สัดส่วนชอร์ตต่อลองของบิตคอยน์พุ่งสูงถึง 7 ต่อ 1 ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนความรู้สึกเชิงลบที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังราคาดิ่งลงกว่า 47% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,198 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการล้างพอร์ตฝ... ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ อิหร่านเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน จุดชนวนให้เกิด Short Squeeze ในทันที...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused Bitcoin's short positions to surge to a 7-to-1 ratio over longs in mid-June 2026, how does this setup compare to earlier instanc. Article summary: Here is the comprehensive breakdown of Bitcoin's market structure in mid-June 2026.. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "[English](https://learn.backpack.exchange/articles/bitcoin-crash). * [About](https://learn.backpack.exchange/about). * [Learn](https://learn.backpack.exchange/all-articles). [E" source context "Bitcoin Crash 2026: What Triggered the 52% Sell-Off and What Happens Next" Reference image 2: visual subject "How to Buy Bitcoin Safely: A Step-by-Step Guide for 2026" source context "Bitcoin Crash 2026: What Triggered the 52% Sell-Off and What Happens Next
เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2026 ตลาดอนุพันธ์ของบิตคอยน์ได้ปรากฏสัญญาณที่บ่งบอกถึงความรู้สึกเชิงลบที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ นั่นคือจำนวนสถานะขายชอร์ต (Short) มีมากกว่าสถานะซื้อ (Long) ถึงกว่า เจ็ดเท่าตัว นี่ไม่ใช่แค่ความไม่สมดุลเพียงเล็กน้อย แต่เป็นความแตกต่างทางความเชื่อมั่นของตลาดที่ลึกซึ้ง สะท้อนถึงการยอมจำนนของนักลงทุนเป็นวงกว้าง หลังจากที่บิตคอยน์ร่วงลงกว่า 47% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,198 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม 2025
เหล่าเทรดเดอร์ไม่ได้เพียงแค่ระมัดระวังตัว พวกเขาส่วนใหญ่เชื่อมั่นอย่างท่วมท้นว่าราคาจะปรับตัวลดลงอีก และในช่วงเวลาหนึ่ง พวกเขาก็คิดถูก—จนกระทั่งข่าวใหญ่ด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้พลิกความเชื่อนั้นกลับตาลปัตร
สัดส่วนชอร์ตที่สูงถึงขีดสุดนี้เป็นผลพวงมาจากการเทขายอย่างรุนแรง ในช่วงห้าวันแรกของเดือนมิถุนายน บิตคอยน์เผชิญกับ การบังคับขายสถานะลอง (Long Liquidation) มากกว่า 1.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่คาดการณ์ไว้เพียง 88,000 ตำแหน่ง ซึ่งผลักดันโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 40% เป็น 57% คลื่นการลดความเสี่ยง (Risk-Off Wave) ที่ตามมาได้ล้างมูลค่าตลาดสินทรัพย์หลักไปประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงมูลค่าของบิตคอยน์เองประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ตัวเลขเบื้องหลังการพังทลายนั้นชัดเจน: บิตคอยน์มี weekly drop ถึง 13% ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ก่อนจะพบจุดต่ำสุดที่ 60,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดที่มันจะเริ่มฟื้นตัวอย่างยากลำบาก อัตราการระดมทุน (Funding Rate) ที่เป็นบวกและมูลค่าสัญญาเปิด (Open Interest) ที่สูงในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า หมายความว่าการเทขายถูกขยายความรุนแรงด้วยการเรียกหลักประกันเพิ่มเติม (Margin Calls) แบบลูกโซ่ ในขณะที่สถานะลองที่มีเลเวอเรจสูงถูกกวาดล้างออกจากตลาดอย่างเป็นระบบ
ภายในวันที่ 15 มิถุนายน ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสถานะชอร์ตมีจำนวนมากกว่าลองในอัตราส่วน 7 ต่อ 1 บนเมตริกซ์ของกระดานเทรดบางแห่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ส่งสัญญาณถึงความอ่อนล้าของกลุ่มผู้ถือครองที่มองบวก และความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งในหมู่ผู้ที่มองลบ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในปี 2026 ที่สัดส่วนชอร์ตได้รับความสนใจ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม การดีดตัวของบิตคอยน์ขึ้นเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ล้างพอร์ตสถานะชอร์ตไปกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในหนึ่งชั่วโมง โดยข้อมูลฟิวเจอร์สของ Binance แสดงให้เห็นว่า 62.8% ของสัญญาเปิดเป็นสถานะชอร์ตในขณะนั้น เหตุการณ์นั้นเป็น Short Squeeze แบบคลาสสิกภายในขาขึ้น ราคาปรับตัวสูงขึ้น ชอร์ตติดดอย และการถูกบังคับให้ซื้อคืน (Short Covering) ก็เร่งให้การเคลื่อนไหวยิ่งรุนแรงขึ้น
แต่สถานการณ์ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนั้นแตกต่างออกไปในเชิงโครงสร้าง
สัดส่วนชอร์ต 62.8% แปลว่ามีชอร์ตประมาณ 1.7 ต่อลอง 1 ในขณะที่สัดส่วน 7 ต่อ 1 ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เทียบเท่ากับชอร์ตประมาณ 87.5% ต่อลอง 12.5% ซึ่งเป็นความไม่สมดุลที่รุนแรงกว่ามาก สิ่งสำคัญคือ เหตุการณ์ 4 พ.ค. เกิดขึ้นในขณะที่บิตคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่มีความแข็งแกร่ง ในขณะที่เหตุการณ์ในเดือนมิถุนายนเกิดขึ้นหลังจากการยอมจำนนติดต่อกันหลายสัปดาห์ สะท้อนถึงความอ่อนแอของอุปสงค์ที่แท้จริงและความเชื่อมั่นเชิงบวกที่หมดลง
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะการถือครองที่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรงหลังจากแนวโน้มขาลงที่รุนแรง สามารถสร้างพลวัตของ Squeeze ที่ทรงพลัง—เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการดีดตัวที่รุนแรง—แต่มันก็สามารถส่งสัญญาณว่าความสนใจในการซื้อที่แท้จริงได้เหือดแห้งไปแล้วเช่นกัน
ในวันที่ 14 มิถุนายน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน พร้อมระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันกำลังสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สำหรับสินทรัพย์เสี่ยง สัญญาณนั้นชัดเจนและรุนแรงในทันที: การประเมินราคาความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะสมมานานหลายเดือนเริ่มคลี่คลายลงภายในไม่กี่นาที
สถานะชอร์ตในตลาดคริปโทฯ มูลค่าประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกบังคับขาย (Liquidate) ในขณะที่บิตคอยน์ทะยานขึ้นจากต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปสู่จุดสูงสุดระหว่างวันที่ 66,829 ดอลลาร์สหรัฐฯ—เป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 5% ในวันเดียว บางแหล่งข่าวรายงานว่ายอดการบังคับขายชอร์ตทั้งหมดสูงถึง 198 ล้านถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วทั้งระบบนิเวศคริปโทฯ ในขณะที่ Squeeze ลุกลามไปยังสถานะที่มีเลเวอเรจสูง
บิตคอยน์กลับมายืนเหนือระดับ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน และทำจุดสูงสุดในรอบ 12 วัน กลไกนั้นตรงไปตรงมา: ข้อตกลงสันติภาพได้พลิกกลับท่าที Risk-Off ที่ครอบงำตลาด บังคับให้ชอร์ตต้องซื้อคืนสถานะในราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และจุดชนวนความเชื่อมั่นแบบ Risk-On ทั่วทั้งตลาดหุ้นและคริปโทฯ พร้อมๆ กัน
ในเวลาเดียวกัน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Oil Futures) ปรับตัวลงประมาณ 4.30% ไปที่ 83.31 ดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงการคลี่คลายความเสี่ยงด้านอุปทานที่หยุดชะงักอย่างกะทันหัน ผลกระทบลูกโซ่ข้ามสินทรัพย์นั้นชัดเจน: ข่าวภูมิรัฐศาสตร์เพียงบรรทัดเดียวได้ตีราคาทุกสิ่งทุกอย่างใหม่
แม้ Short Squeeze จากข้อตกลงสันติภาพจะรุนแรง แต่มันอธิบายเรื่องราวการฟื้นตัวได้เพียงบางส่วนเท่านั้น คำถามที่ลึกซึ้งกว่าคือ การดีดกลับของบิตคอยน์จากจุดต่ำสุด 60,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเพียงการดีดตัวแบบเด้งแมวตาย (Dead-Cat Bounce) ที่ได้แรงหนุนจากการบังคับซื้อคืนชอร์ต หรือเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญเชิงโครงสร้างมากกว่ากัน
นักวิเคราะห์ออนเชน Axel Adler Jr. ได้เผยแพร่บทประเมินอย่างละเอียดซึ่งตอบคำถามได้อย่างชัดเจน: การดีดกลับครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยแรงซื้อที่แท้จริง ไม่ใช่ Short Squeeze โดยหลักฐานของเขาสร้างขึ้นจากสามเมตริกซ์หลัก:
สัดส่วน Taker Buy/Sell Ratio ปิดเหนือ 1.0 ในแปดวันจากสิบวันล่าสุด ณ วันที่ 15 มิถุนายน เมตริกซ์นี้เปรียบเทียบปริมาณคำสั่งซื้อแบบทันที (Market Buy Orders) กับคำสั่งขายแบบทันที (Market Sell Orders) และค่าที่สูงกว่า 1.0 หมายความว่าเทรดเดอร์กำลังซื้อในราคาตลาดอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะรอให้คำสั่งจำกัด (Limit Orders) ถูกจับคู่ สำหรับ Adler แล้ว นี่คือสัญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดว่าดีมานด์ที่แท้จริงกำลังกลับมา
Funding Rate ยังคงเป็นบวกเป็นเวลาสิบวันติดต่อกัน ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 15 มิถุนายน โดยแกว่งตัวระหว่าง +0.001% ถึง +0.020% รายละเอียดนี้สำคัญอย่างยิ่งเพราะมันแยกความแตกต่างของการเคลื่อนไหวนี้ออกจากสถานการณ์ Short Squeeze ใน Short Squeeze แบบคลาสสิก Funding Rate มักจะพลิกเป็นลบเพราะฝั่งชอร์ตต้องจ่ายเงินให้ฝั่งลองเพื่อรักษาสถานะของตน Funding Rate ที่เป็นบวกหมายความว่าฝั่งลองกำลังจ่ายเงินให้ฝั่งชอร์ต เป็นนัยว่าตลาดไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยการซื้อคืนชอร์ตอย่างตื่นตระหนกเป็นหลัก
มูลค่าสัญญาเปิด (Open Interest) ของฟิวเจอร์สบิตคอยน์ลดลงจาก 1.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 1.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น Adler เรียกสิ่งนี้ว่า "การดีดกลับจากการลดเลเวอเรจ (Deleveraging Rebound)" ไม่ใช่การเริ่มต้นเทรนด์ใหม่ เมื่อราคาปรับขึ้นแต่มูลค่าสัญญาเปิดลดลง มันบ่งชี้ว่าสถานะที่มีเลเวอเรจเดิมกำลังถูกปิด—ทั้งฝั่งลองที่ทำกำไรและฝั่งชอร์ตที่ถูกบังคับขาย—มากกว่าที่เงินทุนใหม่จะเข้ามาพร้อมกับการวางเดิมพันแบบใช้เลเวอเรจสูง การปรับตัวขึ้นนี้กำลังชำระล้างโครงสร้างตลาดที่มีเลเวอเรจสูงเกินไปซึ่งก่อตัวขึ้นระหว่างการเทขาย ไม่ใช่การพองบับเบิ้ลใหม่
ข้อมูล Net Order Flow ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ ในวันที่ 5 มิถุนายน ตลาดบันทึกปริมาณการขายสุทธิ -236 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ราคาดิ่งลงสู่ 60,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในวันที่ 7 มิถุนายน แรงซื้อที่แข็งขันกลับมาพร้อมกับ Net Order Volume +620 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเพียงแปดชั่วโมง ตามมาด้วยอีก 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 8 มิถุนายน การกลับตัวนั้นรวดเร็วและต่อเนื่อง แต่มันถูกเติมเชื้อเพลิงโดยดีมานด์ในตลาดสปอตและการล้างสถานะส่วนเกิน (Marginal Positions) ไม่ใช่โดยการเพิ่มเลเวอเรจเพื่อเก็งกำไรใหม่ๆ (Re-leveraging)
Adler จัดกรอบการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นกระบวนการลดเลเวอเรจที่จำเป็นภายในแนวโน้มขาลงที่กว้างขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การกลับตัวของเทรนด์ การฟื้นตัวจาก 60,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยชะล้างเลเวอเรจส่วนเกินออกจากระบบ แต่การกลับตัวเป็นตลาดกระทิงอย่างแท้จริงจะต้องอาศัยการปรับตัวขึ้นของทั้งราคาและมูลค่าสัญญาเปิดไปพร้อมๆ กัน
เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดสัดส่วนชอร์ต 7 ต่อ 1 จึงก่อตัวขึ้น คุณต้องเข้าใจขนาดของตลาดหมีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น
บิตคอยน์บรรลุจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,198 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม 2025 จากจุดสูงสุดนั้น ราคาทรุดตัวลงมากกว่า 47% มาสู่จุดต่ำสุดที่ 60,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026—เป็นการปรับฐานที่ลบล้างกำไรกว่าครึ่งหนึ่งจากวัฏจักรหลัง Halving ปี 2025 การเทขายไม่เพียงแต่รุนแรง แต่มันรวดเร็วและรุนแรง ด้วยการบังคับขายแบบลูกโซ่ที่ซ้ำเติมตัวเองในขณะที่ตลาดค้นหาจุดต่ำสุด
ตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับขาลงระลอกสุดท้ายคือรายงานการจ้างงานในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนความคาดหวังต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ และจุดชนวนเหตุการณ์ Risk-Off ข้ามสินทรัพย์ที่กระทบคริปโทฯ อย่างหนักเป็นพิเศษ ในหนึ่งสัปดาห์ บิตคอยน์สูญเสียมูลค่าไป 13% และตลาดอนุพันธ์เห็นสถานะลองถูกลบล้างไปเป็นจำนวนมาก
ข้อมูลการถือครองของสถาบันจากรายงาน COT ของ CFTC ช่วยเพิ่มบริบท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม ผู้เข้าร่วมตลาดที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์—กองทุนเฮดจ์ฟันด์และนักเก็งกำไร—ถือครองสถานะ Long สุทธิเพียง +2,458 สัญญา คิดเป็นสัดส่วน Long/Short เพียง 1.17 ต่อ 1 ที่ราคาประมาณ 66,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ แม้กระทั่งก่อนเหตุการณ์นองเลือดในเดือนมิถุนายน ความเชื่อมั่นของสถาบันก็ยังคงระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการถือครองที่ห่างไกลจากความเป็นขาขึ้นแบบสุดโต่งซึ่งมักจะมาก่อนการเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งแกร่ง
ภายในกลางเดือนมิถุนายน บิตคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 65,600 ถึง 66,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ—เป็นระดับใกล้เคียงกับช่วงปลายเดือนพฤษภาคมก่อนเกิดเหตุการณ์ข้อมูลการจ้างงาน การฟื้นตัวได้ลบล้างการเทขายเพราะความตื่นตระหนกอย่างเฉียบพลัน แต่ก็ยังคงทิ้งให้บิตคอยน์อยู่ในแนวโน้มขาลงที่กว้างกว่า โดยมีแนวต้านใกล้ 68,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นระดับทางเทคนิคที่จะต้องทะลุผ่านไปให้ได้สำหรับสมมติฐานใดๆ เกี่ยวกับการกลับตัวของเทรนด์อย่างแท้จริง
กองทุน Spot Bitcoin ETF มียอดเงินไหลออก (Outflows) เป็นสัปดาห์ที่ห้าติดต่อกัน โดยมีเงินถอนออกไป 316 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 มิถุนายนเพียงสัปดาห์เดียว ซึ่งยิ่งเพิ่มภาพของความระมัดระวังของสถาบัน แม้ว่าข้อตกลงสันติภาพจะจุดชนวนให้เกิดความคึกคักแบบ Risk-On ก็ตาม
ดังนั้น ตลาดในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจึงอยู่ ณ จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ: สัดส่วนการถือครองชอร์ตที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ได้เผชิญกับตัวเร่งปฏิกิริยาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่บังคับให้เกิดการคลี่คลายสถานะอย่างรุนแรง แต่การฟื้นตัวเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังกำลังถูกสร้างขึ้นโดยนักลงทุนที่อนุรักษ์นิยมซึ่งเข้าซื้อในราคาที่ต่ำลง ไม่ใช่โดยนักเก็งกำไรที่ใช้เลเวอเรจไล่ราคา Axel Adler Jr.'s เมตริกซ์ออนเชนยืนยันว่าตลาดกำลังฟื้นตัวผ่านการลดเลเวอเรจ มากกว่าการพองตัวของกระแสการเก็งกำไรระลอกใหม่
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
สัดส่วนชอร์ตต่อลองของบิตคอยน์พุ่งสูงถึง 7 ต่อ 1 ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนความรู้สึกเชิงลบที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังราคาดิ่งลงกว่า 47% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,198 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการล้างพอร์ตฝ...
สัดส่วนชอร์ตต่อลองของบิตคอยน์พุ่งสูงถึง 7 ต่อ 1 ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนความรู้สึกเชิงลบที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังราคาดิ่งลงกว่า 47% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,198 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการล้างพอร์ตฝ... ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ อิหร่านเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน จุดชนวนให้เกิด Short Squeeze ในทันที มูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์พุ่งกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Axel Adler Jr. วิเคราะห์ว่านี่คือ 'การดีดกลับจากการลดเลเวอเรจ (Deleveraging rebound)' โดยชี้จากมูลค่าสัญญาเปิด (Open Interest) ที่ลดลงและค่า Funding Rate ที่ยังคงเป็นบวก ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังสร้างฐานราคาผ่านการปิดสถา...