซาโยชิ ซัน มูลค่ากว่า 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท) และสิ้นสุดการครอง... ต้นเหตุมาจากการพักฐานของตลาดหุ้นเทคทั่วโลก แต่ความรุนแรงของการร่วงครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางการเงินของ SoftBank อย่างชัดเจน รวมถึงเงินกู้สะพานวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และภาระหนี้สินรวมมูลค่ามหาศ...
เพียงสามวันก่อนหน้านี้ ซันเพิ่งออกมาปฏิเสธความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI โดยประกาศว่ากระแส AI กำลังจะ "ยิ่งใหญ่กว่าระเบิดดอทคอม 50 เท่า" คำพูดนี้กลับกลายเป็นคำถามสำคัญของตลาด ณ เวลานี้: เขาคือผู้มองการณ์ไกล หรือนักไล่ล่าฟอ...