ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ได้ทำลายความหวังที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยในเร็ววัน ตลาดจึงปรับมุมมองครั้งใหญ่อย่างรวดเร็วไปสู่การคาดการณ์ว่าเฟดจะ 'ตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง' หรืออาจ 'ขึ้นดอกเบี้ยอีก' ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งเป็นที่รู้จักในจุดยืนสายเหยี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสน่ห์ของสินทรัพย์เก็งกำไรอย่างคริปโทฯ
การระงับการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงภัยคุกคามครั้งใหม่ต่อช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แรงกดดันเงินเฟ้อที่ตามมาไม่เพียงตอกย้ำแนวโน้มมหภาคที่แข็งกร้าว แต่ยังเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการโยกย้ายการลงทุนแบบ 'ปิดความเสี่ยง' (Risk-Off) ออกจากสินทรัพย์คริปโทฯ ไปสู่แหล่งหลบภัยแบบดั้งเดิมโดยตรงอีกด้วย
Strategy Inc. (ชื่อเดิม MicroStrategy) บริษัทจดทะเบียนที่ถือครองบิทคอยน์มากที่สุดในโลก ตัดสินใจขาย 32 BTC เพื่อนำเงินมาจ่ายเงินปันผล นี่คือการขายครั้งแรกของบริษัทนับตั้งแต่ปี 2022 แม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อยในเชิงมูลค่าเงิน แต่ยิ่งใหญ่มากในเชิงสัญลักษณ์ เพราะมันทำลายภาพลักษณ์ที่ว่าบริษัทนี้จะ 'ไม่มีวันขาย' ลง หุ้นของบริษัทร่วงลง 9% ทันทีจากข่าวนี้ และสร้างความเสียหายทางจิตวิทยาที่ลุกลามไปทั่วตลาด
ก่อนการพังพินาศ ตลาดฟิวเจอร์ส (Futures) ของบิทคอยน์อยู่ในสภาพที่เปรียบเสมือนถังดินปืน สัดส่วนเลเวอเรจของสัญญา Open Interest ที่คงค้างพุ่งขึ้นสูงจนน่าหวั่นใจ โดย Open Interest ของตลาดฟิวเจอร์สอยู่ที่ 2.63% ของมูลค่าตลาดรวมของบิทคอยน์ในวันที่ 2 มิถุนายน และในตลาด Perpetual Futures สูงถึง 2.48% เมื่อราคาหลุดแนวรับทางจิตวิทยาสำคัญที่ $70,000 ลงมาในวันที่ 2 มิถุนายน มันจึงไปกระตุ้นให้เกิดการบังคับปิดสถานะอัตโนมัติ (Auto-Liquidation) ของนักเทรดที่เปิดสถานะ Long แบบท่วมท้นเอาไว้
การบังคับขายเหล่านี้ผลักให้ราคายิ่งร่วงลงไปอีก ซึ่งก็ยิ่งทำให้เกิดการบังคับปิดสถานะเพิ่มขึ้น กลายเป็นเกลียวขาลงที่ป้อนตัวเอง (Self-Reinforcing Downward Spiral)
ในทางเทคนิคัล บิทคอยน์เสียแนวรับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day Moving Average) และไม่สามารถหาฐานรับได้ที่ระดับ $65,000, $62,000 และท้ายสุดที่ $60,000 แถมยังมีอุปทานของ BTC กว่า 50% ที่เข้าสู่ภาวะขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Loss) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ในอดีตเคยเป็นจุดต่ำสุดของตลาดหมีครั้งใหญ่ (Major Bear Market Bottoms) มาแล้ว
คลื่นการล้างพอร์ตตลอด 4 วัน ก่อให้เกิดตัวเลขการถูกบังคับปิดสถานะ (Liquidation) ที่น่าตกตะลึง โดยตัวเลขอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งข้อมูลและกรอบเวลา 24 ชั่วโมงที่ต่างกัน แต่ภาพรวมตารางด้านล่างสรุปช่วงของมูลค่าที่มีรายงาน
ความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดตกอยู่ที่ ฝั่งสถานะ Long ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 5 มิถุนายน จากมูลค่ารวม 1.75 พันล้านดอลลาร์ เป็นการล้างพอร์ตของฝั่ง Long ถึง 1.57 พันล้านดอลลาร์ —เดิมพันที่ทายว่าราคาจะขึ้น เมื่อมองทั้งสัปดาห์ ยอดสะสมการถูกบังคับปิดสถานะมีแนวโน้มสูงเกินกว่า 5-6 พันล้านดอลลาร์
แม้การร่วงลงจะรุนแรง แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่า 'จุดต่ำสุด' ยังมาไม่ถึง
ความเสี่ยงขาลงของบิทคอยน์:
เส้นทางที่ยากลำบากกว่าสำหรับอีเธอเรียม (Ethereum):
ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคยังอันตรายอยู่ ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่มาจากราคาน้ำมัน, ท่าทีแบบสายเหยี่ยวของเฟด และการขายของสถาบันที่ยังไม่เห็นวี่แววจะฟื้นกลับ—แรงขับเคลื่อนทั้งหมดที่ทำให้ตลาดพังพินาศ—ยังคงทำงานอยู่ กระแสเงิน 4.4 พันล้านดอลลาร์ที่ไหลออกจาก ETF ยังไม่ถูกดึงกลับคืนมา ตราบใดที่แรงกดดันเหล่านี้ยังไม่เบาลง หรือมีตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่ๆ เข้ามา ความเสี่ยงของการเทขายระลอกใหม่ยังคงสูงมาก สำหรับทั้งบิทคอยน์และอีเธอเรียม
Comments
0 comments