มิลาน เนเดลโควิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BMW กล่าวว่า บริษัทจะ “ปรับโครงสร้างและกระบวนการในปัจจุบันให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่ตกต่ำลงอย่างรุนแรง”
จีนเป็นตลาดสำคัญที่สุดของ BMW และสถานการณ์ในตลาดดังกล่าวแย่ลงเร็วกว่าที่บริษัทคาดไว้ในไตรมาส 2 ของปี 2026 แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ BMW ระบุว่า รถยนต์ที่ไม่ใช่รถไฟฟ้าได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ ขณะที่สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีนปรับลดคาดการณ์ตลาดตลอดทั้งปีลงหลายครั้ง
แรงกดดันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการชะลอตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนการแข่งขันเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคชาวจีนหันไปหาแบรนด์ในประเทศ เช่น BYD, Xiaomi และ Huawei มากขึ้น เนื่องจากนำเสนอรถยนต์ราคาจับต้องได้ พร้อมซอฟต์แวร์และฟีเจอร์ด้านพลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัย การแข่งขันดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตรถหรูรายเดิมต้องเผชิญแรงกดดันทั้งด้านราคาและจำนวนรถที่จำหน่ายได้
ในไตรมาสแรกของปี 2026 อัตรากำไร EBIT ของธุรกิจผลิตรถยนต์ BMW ลดลงเหลือ 5% จาก 6.9% ในปีก่อน โดยปัจจัยจากตลาดจีนมีส่วนสำคัญ เมื่อสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนมิถุนายน บริษัทจึงเตรียมขยายมาตรการลดต้นทุนเพิ่มเติม
BMW เดิมคาดว่าจะรักษายอดส่งมอบรถยนต์หลักในปี 2026 ไว้ใกล้เคียงกับปี 2025 ซึ่งบริษัทส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกราว 2.464 ล้านคัน แต่ล่าสุดเปลี่ยนเป็นคาดว่ายอดส่งมอบจะลดลงเล็กน้อย ยอดขายในจีนลดลง 12.5% ไปแล้วในปี 2025 แม้การเติบโตในภูมิภาคอื่นจะช่วยชดเชยได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 การชะลอตัวของจีนกำลังรุนแรงขึ้นจน BMW ไม่คิดว่าตลาดอื่นจะชดเชยได้เพียงพออีกต่อไป
ความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นปี 2026 จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงสถานการณ์ที่ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบหยุดชะงัก ได้สร้างแรงกดดันด้านต้นทุนอีกชั้นให้ฐานการผลิตของ BMW ในยุโรป
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกราว 20% ต้องผ่าน เมื่อเส้นทางดังกล่าวถูกรบกวน ราคาพลังงานจึงปรับตัวสูงขึ้น และวัตถุดิบเคมีพื้นฐานอย่างเอทิลีนกับโพรพิลีน ซึ่งใช้ผลิตพลาสติกและสีรถยนต์ ก็มีต้นทุนการผลิตในยุโรปสูงจนแข่งขันได้ยากขึ้น
มาร์คุส คาเมียท ซีอีโอของ BASF เตือนเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า การขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานที่ดำเนินงานแบบมีสินค้าคงคลังต่ำ เช่น การผลิตรถยนต์ ต้องหยุดชะงัก เขาระบุว่าความเสี่ยงจาก “การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน” กำลังบดบังแนวโน้มของอุตสาหกรรมรถยนต์และเศรษฐกิจโดยรวม ความขัดแย้งยังมีส่วนทำให้วัตถุดิบบางชนิด เช่น กำมะถันและฮีเลียม ขาดแคลนมากขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวส่งถึง BMW โดยตรง ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้นบีบกำไรจากฝั่งต้นทุน ขณะที่ความต้องการในจีนที่ลดลงก็กดดันกำไรจากฝั่งรายได้ไปพร้อมกัน เยอรมนีเองมีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในเดือนมีนาคม หลังราคาพลังงานพุ่งขึ้นจากการปะทุของสงคราม และคำสั่งซื้อโรงงานในเดือนเมษายนลดลงมากกว่าที่คาดไว้ กระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนีเตือนว่า ราคาพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก กำลังทำให้อุปสงค์อ่อนแอลง
แรงกดดันแบบเดียวกันกำลังเกิดขึ้นทั่วอุตสาหกรรมรถยนต์ ในเดือนพฤษภาคม S&P Global Ratings ลดคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ทั่วโลก โดยเรียกสถานการณ์นี้ว่าแรงกระแทก “สองเด้ง” จากความต้องการในจีนที่อ่อนแอลงและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง
สถาบันดังกล่าวคาดว่ายอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กทั่วโลกจะลดลงต่ำกว่า 90 ล้านคันต่อปีในช่วงปี 2026–2028 ขณะที่ยอดขายในสหรัฐฯ ลดลง 6.7% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 ด้าน S&P Global Mobility ปรับลดคาดการณ์การผลิตรถยนต์ขนาดเล็กในจีนแผ่นดินใหญ่และเขตเศรษฐกิจจีนลง 197,000 คันสำหรับปี 2026 และลดคาดการณ์ของยุโรปลงอีก 67,000 คัน
รายงาน Autofacts ของ PwC ก็ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกเริ่มต่ำกว่าระดับของปีก่อน หลังตลาดจีนชะลอตัวภายหลังเทศกาลตรุษจีน โดยคาดการณ์ระยะกลางว่าตลาดอาจหยุดนิ่งจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงและผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่าน สงครามยังทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และก๊าซธรรมชาติในยุโรปสูงขึ้น จน S&P Global Mobility เตือนถึง “การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในทันทีและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ โดยระยะเวลาของสงครามจะเป็นตัวแปรสำคัญ
BMW มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะต้องรับมือกับตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดสองแห่งพร้อมกัน คือสภาพอุปสงค์ในจีนและฐานการผลิตในยุโรปที่พึ่งพาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน แม้คู่แข่งรายอื่นจะเผชิญแรงกดดันคล้ายกัน แต่การปรับลดกรอบกำไรของ BMW ถือว่ารุนแรงที่สุดในบรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเยอรมนี สะท้อนความอ่อนไหวของบริษัทต่อทั้งยอดขายจีนที่ลดลงและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ปัญหาทั้งสองไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่กลับเสริมแรงซึ่งกันและกัน ตลาดจีนที่อ่อนแอทำให้ BMW ต้องแข่งขันด้านราคามากขึ้น ส่งผลให้รายได้ต่อคันลดลง ในเวลาเดียวกัน ต้นทุนพลังงานและปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่านก็ทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ในยุโรปสูงขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นที่มีอัตรากำไรสูงซึ่ง BMW ผลิตในภูมิภาคนี้จำนวนมาก
ผลลัพธ์คือกำไรถูกบีบจากทั้งด้านรายได้และต้นทุน ตัวเลขของ BMW สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อบริษัทลดกรอบคาดการณ์อัตรากำไร EBIT ของธุรกิจยานยนต์จาก 4–6% เหลือ 1–3% ในการปรับประมาณการเพียงครั้งเดียว
สงครามอิหร่านยังอาจซ้ำเติมปัญหาจีนทางอ้อม ราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น ซึ่งอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากการปิดกั้นเส้นทางยืดเยื้อ จะบั่นทอนความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดที่อ่อนไหวต่อราคา BMW ระบุในการปรับแนวทางดำเนินงานว่า สงครามได้ “กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น”
เมื่อแนวโน้มยอดขายและการผลิตรถยนต์ทั่วโลกถูกปรับลดลงในหลายภูมิภาค คำเตือนของ BMW จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณเฉพาะบริษัท แต่เป็นภาพสะท้อนของการชะลอตัวในอุตสาหกรรมรถยนต์วงกว้าง