Broadcom รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2026 ด้วยรายได้ทำสถิติ 22.19 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงและสูงกว่าคาดการณ์บางส่วน แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนผิดหวังคือแนวโน้มรายได้จากชิป AI ในไตรมาสถัดไป
Hock Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Broadcom คาดว่ารายได้จากชิป AI ในไตรมาสหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 16 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าค่ากลางที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 17.2 พันล้านดอลลาร์ อีกทั้งบริษัทยังไม่ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้จาก AI ตลอดปีตามที่ตลาดหวัง
ปฏิกิริยาของตลาดรุนแรงทันที หุ้น Broadcom ร่วงประมาณ 12–14% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการและก่อนเปิดตลาด ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปมากกว่า 315 พันล้านดอลลาร์ แรงขายดังกล่าวลามไปยังหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Micron Technology, ARM และ AMD รวมถึง Nokia
จุดสำคัญคือ ตลาดไม่ได้มอง Nokia เป็นเพียงผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมที่มีวัฏจักรธุรกิจขึ้นลงอีกต่อไป แต่กำลังประเมินบริษัทในฐานะผู้เล่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI เมื่อความเชื่อมั่นต่อธีม AI สะดุด หุ้น Nokia จึงตอบสนองเหมือนหุ้นเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูง แม้เหตุการณ์ต้นทางจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ Nokia โดยตรง
แรงเทขายเพียงวันเดียวไม่ได้เปลี่ยนแปลงรากฐานของกลยุทธ์ Nokia ซึ่งกำลังลดการพึ่งพาธุรกิจเครือข่ายมือถือแบบเดิม และขยับเข้าสู่ห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับศูนย์ข้อมูล AI โดยมีปัจจัยหลักสามด้าน
ในเดือนตุลาคม 2025 Nvidia ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ใน Nokia ที่ราคาประมาณ 6.01 ดอลลาร์ต่อหุ้น ได้สัดส่วนถือหุ้นราว 2.9% และกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของบริษัท
ดีลนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนทางการเงิน แต่เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อผสานเทคโนโลยี AI-RAN ของ Nvidia เข้ากับพอร์ตโฟลิโอเครือข่ายมือถือของ Nokia เป้าหมายคือช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถเปิดตัวเครือข่าย 5G-Advanced และ 6G ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับ AI บนแพลตฟอร์มของ Nvidia
T-Mobile US ยังร่วมมือกับทั้งสองบริษัทในการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี AI-RAN โดยคาดว่าจะเริ่มการทดลองในปี 2026 และมีเป้าหมายสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 2027 ด้าน Dell'Oro Group มองว่า Nvidia เป็นองค์ประกอบสำคัญของแผน Nokia ในการหยุดการลดลงของส่วนแบ่งตลาดธุรกิจ RAN หรือเครือข่ายวิทยุเข้าถึง
กลยุทธ์ AI ของ Nokia ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เสาสัญญาณหรือเครือข่ายมือถือ ในเดือนมิถุนายน 2024 บริษัทประกาศเข้าซื้อ Infinera ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายออปติคัลจากสหรัฐฯ ด้วยมูลค่ากิจการ 2.3 พันล้านดอลลาร์ และธุรกรรมเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2025
Infinera นำเทคโนโลยีเครือข่ายออปติคัลและเซมิคอนดักเตอร์ออปติคัลเข้ามาเสริม Nokia ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่รองรับการประมวลผล AI เมื่อรวมกับแผนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลิตในสหรัฐฯ มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหลายปี Nokia จึงมีโอกาสวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานออปติคัลประสิทธิภาพสูงในประเทศ
แนวคิด AI-RAN ของ Nokia ไม่ได้หมายถึงแค่การทำให้เครือข่ายทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น บริษัทมองโอกาสสร้างรายได้ไว้สามทาง ได้แก่
Nokia ระบุว่ากำลังมีการทดลองร่วมกับผู้ให้บริการอย่าง BT, NTT Docomo และ T-Mobile US ซึ่งช่วยสร้างเส้นทางจากแนวคิดในห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริง อย่างไรก็ดี รายได้เชิงพาณิชย์จำนวนมากยังขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการทดลอง การตัดสินใจลงทุนของผู้ให้บริการ และความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามแผน
ตัวเลขล่าสุดช่วยยืนยันว่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านของ Nokia ไม่ได้อาศัยเพียงกระแสตลาด ในไตรมาส 1 ปี 2026 กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 54% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่รายได้จากธุรกิจ AI และคลาวด์เพิ่มขึ้น 49%
ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ยังแสดงให้เห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3% เป็น 6.1 พันล้านยูโรและสูงกว่าคาดการณ์ แต่การขยายธุรกิจครั้งนี้มีต้นทุน กำไรจากการดำเนินงานแบบเทียบเคียงในไตรมาสดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ 1.06 พันล้านยูโร และอัตรากำไรหดตัวเหลือ 17.3% ขณะที่กรอบคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานปี 2026 ที่ 2.0–2.5 พันล้านยูโร ต่ำกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ประมาณ 5%
ภาพดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของ Nokia อย่างชัดเจน บริษัทต้องลงทุนล่วงหน้าเพื่อคว้าโอกาสจาก AI และคลาวด์ แต่ในระยะใกล้การลงทุนเหล่านี้อาจกดดันอัตรากำไรและทำให้ตลาดต้องรอพิสูจน์ว่ารายได้ใหม่จะเติบโตเร็วพอหรือไม่
สัญญาณความเชื่อมั่นจากภายในบริษัทที่ถูกจับตามองคือการเข้าซื้อหุ้นของผู้บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Nokia ซื้อหุ้นมูลค่าเกือบ 500,000 ดอลลาร์ที่ราคาประมาณ 15.34 ดอลลาร์ต่อหุ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
ขณะเดียวกัน Konstanty Owczarek ผู้จัดการอาวุโสของบริษัท ซื้อหุ้น Nokia ในรูปแบบ American depositary shares (ADS) ราว 70,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านยูโร หรือ 1.2 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาสูงกว่า 15 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพียงไม่กี่วันก่อนการปรับฐาน ตลาดมักมองการซื้อหุ้นด้วยเงินของผู้บริหารเองเป็นสัญญาณว่าผู้บริหารมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มคำสั่งซื้อ AI ของบริษัท แม้จะไม่ใช่หลักประกันว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นในอนาคต
ฝั่งนักวิเคราะห์ก็มีท่าทีดีขึ้น Goldman Sachs ซึ่งเคยมีมุมมองระมัดระวัง ปรับคำแนะนำ Nokia จาก Sell เป็น Neutral ในเดือนมีนาคม 2026 และเพิ่มราคาเป้าหมายในตลาดเฮลซิงกิจาก 3.50 ยูโรเป็น 8.00 ยูโร โดยให้เหตุผลว่าธุรกิจเครือข่ายออปติคัลและ IP มีบทบาทสำคัญขึ้นในโครงสร้างพื้นฐาน AI
ปลายเดือนพฤษภาคมมีนักวิเคราะห์เจ็ดรายปรับเพิ่มคำแนะนำ และฉันทามติของตลาดอยู่ที่ระดับ Moderate Buy ประกอบด้วยคำแนะนำซื้อ 12 ราย ถือ 4 ราย และขาย 2 ราย
จุดที่ทำให้กรณีลงทุนเชิงบวกของ Nokia ต้องเดินอย่างระมัดระวังคือมูลค่าหุ้น อัตราส่วนราคาต่อกำไรย้อนหลัง หรือ P/E เคยสูงกว่า 73 เท่าในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เทียบกับค่ามัธยฐานในอดีตราว 19 เท่า
นอกจากนี้ ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ประมาณ 10.71 ดอลลาร์ยังบ่งชี้โอกาสปรับลดลงราว 24% จากระดับก่อนการร่วงครั้งล่าสุด ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 144% ตั้งแต่ต้นปี และ 212% ในรอบ 12 เดือน ซึ่งแซงหน้าการเติบโตของกำไรอย่างมาก
Morgan Stanley มอง Nokia เป็นหุ้นยุโรปที่ชื่นชอบสำหรับธีมโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล AI ส่วน Tim Savageaux จาก Northland ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 20 ดอลลาร์จาก 13 ดอลลาร์ แต่ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาตลาดสะท้อนอีกด้านของเรื่องราว นั่นคือ นักลงทุนอาจรับรู้ความสำเร็จในอนาคตของ Nokia ไปแล้วจำนวนมาก และความล่าช้าหรือความผิดพลาดในการส่งมอบคำสั่งซื้อ AI อาจนำไปสู่การปรับฐานที่รุนแรง
Nokia เปลี่ยนภาพลักษณ์จากผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมแบบเดิมมาเป็นผู้เล่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้สำเร็จในสายตาตลาด การลงทุนของ Nvidia การเข้าซื้อ Infinera แผน AI-RAN ผลประกอบการธุรกิจ AI ที่เติบโต และการซื้อหุ้นของผู้บริหาร ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
แต่แรงเทขายที่เกิดจาก Broadcom ก็เผยให้เห็นข้อแลกเปลี่ยนของการวางตำแหน่งใหม่อย่างชัดเจน เมื่อธีม AI สะดุด Nokia ก็มีโอกาสถูกขายตาม แม้ไม่ได้ทำอะไรผิดในวันนั้นก็ตาม ดังนั้นคำถามสำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า Nokia มีแผน AI ที่น่าสนใจหรือไม่ แต่คือบริษัทจะสามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อและความคาดหวังที่ถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นให้กลายเป็นรายได้และกำไรได้เร็วแค่ไหน
Broadcom รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2026 ด้วยรายได้ทำสถิติ 22.19 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงและสูงกว่าคาดการณ์บางส่วน แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนผิดหวังคือแนวโน้มรายได้จากชิป AI ในไตรมาสถัดไป
Hock Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Broadcom คาดว่ารายได้จากชิป AI ในไตรมาสหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 16 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าค่ากลางที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 17.2 พันล้านดอลลาร์ อีกทั้งบริษัทยังไม่ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้จาก AI ตลอดปีตามที่ตลาดหวัง
ปฏิกิริยาของตลาดรุนแรงทันที หุ้น Broadcom ร่วงประมาณ 12–14% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการและก่อนเปิดตลาด ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปมากกว่า 315 พันล้านดอลลาร์ แรงขายดังกล่าวลามไปยังหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Micron Technology, ARM และ AMD รวมถึง Nokia
จุดสำคัญคือ ตลาดไม่ได้มอง Nokia เป็นเพียงผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมที่มีวัฏจักรธุรกิจขึ้นลงอีกต่อไป แต่กำลังประเมินบริษัทในฐานะผู้เล่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI เมื่อความเชื่อมั่นต่อธีม AI สะดุด หุ้น Nokia จึงตอบสนองเหมือนหุ้นเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูง แม้เหตุการณ์ต้นทางจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ Nokia โดยตรง
แรงเทขายเพียงวันเดียวไม่ได้เปลี่ยนแปลงรากฐานของกลยุทธ์ Nokia ซึ่งกำลังลดการพึ่งพาธุรกิจเครือข่ายมือถือแบบเดิม และขยับเข้าสู่ห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับศูนย์ข้อมูล AI โดยมีปัจจัยหลักสามด้าน
ในเดือนตุลาคม 2025 Nvidia ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ใน Nokia ที่ราคาประมาณ 6.01 ดอลลาร์ต่อหุ้น ได้สัดส่วนถือหุ้นราว 2.9% และกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของบริษัท
ดีลนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนทางการเงิน แต่เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อผสานเทคโนโลยี AI-RAN ของ Nvidia เข้ากับพอร์ตโฟลิโอเครือข่ายมือถือของ Nokia เป้าหมายคือช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถเปิดตัวเครือข่าย 5G-Advanced และ 6G ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับ AI บนแพลตฟอร์มของ Nvidia
T-Mobile US ยังร่วมมือกับทั้งสองบริษัทในการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี AI-RAN โดยคาดว่าจะเริ่มการทดลองในปี 2026 และมีเป้าหมายสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 2027 ด้าน Dell'Oro Group มองว่า Nvidia เป็นองค์ประกอบสำคัญของแผน Nokia ในการหยุดการลดลงของส่วนแบ่งตลาดธุรกิจ RAN หรือเครือข่ายวิทยุเข้าถึง
กลยุทธ์ AI ของ Nokia ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เสาสัญญาณหรือเครือข่ายมือถือ ในเดือนมิถุนายน 2024 บริษัทประกาศเข้าซื้อ Infinera ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายออปติคัลจากสหรัฐฯ ด้วยมูลค่ากิจการ 2.3 พันล้านดอลลาร์ และธุรกรรมเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2025
Infinera นำเทคโนโลยีเครือข่ายออปติคัลและเซมิคอนดักเตอร์ออปติคัลเข้ามาเสริม Nokia ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่รองรับการประมวลผล AI เมื่อรวมกับแผนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลิตในสหรัฐฯ มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหลายปี Nokia จึงมีโอกาสวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานออปติคัลประสิทธิภาพสูงในประเทศ
แนวคิด AI-RAN ของ Nokia ไม่ได้หมายถึงแค่การทำให้เครือข่ายทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น บริษัทมองโอกาสสร้างรายได้ไว้สามทาง ได้แก่
Nokia ระบุว่ากำลังมีการทดลองร่วมกับผู้ให้บริการอย่าง BT, NTT Docomo และ T-Mobile US ซึ่งช่วยสร้างเส้นทางจากแนวคิดในห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริง อย่างไรก็ดี รายได้เชิงพาณิชย์จำนวนมากยังขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการทดลอง การตัดสินใจลงทุนของผู้ให้บริการ และความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามแผน
ตัวเลขล่าสุดช่วยยืนยันว่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านของ Nokia ไม่ได้อาศัยเพียงกระแสตลาด ในไตรมาส 1 ปี 2026 กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 54% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่รายได้จากธุรกิจ AI และคลาวด์เพิ่มขึ้น 49%
ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ยังแสดงให้เห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3% เป็น 6.1 พันล้านยูโรและสูงกว่าคาดการณ์ แต่การขยายธุรกิจครั้งนี้มีต้นทุน กำไรจากการดำเนินงานแบบเทียบเคียงในไตรมาสดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ 1.06 พันล้านยูโร และอัตรากำไรหดตัวเหลือ 17.3% ขณะที่กรอบคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานปี 2026 ที่ 2.0–2.5 พันล้านยูโร ต่ำกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ประมาณ 5%
ภาพดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของ Nokia อย่างชัดเจน บริษัทต้องลงทุนล่วงหน้าเพื่อคว้าโอกาสจาก AI และคลาวด์ แต่ในระยะใกล้การลงทุนเหล่านี้อาจกดดันอัตรากำไรและทำให้ตลาดต้องรอพิสูจน์ว่ารายได้ใหม่จะเติบโตเร็วพอหรือไม่
สัญญาณความเชื่อมั่นจากภายในบริษัทที่ถูกจับตามองคือการเข้าซื้อหุ้นของผู้บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Nokia ซื้อหุ้นมูลค่าเกือบ 500,000 ดอลลาร์ที่ราคาประมาณ 15.34 ดอลลาร์ต่อหุ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
ขณะเดียวกัน Konstanty Owczarek ผู้จัดการอาวุโสของบริษัท ซื้อหุ้น Nokia ในรูปแบบ American depositary shares (ADS) ราว 70,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านยูโร หรือ 1.2 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาสูงกว่า 15 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพียงไม่กี่วันก่อนการปรับฐาน ตลาดมักมองการซื้อหุ้นด้วยเงินของผู้บริหารเองเป็นสัญญาณว่าผู้บริหารมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มคำสั่งซื้อ AI ของบริษัท แม้จะไม่ใช่หลักประกันว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นในอนาคต
ฝั่งนักวิเคราะห์ก็มีท่าทีดีขึ้น Goldman Sachs ซึ่งเคยมีมุมมองระมัดระวัง ปรับคำแนะนำ Nokia จาก Sell เป็น Neutral ในเดือนมีนาคม 2026 และเพิ่มราคาเป้าหมายในตลาดเฮลซิงกิจาก 3.50 ยูโรเป็น 8.00 ยูโร โดยให้เหตุผลว่าธุรกิจเครือข่ายออปติคัลและ IP มีบทบาทสำคัญขึ้นในโครงสร้างพื้นฐาน AI
ปลายเดือนพฤษภาคมมีนักวิเคราะห์เจ็ดรายปรับเพิ่มคำแนะนำ และฉันทามติของตลาดอยู่ที่ระดับ Moderate Buy ประกอบด้วยคำแนะนำซื้อ 12 ราย ถือ 4 ราย และขาย 2 ราย
จุดที่ทำให้กรณีลงทุนเชิงบวกของ Nokia ต้องเดินอย่างระมัดระวังคือมูลค่าหุ้น อัตราส่วนราคาต่อกำไรย้อนหลัง หรือ P/E เคยสูงกว่า 73 เท่าในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เทียบกับค่ามัธยฐานในอดีตราว 19 เท่า
นอกจากนี้ ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ประมาณ 10.71 ดอลลาร์ยังบ่งชี้โอกาสปรับลดลงราว 24% จากระดับก่อนการร่วงครั้งล่าสุด ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 144% ตั้งแต่ต้นปี และ 212% ในรอบ 12 เดือน ซึ่งแซงหน้าการเติบโตของกำไรอย่างมาก
Morgan Stanley มอง Nokia เป็นหุ้นยุโรปที่ชื่นชอบสำหรับธีมโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล AI ส่วน Tim Savageaux จาก Northland ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 20 ดอลลาร์จาก 13 ดอลลาร์ แต่ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาตลาดสะท้อนอีกด้านของเรื่องราว นั่นคือ นักลงทุนอาจรับรู้ความสำเร็จในอนาคตของ Nokia ไปแล้วจำนวนมาก และความล่าช้าหรือความผิดพลาดในการส่งมอบคำสั่งซื้อ AI อาจนำไปสู่การปรับฐานที่รุนแรง
Nokia เปลี่ยนภาพลักษณ์จากผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมแบบเดิมมาเป็นผู้เล่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้สำเร็จในสายตาตลาด การลงทุนของ Nvidia การเข้าซื้อ Infinera แผน AI-RAN ผลประกอบการธุรกิจ AI ที่เติบโต และการซื้อหุ้นของผู้บริหาร ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
แต่แรงเทขายที่เกิดจาก Broadcom ก็เผยให้เห็นข้อแลกเปลี่ยนของการวางตำแหน่งใหม่อย่างชัดเจน เมื่อธีม AI สะดุด Nokia ก็มีโอกาสถูกขายตาม แม้ไม่ได้ทำอะไรผิดในวันนั้นก็ตาม ดังนั้นคำถามสำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า Nokia มีแผน AI ที่น่าสนใจหรือไม่ แต่คือบริษัทจะสามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อและความคาดหวังที่ถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นให้กลายเป็นรายได้และกำไรได้เร็วแค่ไหน