ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนในตะวันออกกลางหลายจุดพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดความกังวลต่ออุปทานพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยเร่งด่วนที่สุดคือคำสั่งของกองทัพอิสราเอลที่ให้ทหารรุกคืบลึกเข้าไปในตอนใต้ของเลบานอน แต่แรงซื้อที่หนุนให้ราคาพุ่งยังมาจากสองปัจจัยสนับสนุนสำคัญ การตัดสินใจที่ยังไม่เกิดขึ้นของรัฐบาลทรัมป์ในการต่ออายุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน และการเผชิญหน้าทางทหารอย่างต่อเนื่องระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ
หลังการประกาศหยุดยิงเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ก่อนในเดือนเมษายน อิสราเอลกลับยกระดับปฏิบัติการภาคพื้นดินครั้งใหม่ ด้วยคำสั่งเพิ่มกำลังพลเข้าไปในตอนใต้ของเลบานอนเพื่อต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธเฮซบุลเลาะห์ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน แม้จะเพิ่งมีการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและเลบานอนซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพในกรุงวอชิงตันเมื่อไม่กี่วันก่อน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้ทำลายข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางลงอย่างสิ้นเชิง
ตลาดน้ำมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว สัญญาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ปรับตัวสูงขึ้น $2.37 หรือ 2.71% ไปที่ $89.73 ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นประมาณ 2.4% ไปอยู่เหนือ $93 การดีดตัวของราคาครั้งนี้กลับทิศทางจากการร่วงลงเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนมีความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงกันได้
แต่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันไม่ได้มาจากเลบานอนเพียงอย่างเดียว ณ วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงนามต่ออายุข้อตกลงหยุดยิง 60 วันกับอิหร่านตามที่มีรายงานว่ามีการเจรจาผ่านคนกลางหรือไม่ รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ายัง "ต้องรอดู" ว่าสุดท้ายท่านประธานาธิบดีจะลงนามหรือไม่ แม้แหล่งข่าวในสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณว่ามีข้อตกลงเบื้องต้นแล้วก็ตาม
ที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ อิหร่านปฏิเสธต่อสาธารณะว่ายังไม่มีข้อตกลงการต่ออายุหยุดยิงใดๆ เกิดขึ้นจริง ทำให้เกิดช่องว่างของความน่าเชื่อถือระหว่างคำแถลงในแง่ดีของวอชิงตันกับท่าทีของเตหะราน สำหรับตลาดน้ำมันแล้ว ภาวะที่ไร้ข้อยุติแบบนี้ เปรียบเหมือนการตัด ‘วาล์วนิรภัย’ ทางเดียวที่จะคลายความกังวลออกไป หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโดรนถูกยิงตก อุปกรณ์วางทุ่นระเบิด หรือการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ล้วนมีความเสี่ยงที่จะยกระดับไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่กว่า
ปัจจัยที่สามซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันและจับต้องได้มากที่สุดคือ การปะทะทางทหารที่ดำเนินอยู่ต่อเนื่อง ณ เส้นทางเดินเรือน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางผ่านของน้ำมันโลกประมาณ 20-25% ยังคงเป็นพื้นที่สู้รบ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงในนามก็ตาม
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการที่เรียกว่า "การโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง" หลายระลอก
เหตุการณ์เหล่านี้ยืนยันว่าเส้นทางน้ำดังกล่าวยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างแข็งขัน แม้จะมีภาษาทางการทูตเกี่ยวกับการหยุดยิง แต่ความเป็นจริงทางทหารในผืนน้ำคือความเสี่ยงต่อการเดินเรือที่ยังคุกรุ่นอยู่
ไม่มีเหตุการณ์ใดเพียงเหตุการณ์เดียว ที่จะผลักดันให้ WTI กลับไปใกล้ $90 ต่อบาร์เรลได้ มันคือผลกระทบซ้ำเติมจากปัจจัยหลายส่วนที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาด
วิกฤตที่ซ้อนทับกันนี้ได้สร้างสิ่งที่นักสังเกตการณ์ตลาดเรียกว่า ‘ส่วนต่างความเสี่ยงสามแดนหน้า’ (three-front risk premium) การดีดตัวของราคาในครั้งนี้ตอกย้ำว่าตลาดพลังงานโลกไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวการเมืองเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังตั้งราคาบนความขัดแย้งหลายจุดที่ไร้เสถียรภาพอย่างลึกซึ้ง โดยยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนในระยะอันใกล้นี้
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรงกว่า 2% ในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน โดย WTI เฉียด 90 ดอลลาร์ และ Brent ทะลุ 93 ดอลลาร์ จากวิกฤตซ้อนสามด้าน อิสราเอล ฮิซบุลเลาะห์รบกันไม่หยุด แผนต่ออายุหยุดยิงสหรัฐ อิหร่านยังสะดุด และการปะทะจริงหนุ...
ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรงกว่า 2% ในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน โดย WTI เฉียด 90 ดอลลาร์ และ Brent ทะลุ 93 ดอลลาร์ จากวิกฤตซ้อนสามด้าน อิสราเอล ฮิซบุลเลาะห์รบกันไม่หยุด แผนต่ออายุหยุดยิงสหรัฐ อิหร่านยังสะดุด และการปะทะจริงหนุ... ชนวนเหตุทันทีคือการที่อิสราเอลสั่งทหารรุกคืบลึกเข้าไปในเลบานอนตอนใต้ ทําลายข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่เดือนเมษายน และจุดกระแสกลัวสงครามตัวแทนกับอิหร่านจะบานปลาย ในขณะที่การเจรจาสหรัฐ อิหร่านยังไม่คืบ
แม้จะมีการพูดคุยสันติภาพอย่างต่อเนื่อง แต่สหรัฐฯ เพิ่งโจมตีฐานเรดาร์ โดรน และขีปนาวุธของอิหร่าน ในขณะที่เตหะรานยังไม่ยอมรับว่ามีข้อตกลงใดๆ ส่งผลให้ตลาดพลังงานต้อง ‘เผื่อใจ’ กับความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามเต็มรูปแบบโดยไม่...