ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการร่วงลงในวันพุธโดยตรงที่สุด คือการยุติลงอย่างกะทันหันของการพักรบชั่วคราวในตะวันออกกลาง อิสราเอลและอิหร่านเคยระงับการโจมตีตอบโต้โดยตรงภายใต้แรงกดดันทางการทูตจากสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การเปิดน่านฟ้าและคลายความตึงเครียดในภูมิภาคช่วงสั้นๆ แต่เสถียรภาพที่เปราะบางนั้นก็พังทลายลงในวันที่ 10 มิถุนายน เมื่อการปะทะกันครั้งใหม่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการที่ราคาบิตคอยน์ไถลลงสู่ระดับ 61,700 ดอลลาร์สหรัฐ
เหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกระตุ้นให้เกิดการบังคับขายครั้งใหญ่ ภายใน 24 ชั่วโมง ความผันผวนดังกล่าวทำให้เกิด การล้างพอร์ต (Liquidation) ในตลาดคริปโตอย่างฉับพลันมูลค่ากว่า 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลเป็นปัจจัยถ่วงสินทรัพย์ดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่องหลายเดือน การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้จาก TRM Labs แสดงให้เห็นว่าการยกระดับความขัดแย้งครั้งก่อนทำให้เกิดเงินทุนไหลออกจากเว็บเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านพุ่งสูงขึ้นกว่า 150% นักวิเคราะห์จาก Charles Schwab ยังระบุว่า บิตคอยน์ซึ่งซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ได้ทำหน้าที่เป็น "มาตรวัดความเชื่อมั่นของตลาด" แบบเรียลไทม์ในช่วงที่มีความขัดแย้ง โดยมักจะถูกเทขายทันทีเมื่อมีข่าวด่วนเกี่ยวกับสงคราม ก่อนที่จะฟื้นตัวเมื่อตลาดแบบดั้งเดิมเปิดทำการ
ภายใต้แรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์คือการไหลออกของเงินทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง กองทุน Spot Bitcoin ETF (กองทุนรวมที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ลงทุนในบิตคอยน์โดยตรง) ในสหรัฐฯ มีสถิติ เงินทุนไหลออกสะสมประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเวลาห้าสัปดาห์ติดต่อกันในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เงินทุนไหลออกต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เปิดตัวในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม 2024
นักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่าการไหลออกของเงินทุนจาก ETF เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเทขายทำกำไรขนานใหญ่หลังจากราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในปลายปี 2025 แม้ว่าจะมีการพลิกกลับอย่างรวดเร็ว โดยมี เงินทุนไหลเข้าสุทธิ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในสามวัน ระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอุปสงค์จากนักลงทุนสถาบันสามารถกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แต่แนวโน้มในภาพรวมยังคงเป็นการเทขาย ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 7 มิถุนายน บิตคอยน์ได้ร่วงลงอย่างรุนแรงไปแล้วถึง 20% ในรอบสัปดาห์ จากราคาเปิด นักวิเคราะห์ทางเทคนิคระบุว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็น "จุดขายคลั่ง" ที่เกิดขึ้นภายในกรอบการซื้อขายหลัก แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมีขาลงที่ควบคุมไม่ได้ โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมทางพื้นฐานมหภาคของบิตคอยน์ไว้ที่ประมาณ 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าระดับราคาที่ซื้อขายกันอยู่อย่างมีนัยสำคัญ แต่แรงกดดันด้านราคาในทันทีกำลังโน้มเอียงไปทางการปรับตัวลงระลอกที่สอง คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในช่วงที่ราคาร่วงลงนั้นชัดเจนคือ "จงสงบสติอารมณ์และใช้วิจารณญาณ" พร้อมกับการบริหารความเสี่ยงและความคาดหวังอย่างรัดกุม
บทวิเคราะห์เบื้องต้นยังมุ่งเน้นไปที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 และแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในฐานะตัวขับเคลื่อนแรงเทขายที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ควรทราบว่ารายงานจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ระบุตัวเลข CPI เดือนพฤษภาคมที่แน่นอน หรือการเปลี่ยนแปลงที่ยืนยันได้ของจำนวนครั้งการลดดอกเบี้ยที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าคาดการณ์ไว้ ดังนั้น แม้ว่าความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะมีอิทธิพลต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยทั่วไป แต่ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่แน่ชัดไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นปัจจัยเร่งโดยตรงที่ยืนยันจากแหล่งข่าวสำหรับการร่วงลงในวันที่ 10 มิถุนายน ตัวขับเคลื่อนที่ยืนยันได้ยังคงเป็นตัวกระตุ้นจากภูมิรัฐศาสตร์ กระแสเงินทุนไหลออกสะสมจาก ETF และจุดอ่อนทางเทคนิคที่ดำเนินอยู่
ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการร่วงลงในวันพุธโดยตรงที่สุด คือการยุติลงอย่างกะทันหันของการพักรบชั่วคราวในตะวันออกกลาง อิสราเอลและอิหร่านเคยระงับการโจมตีตอบโต้โดยตรงภายใต้แรงกดดันทางการทูตจากสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การเปิดน่านฟ้าและคลายความตึงเครียดในภูมิภาคช่วงสั้นๆ แต่เสถียรภาพที่เปราะบางนั้นก็พังทลายลงในวันที่ 10 มิถุนายน เมื่อการปะทะกันครั้งใหม่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการที่ราคาบิตคอยน์ไถลลงสู่ระดับ 61,700 ดอลลาร์สหรัฐ
เหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกระตุ้นให้เกิดการบังคับขายครั้งใหญ่ ภายใน 24 ชั่วโมง ความผันผวนดังกล่าวทำให้เกิด การล้างพอร์ต (Liquidation) ในตลาดคริปโตอย่างฉับพลันมูลค่ากว่า 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลเป็นปัจจัยถ่วงสินทรัพย์ดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่องหลายเดือน การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้จาก TRM Labs แสดงให้เห็นว่าการยกระดับความขัดแย้งครั้งก่อนทำให้เกิดเงินทุนไหลออกจากเว็บเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านพุ่งสูงขึ้นกว่า 150% นักวิเคราะห์จาก Charles Schwab ยังระบุว่า บิตคอยน์ซึ่งซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ได้ทำหน้าที่เป็น "มาตรวัดความเชื่อมั่นของตลาด" แบบเรียลไทม์ในช่วงที่มีความขัดแย้ง โดยมักจะถูกเทขายทันทีเมื่อมีข่าวด่วนเกี่ยวกับสงคราม ก่อนที่จะฟื้นตัวเมื่อตลาดแบบดั้งเดิมเปิดทำการ
ภายใต้แรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์คือการไหลออกของเงินทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง กองทุน Spot Bitcoin ETF (กองทุนรวมที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ลงทุนในบิตคอยน์โดยตรง) ในสหรัฐฯ มีสถิติ เงินทุนไหลออกสะสมประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเวลาห้าสัปดาห์ติดต่อกันในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เงินทุนไหลออกต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เปิดตัวในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม 2024
นักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่าการไหลออกของเงินทุนจาก ETF เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเทขายทำกำไรขนานใหญ่หลังจากราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในปลายปี 2025 แม้ว่าจะมีการพลิกกลับอย่างรวดเร็ว โดยมี เงินทุนไหลเข้าสุทธิ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในสามวัน ระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอุปสงค์จากนักลงทุนสถาบันสามารถกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แต่แนวโน้มในภาพรวมยังคงเป็นการเทขาย ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 7 มิถุนายน บิตคอยน์ได้ร่วงลงอย่างรุนแรงไปแล้วถึง 20% ในรอบสัปดาห์ จากราคาเปิด นักวิเคราะห์ทางเทคนิคระบุว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็น "จุดขายคลั่ง" ที่เกิดขึ้นภายในกรอบการซื้อขายหลัก แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมีขาลงที่ควบคุมไม่ได้ โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมทางพื้นฐานมหภาคของบิตคอยน์ไว้ที่ประมาณ 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าระดับราคาที่ซื้อขายกันอยู่อย่างมีนัยสำคัญ แต่แรงกดดันด้านราคาในทันทีกำลังโน้มเอียงไปทางการปรับตัวลงระลอกที่สอง คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในช่วงที่ราคาร่วงลงนั้นชัดเจนคือ "จงสงบสติอารมณ์และใช้วิจารณญาณ" พร้อมกับการบริหารความเสี่ยงและความคาดหวังอย่างรัดกุม
บทวิเคราะห์เบื้องต้นยังมุ่งเน้นไปที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 และแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในฐานะตัวขับเคลื่อนแรงเทขายที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ควรทราบว่ารายงานจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ระบุตัวเลข CPI เดือนพฤษภาคมที่แน่นอน หรือการเปลี่ยนแปลงที่ยืนยันได้ของจำนวนครั้งการลดดอกเบี้ยที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าคาดการณ์ไว้ ดังนั้น แม้ว่าความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะมีอิทธิพลต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยทั่วไป แต่ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่แน่ชัดไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นปัจจัยเร่งโดยตรงที่ยืนยันจากแหล่งข่าวสำหรับการร่วงลงในวันที่ 10 มิถุนายน ตัวขับเคลื่อนที่ยืนยันได้ยังคงเป็นตัวกระตุ้นจากภูมิรัฐศาสตร์ กระแสเงินทุนไหลออกสะสมจาก ETF และจุดอ่อนทางเทคนิคที่ดำเนินอยู่