แบนเนอร์จะปรากฏเมื่อผู้ขับสตาร์ตรถ หากกดเข้าไป ระบบจะเปิดแอนิเมชันเต็มจอพร้อมเพลงและเอฟเฟกต์ไฟบรรยากาศภายในรถที่ทำงานสอดคล้องกัน แม้ BMW ระบุว่าผู้ขับต้องเป็นฝ่ายกดแบนเนอร์เพื่อเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ แต่การที่เนื้อหาโปรโมตปรากฏขึ้นตั้งแต่เริ่มใช้งานรถก็เพียงพอให้เจ้าของรถจำนวนมากรู้สึกว่าโฆษณาถูกยัดเยียดเข้ามาในพื้นที่ของตน
แคมเปญเริ่มเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2026 และมีกำหนดดำเนินไปจนถึง 10 สิงหาคม 2026 โดยครอบคลุม BMW รุ่นที่ผลิตหลังเดือนกรกฎาคม 2020 และใช้ระบบปฏิบัติการภายในรถ BMW Operating System 7, 8, 8.5, 9 หรือ X
ผู้ขับจะเห็นข้อความบนหน้าจอว่า “Surprise! Spider-Man just dropped into your BMW!” หรือ “เซอร์ไพรส์! Spider-Man โผล่มาใน BMW ของคุณแล้ว!” เมื่อกดแบนเนอร์ หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นแอนิเมชันเต็มรูปแบบ ใช้ระบบเสียงของรถและไฟบรรยากาศภายในเพื่อโปรโมตภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีภาพ Spider-Man โต้ตอบกับรถ SUV BMW iX3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดร่วมกันระหว่างภาพยนตร์กับรถต้นแบบรุ่นดังกล่าว
เจ้าของรถจำนวนมากระบายความไม่พอใจผ่านโซเชียลมีเดียและฟอรัม โดยเฉพาะผู้ที่จ่ายเงินซื้อรถในระดับหลายหมื่นดอลลาร์ แทนที่จะรู้สึกว่าได้รับ “เซอร์ไพรส์” กลับมองว่านี่คือการนำสินค้าที่ตนเป็นเจ้าของแล้วมาใช้เป็นป้ายโฆษณา
ผู้ใช้ Reddit รายหนึ่งเขียนว่า “จ่ายเงิน 50,000–100,000 ดอลลาร์เพื่อซื้อรถ แต่ยังต้องเจอโฆษณาอีก” พร้อมประชดว่า “ต่อไปคงต้องมีแอปบล็อกโฆษณาสำหรับรถยนต์” หลายคนเปรียบเทียบกรณีนี้กับเหตุการณ์ที่อัลบั้มของ U2 ถูกเพิ่มเข้าไปในคลังเพลงของผู้ใช้ iTunes โดยอัตโนมัติในปี 2014
BMW อธิบายแคมเปญนี้ว่าเป็น “แอนิเมชันเฉลิมฉลอง” และ “เซอร์ไพรส์พิเศษ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางการตลาดกับ Sony Pictures และ Marvel โดย BMW ยังมีรถปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ด้วย
บริษัทเน้นย้ำว่าแอนิเมชันเต็มจอไม่ได้เริ่มเล่นเอง ผู้ขับต้องกดแบนเนอร์ก่อนจึงจะเปิดประสบการณ์ที่มีเสียงและเอฟเฟกต์ไฟได้ BMW ยังระบุว่าแคมเปญนี้เป็นกิจกรรมชั่วคราวและจะสิ้นสุดในวันที่ 10 สิงหาคม 2026
Bernd Körber รองประธานอาวุโสฝ่ายแบรนด์และการจัดการผลิตภัณฑ์ของ BMW เรียกการเปิดตัวความร่วมมือนี้ว่าเป็นสิ่งที่ “เหมาะสม” อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวไม่ได้ช่วยคลายความกังวลของเจ้าของรถที่ไม่ต้องการเห็นเนื้อหาเชิงพาณิชย์บนหน้าจอรถของตน
ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งถูกนำมาโปรโมตในรถเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียม และคำพูดในอดีตของ BMW เองด้วย
ในเดือนธันวาคม 2023 Stephan Durach รองประธานอาวุโสฝ่ายการพัฒนาบริษัทที่เชื่อมต่อระบบดิจิทัลของ BMW Group เคยกล่าวต่อสื่อว่า BMW จะไม่ขายพื้นที่หน้าจอภายในรถเพื่อฉายโฆษณา โดยเขาเรียกห้องโดยสารว่าเป็น “พื้นที่ส่วนตัว”
Durach กล่าวไว้ว่า “การบอกว่าผมจะขายหน้าจอเพื่อเปิดโฆษณา ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนั้น เพราะมันคือพื้นที่ส่วนตัว” คำกล่าวนี้ได้รับการรายงานอย่างกว้างขวางจากสื่อหลายแห่ง รวมถึง Autoweek, TechSpot, BMW Blog และ MediaPost
ดังนั้น เมื่อ BMW นำโปรโมชันจากพันธมิตรภายนอกมาแสดงบนหน้าจอ Control Display เพียงไม่ถึงสามปีหลังคำกล่าวดังกล่าว เจ้าของรถและนักวิจารณ์จึงมองว่าเป็นการกลับลำอย่างชัดเจน สำหรับผู้บริโภค ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การเห็นแบนเนอร์ที่ไม่ต้องการ แต่คือความรู้สึกว่าแบรนด์ไม่ได้ยึดถือหลักการที่เคยใช้สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
BMW เคยเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักในช่วงปี 2022–2023 จากแนวคิดเก็บค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อใช้งานเบาะนั่งแบบปรับความร้อน ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งอยู่ในรถและผู้ซื้อได้จ่ายเงินไปแล้ว โดยค่าบริการในบางตลาดอยู่ที่ประมาณ 18 ดอลลาร์ต่อเดือน
หลังเกิดกระแสต่อต้าน BMW ยกเลิกการเก็บค่าสมาชิกสำหรับเบาะนั่งแบบปรับความร้อนในเดือนกันยายน 2023 และผู้บริหารยอมรับในเวลาต่อมาว่าแนวคิดดังกล่าวเป็น “ความผิดพลาด”
เมื่อมองเหตุการณ์ทั้งสองร่วมกัน เจ้าของรถบางส่วนจึงเห็นเป็นรูปแบบเดียวกัน นั่นคือบริษัททดลองขยายขอบเขตการหารายได้จากรถที่ลูกค้าซื้อไปแล้ว เมื่อเจอกระแสต่อต้านก็ถอยกลับ ก่อนจะลองขอบเขตใหม่อีกครั้ง ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ผู้บริโภคตั้งคำถามว่า ในอนาคตหน้าจอรถจะกลายเป็นช่องทางหารายได้จากโฆษณาอย่างถาวรหรือไม่
ความร่วมมือด้านการตลาดระหว่าง Sony Pictures กับ BMW ซึ่งรวมถึงการโปรโมตภาพยนตร์ผ่านระบบภายในรถ มีรายงานว่ามูลค่าสื่อทั่วโลกอยู่ที่ 309 ล้านดอลลาร์ และถูกอธิบายว่าเป็นความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมรถยนต์กับภาพยนตร์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับบริษัท นี่อาจเป็นการใช้ประโยชน์จากหน้าจอและระบบเชื่อมต่อที่มีอยู่แล้วในรถ แต่สำหรับเจ้าของรถ หน้าจอเดียวกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาจ่ายเงินซื้อ ไม่ใช่พื้นที่โฆษณาที่ผู้ผลิตจะนำไปขายต่อได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
นักวิจารณ์จึงกังวลว่า หากแคมเปญลักษณะนี้สร้างรายได้หรือได้รับการยอมรับมากขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นอาจทำตาม จนการเห็นโฆษณาของบุคคลที่สามบนหน้าจอรถกลายเป็นเรื่องปกติ Tom Goodwin นักวิจารณ์ด้านการตลาดมองว่า รายได้ระยะสั้นอาจไม่คุ้มกับผลกระทบระยะยาวต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าโฆษณา Spider-Man จะหายไปหลังวันที่ 10 สิงหาคมหรือไม่ แต่คือเจ้าของรถควรมีสิทธิ์เลือกมากเพียงใดว่าเนื้อหาอะไรจะปรากฏบนหน้าจอในรถที่พวกเขาซื้อมาแล้ว และ BMW จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง “แอนิเมชันพิเศษ” กับ “โฆษณา” ให้ลูกค้ายอมรับได้อย่างไร