สำหรับตลาดคริปโต นโยบายการเงินมีผลอย่างมาก เพราะช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องสูงมักช่วยให้สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นได้ง่าย แต่หากเงินเฟ้อยังสูง ธนาคารกลางมักต้องรักษาดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงนานขึ้น ซึ่งทำให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เก็งกำไรน้อยลง
แรงกดดันจากน้ำมันและเงินเฟ้อทำให้เกิด การเทขายพันธบัตรทั่วโลก ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ปรับตัวสูงขึ้น
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนที่ให้รายได้แน่นอนมากขึ้น ทำให้สินทรัพย์ที่ ไม่ให้ดอกผล เช่น Bitcoin ดูน่าสนใจน้อยลง
นอกจากนี้ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นยังมักกดดันสินทรัพย์ที่พึ่งพาสภาพคล่องสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยีหรือคริปโต เพราะมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
ตลาดยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงผู้นำธนาคารกลางสหรัฐ เมื่อ Kevin Warsh ถูกแต่งตั้งเป็นประธาน Fed คนใหม่
ด้วยเงินเฟ้อที่ยังสูงและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงเริ่มเชื่อว่า Fed อาจต้องคงดอกเบี้ย “สูงนานกว่าที่เคยคาด” (higher for longer) หรือเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไป
การคาดการณ์นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นนี้สร้างแรงกดดันต่อคริปโต ซึ่งมักทำผลงานได้ดีในช่วงที่สภาพคล่องในระบบการเงินเพิ่มขึ้น
นอกจากปัจจัยมหภาคแล้ว โครงสร้างราคาของ Bitcoin เองก็มีบทบาทสำคัญ
ระดับ $80,000 กลายเป็นแนวรับและแนวต้านสำคัญของตลาด โดยนักวิเคราะห์มองว่ามีแนวต้านแถว $80K และแนวรับถัดไปใกล้ $75K
เมื่อราคาหลุดระดับนี้ ระบบซื้อขายอัตโนมัติ คำสั่ง stop‑loss และการล้างพอร์ตของตำแหน่งเลเวอเรจจำนวนมากก็เริ่มทำงานทันที รายงานบางแห่งประเมินว่ามีการปิดสถานะ long แบบบังคับคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในช่วงการปรับตัวลง
เหตุการณ์ลักษณะนี้พบได้บ่อยในตลาดคริปโต เพราะการเทรดอนุพันธ์เปิดโอกาสให้ใช้เลเวอเรจสูง
การร่วงของ Bitcoin ไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง ปัจจัยเดียวกันยังสร้างแรงกดดันต่อ หุ้น ตลาดเครดิต และสินทรัพย์เก็งกำไรอื่น ๆ ทั่วโลก
แรงกดดันหลักประกอบด้วย
• ราคาพลังงานที่พุ่งสูง
• ความคาดหวังเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
• ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น
• ความไม่แน่นอนของนโยบายธนาคารกลาง
ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ Bitcoin มักเคลื่อนไหวเหมือน สินทรัพย์เสี่ยงที่ไวต่อสภาพคล่องของตลาดโลก มากกว่าจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
การที่ Bitcoin ร่วงต่ำกว่า $79,000 เป็นผลจากแรงกระแทกทางเศรษฐกิจหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
• ราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ
• เงินเฟ้อสหรัฐสูงกว่าคาด
• ตลาดพันธบัตรทั่วโลกถูกเทขาย ทำให้ผลตอบแทนพุ่ง
• นักลงทุนปรับคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยภายใต้ประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh
• การหลุดแนวรับ $80,000 กระตุ้นแรงขายเชิงเทคนิคและการล้างพอร์ต
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าปัจจุบัน Bitcoin เชื่อมโยงกับ ภาวะเศรษฐกิจมหภาคของโลก มากขึ้นอย่างชัดเจน แม้จะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ก็ตาม
Comments
0 comments