ช่วงที่สอง (พุธ-พฤหัส ที่ 17-18 มิถุนายน): เฟดพลิกเกมด้วยท่าทีเหยี่ยว คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% แต่ประธานเฟดคนใหม่อย่าง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) สื่อสารท่าทีที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ค่ากลาง (Median) ของการคาดการณ์ดอกเบี้ยระยะสั้น (Dot Plot) สำหรับสิ้นปี 2569 พุ่งขึ้นเป็น 3.8% จากเดิม 3.4% ในการประชุมครั้งก่อน ขณะที่กรรมการเฟดเกือบครึ่งหนึ่งส่งสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ วอร์ชยังยกเลิกแนวทางการสื่อสารล่วงหน้าแบบดั้งเดิม (Forward Guidance) โดยเปลี่ยนมาใช้แนวทางที่พึ่งพาข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก (Data-Dependent) ราคาเงินร่วง 2.69% มาอยู่ที่ 68.67 ดอลลาร์ในวันพุธเพียงวันเดียว และดิ่งต่อเนื่องไปจนถึงประมาณ 66 ดอลลาร์ในเช้าวันพฤหัส เนื่องจากแรงกดดันจากเฟดสายเหยี่ยว
กลไกที่ซ้ำเติมทั้งแรงหนุนจากนโยบายการเงินและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย: ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้ขจัดปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์หลักออกไป และยังดันราคาน้ำมันให้ร่วง ซึ่งทำให้ความตื่นตระหนกเรื่องเงินเฟ้อที่เคยหนุนราคาโลหะมีค่าหายไป จากนั้นเฟดก็กลับมาเน้นย้ำแนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการถือครองเงินซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ทำให้ทั้งสองปัจจัยหนุนราคาเงินถูกบั่นทอนลงพร้อมกัน
ช่วงราคาในสัปดาห์นี้กว้างมากเป็นพิเศษ:
| ระดับ | ราคา | บริบท |
|---|---|---|
| จุดต่ำสุดของรอบ | 61.59 ดอลลาร์ | ต่ำสุดนับตั้งแต่พฤศจิกายนปีก่อน |
| แนวรับสำคัญ | 62.00 ดอลลาร์ | แนวรับ Daily level 2 / จุดต่ำสุดของกรอบราคา; ถูกทดสอบหลายครั้ง |
| ดีดตัวกลางสัปดาห์ | 67-68 ดอลลาร์ | ฟื้นตัวกลับมาในวันศุกร์ หลังจากลงไปแตะจุดต่ำสุด |
| ระดับก่อนเฟด | 70.38 ดอลลาร์ | จุดสูงสุดของวันจันทร์หลังมีดีลอิหร่าน |
| ดิ่งหลังเฟด | ประมาณ 66 ดอลลาร์ | เช้าวันพฤหัสหลังเฟดออกมาเหยี่ยว |
| ปลายสัปดาห์ | ประมาณ 68.91 ดอลลาร์ | ปรับขึ้น 1.5% ในวันพฤหัส กลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 EMA ได้อีกครั้ง |
จากจุดสูงสุดใกล้ 76.90 ดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า เงินทำการปรับฐานลงมาแรงที่กรอบ 62 ดอลลาร์ โดยที่ระดับ 62 ดอลลาร์นี้คือเส้นแบ่งชะตากรรมของฝั่งกระทิง (Bulls) หากสามารถยืนอยู่ได้จะทำให้ภาพรวมยังคงเป็นเชิงบวก แต่หากหลุดแนวนี้ลงไปจะเปิดทางให้ร่วงไปถึง 50 ดอลลาร์
เงินมีความผันผวนมากกว่าทองคำอย่างเห็นได้ชัด ในวันจันทร์ เงินปรับตัวขึ้นแรงกว่าทองคำ (3.45% เทียบกับ 2.95%) แต่กลับร่วงหนักกว่าในวันพุธ (2.69% เทียบกับทองคำที่ลดลงน้อยกว่า) ค่าเบต้า (Beta) ของเงินต่อวงจรข่าวมหภาคอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.5 เท่าของทองคำ หมายความว่าเมื่อมีข่าวดี เงินจะพุ่งแรงกว่า แต่เมื่อมีปัจจัยลบ โดยเฉพาะจากเฟด เงินก็จะร่วงหนักกว่าเช่นกัน โดย Kitco รายงานว่าสัญญาณของเงินในช่วงเช้าวันพฤหัสนั้นอยู่ในโซน "อ่อนตัวรุนแรง" (Sharply Weaker) เทียบกับทองคำที่แค่ "ปรับตัวลง" (Lower)
นอกจากดราม่าดอกเบี้ยแล้ว เงินยังต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านอุปสงค์:
ธนาคารแห่งอเมริกา (BofA): คาดการณ์ว่าราคาเงินจะไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2569 แต่จะย่อตัวกลับลงมาที่ 75 ดอลลาร์ภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2570 เนื่องจากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง พร้อมกับระบุว่านี่คือรูปแบบ "ขึ้นสูงสุดแล้วร่วง" (Peak-and-Decline)
มุมมองทางเทคนิคจาก Finance Magnates: การที่เงินสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 EMA ที่ประมาณ 68.91 ดอลลาร์ได้ ทำให้ราคากลับมาอยู่ในกรอบ Sideways ที่ 66-89 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกรอบการเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ นักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นอีก 39% สู่ระดับ 96 ดอลลาร์หากกรอบราคานี้ยังคงอยู่และแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาวยังคงดำเนินต่อไป
มุมมองทางเทคนิคจาก Barchart: ระดับ 62 ดอลลาร์คือเส้นแบ่งของฝั่งกระท Bull-Bear Line ที่สำคัญ การหลุดต่ำกว่า 62 ดอลลาร์อย่างชัดเจนจะเปิดทางไปสู่แนวรับที่ 50 ดอลลาร์ ในทางกลับกัน การทรงตัวเหนือ 62 ดอลลาร์และฟื้นตัวกลับไปที่ 70 ดอลลาร์จะบ่งชี้ว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียงการเขย่าเอาคนอ่อนแอออกไป (Shakeout) ในโครงสร้างกระทิงที่ใหญ่กว่า
CBS News / Winmill (ปลายเดือนพฤษภาคม): เคยคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวลง 10-15% ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากปริมาณทองคำและเงินที่ถูกกักตุนไว้จะถูกปล่อยออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การเทขายที่เกิดขึ้นจริง
ภาพรวมโดยรวม: เงินกำลังถูกดึงไปคนละทางระหว่างภาวะขาดดุลอุปทานเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่ (อุปสงค์รวม 1.07-1.09 พันล้านออนซ์ เทียบกับอุปทานเหมืองที่ถูกจำกัด) กับการกัดเซาะของอุปสงค์จากการทดแทนในอุตสาหกรรมโซลาร์และนโยบายคุมเข้มของเฟด เอกลักษณ์สองด้านของเงิน คือ ครึ่งสินค้าอุตสาหกรรม ครึ่งสินทรัพย์ทางการเงิน ทำให้มันถูกกดดันจากทั้งสองฝั่ง เมื่ออุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมอ่อนตัวและธนาคารกลางมีท่าทีเหยี่ยวพร้อมกัน
ช่วงที่สอง (พุธ-พฤหัส ที่ 17-18 มิถุนายน): เฟดพลิกเกมด้วยท่าทีเหยี่ยว คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% แต่ประธานเฟดคนใหม่อย่าง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) สื่อสารท่าทีที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ค่ากลาง (Median) ของการคาดการณ์ดอกเบี้ยระยะสั้น (Dot Plot) สำหรับสิ้นปี 2569 พุ่งขึ้นเป็น 3.8% จากเดิม 3.4% ในการประชุมครั้งก่อน ขณะที่กรรมการเฟดเกือบครึ่งหนึ่งส่งสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ วอร์ชยังยกเลิกแนวทางการสื่อสารล่วงหน้าแบบดั้งเดิม (Forward Guidance) โดยเปลี่ยนมาใช้แนวทางที่พึ่งพาข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก (Data-Dependent) ราคาเงินร่วง 2.69% มาอยู่ที่ 68.67 ดอลลาร์ในวันพุธเพียงวันเดียว และดิ่งต่อเนื่องไปจนถึงประมาณ 66 ดอลลาร์ในเช้าวันพฤหัส เนื่องจากแรงกดดันจากเฟดสายเหยี่ยว
กลไกที่ซ้ำเติมทั้งแรงหนุนจากนโยบายการเงินและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย: ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้ขจัดปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์หลักออกไป และยังดันราคาน้ำมันให้ร่วง ซึ่งทำให้ความตื่นตระหนกเรื่องเงินเฟ้อที่เคยหนุนราคาโลหะมีค่าหายไป จากนั้นเฟดก็กลับมาเน้นย้ำแนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการถือครองเงินซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ทำให้ทั้งสองปัจจัยหนุนราคาเงินถูกบั่นทอนลงพร้อมกัน
ช่วงราคาในสัปดาห์นี้กว้างมากเป็นพิเศษ:
| ระดับ | ราคา | บริบท |
|---|---|---|
| จุดต่ำสุดของรอบ | 61.59 ดอลลาร์ | ต่ำสุดนับตั้งแต่พฤศจิกายนปีก่อน |
| แนวรับสำคัญ | 62.00 ดอลลาร์ | แนวรับ Daily level 2 / จุดต่ำสุดของกรอบราคา; ถูกทดสอบหลายครั้ง |
| ดีดตัวกลางสัปดาห์ | 67-68 ดอลลาร์ | ฟื้นตัวกลับมาในวันศุกร์ หลังจากลงไปแตะจุดต่ำสุด |
| ระดับก่อนเฟด | 70.38 ดอลลาร์ | จุดสูงสุดของวันจันทร์หลังมีดีลอิหร่าน |
| ดิ่งหลังเฟด | ประมาณ 66 ดอลลาร์ | เช้าวันพฤหัสหลังเฟดออกมาเหยี่ยว |
| ปลายสัปดาห์ | ประมาณ 68.91 ดอลลาร์ | ปรับขึ้น 1.5% ในวันพฤหัส กลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 EMA ได้อีกครั้ง |
จากจุดสูงสุดใกล้ 76.90 ดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า เงินทำการปรับฐานลงมาแรงที่กรอบ 62 ดอลลาร์ โดยที่ระดับ 62 ดอลลาร์นี้คือเส้นแบ่งชะตากรรมของฝั่งกระทิง (Bulls) หากสามารถยืนอยู่ได้จะทำให้ภาพรวมยังคงเป็นเชิงบวก แต่หากหลุดแนวนี้ลงไปจะเปิดทางให้ร่วงไปถึง 50 ดอลลาร์
เงินมีความผันผวนมากกว่าทองคำอย่างเห็นได้ชัด ในวันจันทร์ เงินปรับตัวขึ้นแรงกว่าทองคำ (3.45% เทียบกับ 2.95%) แต่กลับร่วงหนักกว่าในวันพุธ (2.69% เทียบกับทองคำที่ลดลงน้อยกว่า) ค่าเบต้า (Beta) ของเงินต่อวงจรข่าวมหภาคอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.5 เท่าของทองคำ หมายความว่าเมื่อมีข่าวดี เงินจะพุ่งแรงกว่า แต่เมื่อมีปัจจัยลบ โดยเฉพาะจากเฟด เงินก็จะร่วงหนักกว่าเช่นกัน โดย Kitco รายงานว่าสัญญาณของเงินในช่วงเช้าวันพฤหัสนั้นอยู่ในโซน "อ่อนตัวรุนแรง" (Sharply Weaker) เทียบกับทองคำที่แค่ "ปรับตัวลง" (Lower)
นอกจากดราม่าดอกเบี้ยแล้ว เงินยังต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านอุปสงค์:
ธนาคารแห่งอเมริกา (BofA): คาดการณ์ว่าราคาเงินจะไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2569 แต่จะย่อตัวกลับลงมาที่ 75 ดอลลาร์ภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2570 เนื่องจากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง พร้อมกับระบุว่านี่คือรูปแบบ "ขึ้นสูงสุดแล้วร่วง" (Peak-and-Decline)
มุมมองทางเทคนิคจาก Finance Magnates: การที่เงินสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 EMA ที่ประมาณ 68.91 ดอลลาร์ได้ ทำให้ราคากลับมาอยู่ในกรอบ Sideways ที่ 66-89 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกรอบการเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ นักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นอีก 39% สู่ระดับ 96 ดอลลาร์หากกรอบราคานี้ยังคงอยู่และแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาวยังคงดำเนินต่อไป
มุมมองทางเทคนิคจาก Barchart: ระดับ 62 ดอลลาร์คือเส้นแบ่งของฝั่งกระท Bull-Bear Line ที่สำคัญ การหลุดต่ำกว่า 62 ดอลลาร์อย่างชัดเจนจะเปิดทางไปสู่แนวรับที่ 50 ดอลลาร์ ในทางกลับกัน การทรงตัวเหนือ 62 ดอลลาร์และฟื้นตัวกลับไปที่ 70 ดอลลาร์จะบ่งชี้ว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียงการเขย่าเอาคนอ่อนแอออกไป (Shakeout) ในโครงสร้างกระทิงที่ใหญ่กว่า
CBS News / Winmill (ปลายเดือนพฤษภาคม): เคยคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวลง 10-15% ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากปริมาณทองคำและเงินที่ถูกกักตุนไว้จะถูกปล่อยออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การเทขายที่เกิดขึ้นจริง
ภาพรวมโดยรวม: เงินกำลังถูกดึงไปคนละทางระหว่างภาวะขาดดุลอุปทานเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่ (อุปสงค์รวม 1.07-1.09 พันล้านออนซ์ เทียบกับอุปทานเหมืองที่ถูกจำกัด) กับการกัดเซาะของอุปสงค์จากการทดแทนในอุตสาหกรรมโซลาร์และนโยบายคุมเข้มของเฟด เอกลักษณ์สองด้านของเงิน คือ ครึ่งสินค้าอุตสาหกรรม ครึ่งสินทรัพย์ทางการเงิน ทำให้มันถูกกดดันจากทั้งสองฝั่ง เมื่ออุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมอ่อนตัวและธนาคารกลางมีท่าทีเหยี่ยวพร้อมกัน