การซื้อคืนทำให้ตลาดคาดว่าจะมีอุปสงค์เพิ่มเติมต่อพันธบัตรที่ Treasury เข้าไปซื้อ ในการตีความระยะแรก ราคาพันธบัตรระยะยาวจึงปรับตัวขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนลดลง รายงานต่าง ๆ ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีลดลงจากประมาณ 5.34% มาอยู่ในช่วงราว 5.19–5.21% ขึ้นอยู่กับจุดเวลาที่ใช้วัด
ประเด็นนี้สำคัญต่อบิตคอยน์ เพราะอัตราผลตอบแทนระยะยาวที่ลดลงอาจทำให้สินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น บิตคอยน์ ดูน่าสนใจขึ้นเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณด้านสภาพคล่องและภาวะการเงิน แม้เป้าหมายที่ Treasury ระบุไว้คือการช่วยสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงแบบนโยบายการเงิน
ก่อนมีประกาศดังกล่าว บิตคอยน์ซื้อขายอยู่ในช่วงกลาง 64,000 ดอลลาร์ จากนั้นราคาขยับขึ้นอย่างรวดเร็วเข้าใกล้ 70,000 ดอลลาร์ และทำจุดสูงสุดระหว่างวันประมาณ 69,749 ดอลลาร์
การพุ่งขึ้นถูกขยายแรงด้วยโครงสร้างตลาดอนุพันธ์ นักลงทุนจำนวนมากถือสถานะชอร์ตแบบมีเลเวอเรจ เมื่อบิตคอยน์ทะลุระดับราคาที่ทำให้สถานะขาลงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ แพลตฟอร์มซื้อขายจะปิดสถานะเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ
การปิดสถานะชอร์ตต้องอาศัยการซื้อบิตคอยน์หรือสัญญาอนุพันธ์ที่อ้างอิงบิตคอยน์ ดังนั้นคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้นโดยไม่สมัครใจจึงสามารถผลักราคาให้สูงขึ้น และกระตุ้นให้สถานะอื่น ๆ ถูกบังคับปิดตามมา กลายเป็นวงจรที่ตลาดมักเรียกว่า short squeeze หรือ “แรงบีบสถานะชอร์ต”
รายงานที่มีอยู่ยืนยันว่าเกิดการล้างสถานะครั้งใหญ่ แม้ตัวเลขจะแตกต่างกันในแต่ละแหล่ง หนึ่งในรายงานระบุว่ามีสถานะชอร์ตคริปโตถูกล้างประมาณ 1,740 ล้านดอลลาร์ เทียบกับสถานะลอง 173 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายงานอื่นประเมินสถานะชอร์ตในช่วงการพุ่งขึ้นแรกไว้ราว 1,400 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้เพียงพอที่จะอธิบายกลไกของการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ยืนยันตัวเลขที่สูงกว่าซึ่งปรากฏในบทวิเคราะห์ภายหลัง โดยเฉพาะคำกล่าวอ้างว่ามีการล้างสถานะรวม 2,700 ล้านดอลลาร์ และมีสถานะชอร์ตบิตคอยน์มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ถูกปิดภายในหนึ่งชั่วโมง
ข้อสรุปสำคัญคือ แรงซื้อจากการปิดชอร์ตช่วยอธิบายได้ว่าทำไมราคาจึงทะยานขึ้นเร็ว แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีนักลงทุนระยะยาวเข้าซื้อบิตคอยน์ในตลาดสปอตเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน
การเคลื่อนไหวในตลาดพันธบัตรเกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณสนับสนุนกฎหมายคริปโตในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่าน CLARITY Act ฉบับที่ “เป็นธรรม” ระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวกับผู้บริหารอุตสาหกรรมคริปโต ซึ่งรวมถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับ Coinbase, Kraken และ Robinhood
ร่างกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายจัดทำกรอบกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนขึ้น รวมถึงแบ่งขอบเขตอำนาจระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล สำหรับธุรกิจและนักลงทุนคริปโต กฎหมายที่ชัดเจนอาจลดความไม่แน่นอนว่าโทเคนหรือสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดอยู่ภายใต้กฎหลักทรัพย์หรือสินค้าโภคภัณฑ์ และหน่วยงานรัฐบาลกลางใดเป็นผู้รับผิดชอบ
แต่ตลาดกำลังตอบรับ ความคาดหวังต่อกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่กฎหมายที่ผ่านเสร็จแล้ว การลงมติ cloture ของวุฒิสภาที่กำหนดไว้วันที่ 15 กันยายนเป็นขั้นตอนเพื่อเปิดทางให้เดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมาย และต้องใช้เสียงอย่างน้อย 60 เสียง Reuters รายงานว่ายังมีความเห็นต่างเรื่องข้อกำหนดป้องกันการฟอกเงินและอำนาจบังคับใช้กฎหมายของรัฐ ขณะที่รายงานอื่นระบุว่ายังมีข้อโต้แย้งเรื่องจริยธรรมและผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์
ดังนั้น ผลกระทบด้านนโยบายมีอยู่จริงในฐานะตัวเร่งความเชื่อมั่น แต่ยังขึ้นอยู่กับผลการเจรจา หากการลงมติล้มเหลวหรือการพิจารณายืดเยื้อ ความหวังบางส่วนที่ถูกสะท้อนอยู่ในราคาสินทรัพย์คริปโตอาจหายไป
ข้อมูลที่มีอยู่สนับสนุนภาพของการเข้าสู่โหมดรับความเสี่ยง หรือ risk-on ทั่วตลาดคริปโต รายงานที่อ้างถึงระบุว่าอีเธอร์ปรับขึ้นประมาณ 9–10% ในวันที่ 19 สิงหาคม
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่ได้รับยังไม่สอดคล้องและมีความน่าเชื่อถือสูงเพียงพอที่จะระบุตัวเลขการเปลี่ยนแปลงของ XRP, Solana หรือเหรียญทางเลือกแต่ละรายในวันเดียวกันได้อย่างแม่นยำ จึงควรอธิบายเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการพุ่งขึ้นในวงกว้างของตลาดคริปโต มากกว่าการระบุเปอร์เซ็นต์เฉพาะของทุกโทเคน
หุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโตก็ปรับตัวขึ้นตามตลาด บริษัทที่รายได้ ปริมาณการซื้อขาย หรือสินทรัพย์ในงบดุลผูกกับสินทรัพย์ดิจิทัลมักตอบสนองแรงกว่าบิตคอยน์เมื่อราคา ปริมาณการซื้อขาย และความคาดหวังด้านกฎเกณฑ์ปรับตัวดีขึ้น รายงานหนึ่งระบุว่าหุ้น Strategy เพิ่มขึ้นมากกว่า 11% ระหว่างการเคลื่อนไหวดังกล่าว
มุมมองเชิงบวกมีเหตุผลรองรับ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ภาวะสภาพคล่องดีขึ้น แรงซื้อบิตคอยน์ในตลาดสหรัฐฯ กลับมา และสภาคองเกรสเดินหน้ากฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต การพุ่งขึ้นที่เริ่มจากการล้างสถานะอาจพัฒนาเป็นการฟื้นตัวที่กว้างขึ้นได้ ในสถานการณ์เช่นนั้น นักลงทุนบางส่วนอาจมองเป้าหมาย 100,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีเป็นไปได้
แต่สิ่งนี้เป็นเพียง สถานการณ์สมมติ ไม่ใช่ประมาณการที่ยืนยันด้วยข้อมูลจากแหล่งข่าว
ฝั่งที่ระมัดระวังเริ่มต้นจากโครงสร้างของการพุ่งขึ้น แรงซื้อส่วนใหญ่ในระยะแรกมาจากการปิดสถานะชอร์ต และแรงซื้อประเภทนี้จะหมดลงเมื่อสถานะถูกปิดทั้งหมด หากราคาจะเดินหน้าต่อ จำเป็นต้องมีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามาประมูลซื้อบิตคอยน์อย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดสปอตและตลาดอนุพันธ์
อีกสัญญาณหนึ่งมาจากอุปสงค์ในสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่า Coinbase Bitcoin Premium Index ติดลบต่อเนื่อง 90 วันจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม ดัชนีนี้วัดความแตกต่างของราคาบิตคอยน์ระหว่าง Coinbase กับ Binance หากราคาบน Coinbase อยู่ต่ำกว่าอย่างต่อเนื่อง อาจสะท้อนแรงซื้อจากผู้ลงทุนสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ หรือแรงขายจากตลาดดังกล่าวที่มากกว่า
สัญญาณนี้ไม่ได้ลบล้างการฟื้นตัวของราคา แต่ทำให้ยังไม่ควรสรุปว่าการพุ่งขึ้นครั้งนี้เป็นหลักฐานของการสะสมบิตคอยน์จากนักลงทุนสถาบันในวงกว้าง
ตัวเลขราคาที่ตรวจสอบได้ยังไม่สอดคล้องกับพาดหัวเดิมอย่างเต็มที่ รายงานวันที่ 19 สิงหาคมยืนยันการขยับจากประมาณ 64,000 ดอลลาร์ไปทำจุดสูงสุดใกล้ 69,749 ดอลลาร์ และรายงานถัดมาพูดถึงระดับราว 72,000 ดอลลาร์ ไม่ใช่การทะลุ 75,000 ดอลลาร์อย่างยืนยันได้
นอกจากนี้ บิตคอยน์ยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้าที่ถูกอ้างถึงในรายงาน รวมถึงสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 126,198 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025
สิ่งที่จะบอกได้ว่าการพุ่งขึ้นเดือนสิงหาคมเป็นฐานของการฟื้นตัวหรือเป็นเพียงแรงบีบชั่วคราว ได้แก่
ในตอนนี้ หลักฐานสนับสนุนคำอธิบายว่าเป็น แรงบีบสถานะชอร์ตที่มีจุดเริ่มต้นจากปัจจัยมหภาค และได้รับแรงส่งจากความหวังด้านนโยบาย มากกว่าจะเป็นการยืนยันว่าตลาดกระทิงรอบใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว หรือว่าบิตคอยน์ทะลุ 75,000 ดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน