การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของราคาเงินในช่วงปี 2025–2026 มาถึงจุดจบอย่างน่าตกใจในเดือนมิถุนายน 2026 โดยราคาโลหะเงินร่วงลงประมาณ 47% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว: การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีเควิน วอร์ช เป็นประธาน การประชุมครั้งนี้พลิกมุมมองอัตราดอกเบี้ยกลับหัว และส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบปี
บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุของการเทขายครั้งใหญ่, สัญญาณเฉพาะจากเฟดที่ทำให้ตลาดตื่นตระหนก, ระดับราคาที่เงินร่วงลงไป, ความเชื่อมั่นของตลาดในปัจจุบัน, และมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของนักวิเคราะห์
การปรับตัวลดลงเกิดขึ้นในสองช่วงที่ชัดเจน:
ช่วงที่ 1: การปรับราคาล่วงหน้าก่อนการประชุมเฟด (Pre-FOMC repricing) ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ราคาเงินร่วงลงมากกว่า 4% มาอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่เทรดเดอร์เพิ่มเดิมพันว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ราคาได้跌破เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day moving average) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ซึ่งเป็นการ Break ทางเทคนิคที่สำคัญ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคมที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเหนือ 4.5% ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อราคาเงิน
ช่วงที่ 2: การยืนยันหลังการประชุมเฟด (Post-FOMC confirmation) หลังจากเฟดมีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ราคาเงินร่วงลงต่ำกว่า 65 ดอลลาร์อีกครั้ง สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน และกำลังจะปิดรายสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลดลงประมาณ 4.5% ขณะที่ดอลลาร์พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบปี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ราคาเงิน现货 (spot silver) ปิดที่ 65.795 ดอลลาร์ ลดลง 3.14% ในวันนั้น
คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50%–3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้นเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดช็อกคือรายละเอียดในรายงานสรุปประมาณการเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections: SEP) และถ้อยแถลงที่ตามมา:
จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของราคาเงินอยู่ที่ 121.64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 จากจุดสูงสุดนั้นมายังระดับประมาณ 65 ดอลลาร์ในกลางเดือนมิถุนายน ราคาเงินลดลงประมาณ 56–57 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 47%
นับเป็นการปรับฐานที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของโลหะมีค่า
ความเชื่อมั่นของตลาดเปลี่ยนเป็นเชิงลบอย่างรุนแรงต่อโลหะมีค่า เครื่องมือ CME FedWatch ระบุความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points ภายในเดือนตุลาคม 2026 อยู่ที่ 61% แหล่งข่าวอื่นประเมินว่าตลาดกำลัง定价 (pricing in) โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 70%
มุมมองของสถาบันการเงินก็เปลี่ยนไปเช่นกัน Nuveen ระบุอย่างชัดเจนว่า: "เราไม่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยก่อนปี 2027" สมาชิก FOMC เกือบครึ่งหนึ่งสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 อย่างชัดเจน และเทรดเดอร์เริ่มคาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า
มุมมองของนักวิเคราะห์ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ระหว่างมุมมองเชิงลบในระยะสั้น และมุมมองเชิงบวกเชิงโครงสร้าง
มุมมองเชิงลบ / ระมัดระวัง
มุมมองเชิงบวก / โครงสร้าง
ความขัดแย้งหลักในมุมมองต่อราคาเงินในตอนนี้คือ: การขาดดุลอุปทานเป็นประวัติการณ์และความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยหนุนราคาในระยะยาว แต่ในระยะสั้น นโยบายเหยี่ยวของเฟด ดอลลาร์ที่แข็งค่า และปัจจัยทางเทคนิคที่ย่ำแย่ บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านการขายอาจยังไม่สิ้นสุด
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ราคาเงินร่วงหนักประมาณ 47% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 121.64 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2026 มาอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมิถุนายน 2026
ราคาเงินร่วงหนักประมาณ 47% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 121.64 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2026 มาอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมิถุนายน 2026 สาเหตุหลักมาจากการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งมีเควิน วอร์ชเป็นประธานครั้งแรก โดยเฟดส่งสัญญาณเหยี่ยว unexpectedly โดยพลิกจากที่เคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ยมาเป็นส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย
สัญญาณจากเฟดที่ทำให้เกิดการเทขายรวมถึง dot plot ที่เปลี่ยนไป, การปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ, การปรับภาษีในแถลงการณ์, และคำพูดที่เข้มงวดของประธานเฟดคนใหม่
Loading comments...
Comments
0 comments