คลื่นความร้อนเดือนพฤษภาคม 2026 ทำให้ราคาไฟฟ้าล่วงหน้ารายวันของเยอรมนีพุ่งพรวด 29% ภายในวันเดียว เนื่องจากความเร็วลมต่ำบีบให้กริดต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินราคาแพง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์... กลไกหลักคือปรากฏการณ์สภาพอากาศเดียว นั่นคือ 'โดมความร้อน' ซึ่งทำให้การผลิตโซลาร์เซลล์สูงสุดและทำ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused German day-ahead electricity prices to surge 29% during the May 2026 European heatwave, and what does this event reveal about th. Article summary: ## What Caused the German Price Surge. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Heat and power: Impacts of the 2025 heatwave in Europe. #### A June–July heatwave has caused stress for European power systems, driving electricity demand and doubling daily powe" source context "Heat and power꞉ impacts of the 2025 heatwave in Europe - Ember" Reference image 2: visual subject "# Heat and power: Impacts of the 2025 heatwave in Europe. #### A June–July heatwave has caused stress for European power systems, driving electricity demand and doubling daily powe" source context "He
ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2026 คลื่นความร้อนลูกเดียวกับที่ทำให้เทอร์โมมิเตอร์ในลอนดอนทะลุ 35°C ได้ส่งแรงกระแทกอย่างรุนแรงไปยังตลาดไฟฟ้าของยุโรป ราคาไฟฟ้าล่วงหน้ารายวันของเยอรมนีพุ่งขึ้น 29% เหตุการณ์นี้เปิดโปงพลวัตที่น่ากังวลข้อหนึ่ง: กริดไฟฟ้าที่อุดมไปด้วยพลังงานหมุนเวียนก็ยังคงถูกสภาพอากาศจับเป็นตัวประกันได้ ก่อให้เกิดความผันผวนของราคาอย่างรุนแรงภายในช่วงบ่ายวันเดียว ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มูลค่าของไฟฟ้าเปลี่ยนจากที่แทบไม่มีราคา กลายเป็นมีราคาแพงระยับ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะลมหยุดพัดลงพอดีในจังหวะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นพุ่งถึงขีดสุด
ตัวกระตุ้นคือระบบความกดอากาศสูงที่ทรงพลังและหยุดนิ่ง—หรือที่เรียกว่า "โดมความร้อน" (Heat Dome)—ซึ่งปกคลุมทั่วยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มันมอบท้องฟ้าที่ไร้เมฆและความร้อนที่ทำลายสถิติ แต่ก็มาพร้อมกับความเร็วลมที่เกือบเป็นศูนย์ด้วย ทั่วเยอรมนี กำลังการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมทรุดตัวลงเหลือเพียง 4.4 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมดของประเทศ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อความเย็นพุ่งสูง ผู้ควบคุมกริดจึงต้องหันไปพึ่งพาเครื่องมือที่แพงที่สุด นั่นคือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน
เพื่อให้เข้าใจถึงความผันผวน ลองมาดูเส้นโค้งของวันเดียว ตอนเที่ยงวัน ท้องฟ้าแจ่มใสจากโดมความร้อนได้สร้างผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกัน แผงโซลาร์เซลล์ทั่วเยอรมนีและสหราชอาณาจักรผลิตไฟฟ้าทะลักเข้าสู่กริดจนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในทั้งสองประเทศ ปริมาณไฟฟ้าล้นความต้องการมากเสียจน เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงบนตลาดซื้อขาย Epex Spot ราคาไฟฟ้าของเยอรมนีดิ่งลงติดลบถึง -413.77 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง และของฝรั่งเศสแตะ -412.55 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง
ผู้ผลิตไฟฟ้าจึงต้องยอมจ่ายเงินเพื่อให้ผู้บริโภคช่วยรับไฟไปใช้
จากนั้นดวงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลง
เมื่อการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลดลง ปัญหาของกริดก็เริ่มปรากฏชัด พลังงานลมซึ่งควรจะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสะอาดพื้นฐาน (Baseload) ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเย็น กลับหายไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีกำลังผลิตเพียง 4.4 กิกะวัตต์ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อความเย็นที่ยังคงอยู่ ระบบจำเป็นต้องสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่พร้อมจ่ายไฟได้ทันที สิ่งที่เรียกว่า "ภาระโหลดส่วนที่เหลือ" (Residual Load) ซึ่งก็คือสัดส่วนของความต้องการไฟฟ้าที่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าเหล่านี้ ได้พุ่งสูงขึ้นประมาณ 12 กิกะวัตต์
การเปลี่ยนฉับพลันจากภาวะไฟฟ้าล้นเป็นภาวะขาดแคลนนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ราคาไฟฟ้าล่วงหน้ารายวันพุ่งขึ้น 29%
นักวิเคราะห์จาก EnergyScan ของ Engie ชี้ว่าสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยระบุว่าค่า Cooling Degree Days ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความต้องการใช้พลังงานเพื่อความเย็นนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งทวีป
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันคือบททดสอบความแข็งแกร่งที่เผยให้เห็นจุดเปราะบางเชิงโครงสร้างสามประการในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของยุโรป
1. ความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศสร้างความสุดขั้วของราคาที่ตรงข้ามกัน โดมความร้อนเป็นปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาเดียวที่ก่อให้เกิดวิกฤตสองด้านที่ตรงข้ามกัน: ภาวะไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ล้นตลาดตอนเที่ยงวัน และภาวะขาดแคลนไฟฟ้าจากลมตอนหัวค่ำ ผลกระทบสองด้านนี้—คือราคาติดลบในตอนกลางวันแล้วตามด้วยราคาแพงในช่วงเย็น—เป็นผลพวงโดยตรงจากการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ โดยไม่มีเครื่องมือที่เพียงพอในการสร้างสมดุลให้กับมัน
2. ระบบกักเก็บพลังงานยังคงขาดหายไป ราคาติดลบเกิดขึ้นเพราะแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าที่กริดจะดูดซับหรือกักเก็บได้ แม้กำลังการผลิตของแบตเตอรี่และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับในยุโรปจะกำลังเติบโต แต่ก็ยังน้อยเกินไปมากที่จะเก็บไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลล์ตอนเที่ยงวันและจ่ายออกมาในช่วงที่ความต้องการสูงสุดตอนเย็น หากปราศจากตัวกันชนนั้น สัญญาณราคาก็จะแกว่งตัวอย่างรุนแรง สถาบันวิจัยด้านพลังงาน Ember ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงคลื่นความร้อนปี 2025 ส่วนต่างของราคา (Price Spread) สูงเกิน 400 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงในวันที่ร้อนที่สุด
ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดซ้ำอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2026
3. แผนสำรองสุดท้ายยังคงเป็นโรงไฟฟ้าฟอสซิล ไม่ว่าจะมีตัวเลขการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ทำสถิติใหม่มากมายเพียงใด โรงไฟฟ้าที่ทำหน้าที่กำหนดราคา (Price-setting Plant) ในช่วงที่เกิดภาวะลมสงบแทบทุกครั้งก็ยังคงเป็นโรงไฟฟ้าที่เผาก๊าซหรือถ่านหิน สิ่งนี้ทำให้ราคาไฟฟ้าขายส่งผูกติดอยู่กับตลาดก๊าซธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านต้นทุนแบบเดียวกับที่จุดชนวนวิกฤตพลังงานในปี 2022 เมื่อใดที่ลมหยุดพัด เส้น Merit-Order Curve จะเลื่อนไปทางขวาอย่างรวดเร็ว และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราคาแพงก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่กำหนดราคาทันที
คลื่นความร้อนครั้งนี้ยังส่งสารทางการเมืองที่ชัดเจน ไซมอน สตีลล์ หัวหน้าฝ่ายสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ เรียกคลื่นความร้อนช่วงต้นฤดูที่ทำลายสถิตินี้ว่า "เป็นเครื่องเตือนใจที่โหดร้ายถึงผลกระทบที่ทวีความรุนแรงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ" เขาระบุว่า "ตัวการหลัก" คือการเผาผลาญถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซของมนุษยชาติที่ดำเนินอยู่
คำพูดของเขาเน้นย้ำถึงวงจรอุบาทว์ที่กำลังดำเนินอยู่: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ขับเคลื่อนโดยเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ซึ่งในทางกลับกันก็ผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าและ—เมื่อเกิดภาวะลมสงบ—ก็บีบให้กริดต้องเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้นไปอีก หนังสือพิมพ์ LA Times ได้จับเอาความย้อนแย้งของช่วงเวลานี้ โดยระบุว่าคลื่นความร้อนได้สร้างสถิติการผลิตโซลาร์เซลล์และทำให้ราคาไฟฟ้าติดลบในบางตลาดไปพร้อมๆ กัน แม้ว่ามันจะผลักให้ต้นทุนระบบโดยรวมสูงขึ้นก็ตาม
การพุ่งขึ้นของราคาในเดือนพฤษภาคม 2026 เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ใหญ่ขึ้นของเหตุการณ์ราคาผันผวนรุนแรงในตลาดเยอรมนี งานวิเคราะห์ของ Neon Energy พบว่าราคาที่พุ่งขึ้นเกิน 936 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงนั้นเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่กระแสไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ต่ำมาก ประกอบกับมีภาระโหลดส่วนที่เหลือที่สูงเท่านั้น แม้ว่าการพุ่งขึ้น 29% ในครั้งนี้จะยังไม่ถึงจุดสูงสุดที่รุนแรงเหล่านั้น แต่มันก็เข้าข่ายรูปแบบเดียวกัน นั่นคือ กริดที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทางอุตุนิยมวิทยา ก็ยังคงทำหน้าที่คล้ายคลึงกับระบบเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มันถูกออกแบบมาให้เข้าไปแทนที่อยู่นั่นเอง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
คลื่นความร้อนเดือนพฤษภาคม 2026 ทำให้ราคาไฟฟ้าล่วงหน้ารายวันของเยอรมนีพุ่งพรวด 29% ภายในวันเดียว เนื่องจากความเร็วลมต่ำบีบให้กริดต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินราคาแพง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์...
คลื่นความร้อนเดือนพฤษภาคม 2026 ทำให้ราคาไฟฟ้าล่วงหน้ารายวันของเยอรมนีพุ่งพรวด 29% ภายในวันเดียว เนื่องจากความเร็วลมต่ำบีบให้กริดต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินราคาแพง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์... กลไกหลักคือปรากฏการณ์สภาพอากาศเดียว นั่นคือ 'โดมความร้อน' ซึ่งทำให้การผลิตโซลาร์เซลล์สูงสุดและทำให้การผลิตไฟฟ้าจากลมดิ่งเหลือเพียง 4.4 กิกะวัตต์ไปพร้อมๆ กัน เผยให้เห็นการขาดแคลนระบบกักเก็บพลังงานและการพึ่งพาเชื้อเพลิง...
ไซมอน สตีลล์ หัวหน้าฝ่ายสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ เรียกคลื่นความร้อนครั้งนี้ว่า 'เครื่องเตือนใจที่โหดร้ายถึงผลกระทบที่ทวีความรุนแรงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ' โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์สุดขั้วนี้เข้ากับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอส...